ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดยุทธศาสตร์ New Horizons โจทย์เราไม่ใช่แค่ฟื้น แต่ต้องแข็งแรงพอให้โตต่อ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Thailand's New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในงาน Bangkok Business Summit 2024 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน

เนื้อหาหลักของปาฐกถาเป็นการปูทางก่อนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank Group อีกครั้งในรอบ 35 ปี ซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 190 ประเทศทั่วโลก มาร่วมหารือทางออกของปัญหาเศรษฐกิจโลก คุณวิทัยระบุว่าการที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้งสะท้อนความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่อไทย และตอกย้ำบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเอเชียในเศรษฐกิจโลก

วิกฤตถี่ขึ้น เศรษฐกิจไทยโตช้าลงทุกรอบ

วิทัยชี้ว่าโลกกำลังอยู่ในยุคที่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจเกิดถี่ขึ้นและลามเร็วขึ้นกว่าเดิม ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเจอทั้งโรคระบาด ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตอาหารและพลังงาน ภาวะถดถอยของภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่าง AI

ทุกวิกฤตใหญ่ที่ผ่านมาดึงเศรษฐกิจไทยให้โตช้าลงเรื่อย ๆ อัตราการเติบโตเฉลี่ยลดจาก 5.3% หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เหลือ 3.7% หลังวิกฤตการเงินโลก และเหลือเพียง 2.4% หลังโควิด-19

"โจทย์ของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ฟื้นตัวจากวิกฤต แต่ต้องสร้างความสามารถในการรับมือและรักษาการเติบโตให้ยั่งยืนในระยะยาว" คุณวิทัยกล่าว

ที่มาของ New Horizons เริ่มจาก 4 เสาหลัก

แนวคิด New Horizons เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับคน ทั้งการเสริมศักยภาพและเปิดโอกาสให้คนไทยเติบโต ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นที่ให้ความเชื่อมั่นและความมั่นคง เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่ยั่งยืน โดยแนวคิดนี้แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น 
  2. การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แตกขั้ว ด้วยการวางตำแหน่งไทยเป็นศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือสำหรับการลงทุน การผลิต และการเชื่อมโยงในภูมิภาค ในหัวข้อนี้คุณวิทัยกล่าวว่าไทยอาจไม่ใช่จุดหมายที่ต้นทุนต่ำที่สุดหรือมีประสิทธิภาพการผลิตสูงที่สุดในภูมิภาค แต่จุดแข็งของไทยคือความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ เพราะไทยไม่มีความขัดแย้งใหญ่กับใคร และยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจทุกฝ่าย
  3. โครงสร้างทางการเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผสมผสานมาตรการระยะสั้นอย่างการสนับสนุนสินเชื่อเปลี่ยนผ่าน กับรากฐานระยะยาวอย่าง Thailand Taxonomy
  4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจผู้