ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่นิ่ง การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ อุตสาหกรรมไมซ์ไทยกำลังยืนอยู่ตรงจุดเปลี่ยนสำคัญ ว่าจะไปต่อในบทบาทเดิมหรือขยับบทบาทมาสร้างมูลค่าให้ประเทศ
TCEB จึงวางทิศทางปี 2569 ให้การขับเคลื่อนชัดขึ้น โดยโฟกัส 3 เรื่องหลัก คือ การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ การผลักดันความยั่งยืนให้กลายเป็นจุดขายที่แข่งขันได้ และการทำให้ระบบนิเวศไมซ์ไทยแข็งแรงพอจะรองรับการค้าและการลงทุน ในขณะเดียวกัน งานไมซ์ต่อจากนี้ไม่ควรถูกวัดแค่ว่าจัดได้หรือไม่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าคุ้มค่าหรือเปล่า ทั้งในแง่ผลตอบแทนทางธุรกิจ (ROI) และประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับ (ROX) ต่อไปนี้คือสรุป Key Takeaways สำคัญจากงานแถลงทิศทางอุตสาหกรรมไมซ์ไทย
จากมุมมองของ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ TCEB
โลกกำลังก้าวกระโดดไม่ใช่แค่เดินหน้า
สถานการณ์โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทั้งภูมิรัฐศาสตร์และพฤติกรรมผู้บริโภค หากไมซ์ไทยยังทำงานรูปแบบเดิมเท่ากับเรากำลังถูกทิ้งห่าง จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เพื่อไม่ให้ตกขบวน
โครงสร้างตลาดเปลี่ยนจาก B2B สู่ B2C
ในอดีตงานไมซ์คือการเจรจาระหว่างองค์กร แต่ปัจจุบันดิจิทัลทำให้ผู้ผลิตคุยกับผู้บริโภคได้โดยตรง อำนาจการตัดสินใจจึงตกไปอยู่ที่ปัจเจกบุคคลมากขึ้น การจัดงานจึงต้องเน้นสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ระดับบุคคล
คู่แข่งใหม่คือ Creator Economy
คู่แข่งของอุตสาหกรรมไมซ์ไม่ใช่แค่ Organizer ด้วยกันอีกต่อไป แต่คือกลุ่ม Influencer และ Media ที่มีฐานแฟนคลับเป็นของตัวเอง ซึ่งคนกลุ่มนี้สามารถสร้าง Demand ได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาสถานที่จัดงานแบบเดิม
Trust คือสกุลเงินใหม่ในยุค AI
ยิ่ง AI สร้างข้อมูลปลอมได้เนียนเท่าไร มนุษย์ยิ่งโหยหาประสบการณ์จริงมากขึ้น ไมซ์จึงเป็นพื้นที่ของประสบการณ์ที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้
ความยั่งยืนคือใบอนุญาตในการทำธุรกิจ
Sustainability ไม่ใช่เรื่อง CSR หรือภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขของความอยู่รอด หากงานไหนไม่มีการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือไม่มีมาตรฐานรับรองจะไม่ได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าตลาดโลก
ไทยต้องขาย 'ประสบการณ์' มากกว่าการท่องเที่ยว
จากการทำ Brand Health Check ลูกค้าต่างชาติมองว่าไทยไม่จำเป็นต้องโปรโมตเรื่อการท่องเที่ยวอีก เพราะเป็นจุดแข็งที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่ควรหันมาโฟกัสการสื่อสารเรื่องความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และข้อมูลเชิงลึกแทน
เป้าหมายปี 2569 คือการเติบโต 10%
TCEB วางเป้าหมายรายได้อุตสาหกรรมไมซ์ไว้ที่ประมาณ 163,000 ล้านบาท (เฉพาะรายได้ทางตรง) และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4 แสนล้านบาท โดยวางตำแหน่งไทยเป็น ‘Trusted Gateway’ ของเอเชีย
มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ไทยจะใช้ไมซ์เป็นกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ Future Food & Innovation, Digital & AI, Wellness & Longevity, Advanced Manufacturing และ Bio Economy เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ
จากมุมมองของ ดร.จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ รองผู้อำนวยการ TCEB
จับสัญญาณใหม่ของตลาดโลก
ตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณชัด 3 ด้านที่อุตสาหกรรมไมซ์ต้องตามให้ทัน อย่างแรก ต้องสร้าง ‘ประสบการณ์ที่มีคุณค่า’ ไม่ใช่แค่จัดงานตามงบแต่ต้องทิ้งความหมายและผลลัพธ์ให้ผู้เข้าร่วม อย่างที่สองทุกกิจกรรมต้องคุ้มค่า วัดผลได้ ตอบโจทย์ทางธุรกิจ และสุดท้ายงานไมซ์ต้องสร้างผลบวกคืนสู่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
กลยุทธ์ 4R
การวัดผลรูปแบบใหม่ ROI, ROE, ROX
การจัดงานต่อไปนี้จะต้องวัดผลได้ครอบคลุม 3 มิติ คือความคุ้มค่าทางธุรกิจ, ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, ความพึงพอใจและประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน
จากมุมมอง ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการ TCEB
MICE เครื่องมือสร้างเมือง
มุมมองต่อตลาดในประเทศเปลี่ยนไป ไมซ์ไม่ใช่แค่การจัดงาน แต่เป็นกลไกที่ช่วยพิสูจน์ศักยภาพของเมือง ทั้งการรองรับคน ระบบสาธารณูปโภคและการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
ยกระดับจาก MICE City สู่ MICE Cluster
การพัฒนาไมซ์ขยายจากเมืองเดียวเป็นกลุ่มจังหวัด เพื่อเชื่อมจุดแข็งและทรัพยากรของพื้นที่ใกล้เคียง เช่น EEC และอันดามัน
ใช้จุดแข็งเมือง ขับเคลื่อนไมซ์ด้วยกลยุทธ์ 4D
ขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มมูลค่า เจาะอุตสาหกรรมในพื้นที่ รุกหาดีมานด์ และสร้างความต่าง โดยแต่ละภูมิภาคมีธีมเฉพาะ เช่น อีสานด้านวัฒนธรรม ใต้ด้านบริการมูลค่าสูง
แคมเปญหลัก ‘ไมซ์ไทย จัดไปให้สุด’
แบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 3 ส่วน คือ ปั้นเมืองรองให้พร้อมจัดงาน กระจายงานไมซ์ลงสู่พื้นที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลักดันการจัดงานอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดไมซ์สีเขียวและนวัตกรรม
เป้าหมายตลาดในประเทศ 92,000 ล้านบาท
ทีเส็บตั้งเป้ากระตุ้นรายได้ตลาดในประเทศให้เติบโต 10% ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมต่างๆ ในแต่ละจังหวัด
จากมุมมองคุณสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ TCEB 
สร้างความเชื่อมั่นด้วยการอำนวยความสะดวก
การสร้าง Trust ไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่ต้องมาจากกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ทีเส็บจึงทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคและลดอุปสรรคและขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจ
ผ่อนคลายกฎ Work Permit สำหรับงานไมซ์
กรมการจัดหางานอนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในงานเทศกาลหรืองานไมซ์ที่รัฐสนับสนุนได้ไม่เกิน 15 วัน โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน ช่วยลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาเตรียมงาน
เพิ่มโควตานำเข้าสินค้าตัวอย่างในงานแสดงสินค้า
กระทรวงสาธารณสุขปรับเพิ่มจำนวนสินค้าตัวอย่าง เช่น อาหารและยา สำหรับงาน Exhibition จาก 12 ชิ้น เป็น 24 ชิ้น หรือมากกว่านั้นตามความจำเป็นของงาน
มาตรการลดหย่อนภาษี 200% ที่ครอบคลุมขึ้น
TCEB ผลักดันการลดหย่อนภาษี 2 เท่า โดยขยายไปถึงค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร การตลาด ขนส่ง และการจัดงานขนาดใหญ่ (Mega Events)
ขยายบริการ MICE Fast Track สู่ภูมิภาค
บริการช่องทางพิเศษที่สนามบินจะขยายจากสุวรรณภูมิและดอนเมือง เป็น 6 แห่งทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และอุดรธานี เพื่อรองรับงานระดับนานาชาติ
Strategic TOR สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ
TCEB จัดทำแนวทาง TOR สำหรับงานภาครัฐ โดยให้คะแนนพิเศษกับผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโดยรวม

เทรนด์ตลาดประชุม (TICA)
ตลาดประชุมมีแนวโน้มจัดเป็นกรุ๊ปเล็กลง แต่จัดบ่อยขึ้น ผู้เข้าร่วมให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท้องถิ่นและโปรแกรม Wellness ที่ผสมอยู่ในงาน สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการจากรัฐคือการสนับสนุนเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการรายย่อย และการเร่งความรวดเร็วของระบบตรวจคนเข้าเมือง
การเติบโตของงานแสดงสินค้า (TEA)
งาน Exhibition ยังเติบโตมากกว่า 10% ต่อปี โดยมี 2 เทรนด์สำคัญ คือ งานขนาดใหญ่จากต่างประเทศย้ายมาจัดในไทย และการขยายงานในรูปแบบแฟรนไชส์
ความปลอดภัยคือปัจจัยตัดสินใจหลัก
ทั้ง TICA และ TEA เห็นตรงกันว่า Safety & Security เป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ลูกค้าต่างชาติใช้ตัดสินใจเลือกประเทศจัดงาน ภาครัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อย่างจริงจัง
ต้องการมาตรการสนับสนุนระยะยาว
ภาคเอกชนต้องการให้มาตรการอย่าง Tax Incentive มีความต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี เพื่อวางแผนธุรกิจได้ และอยากเห็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง TCEB, TICA และ TEA
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด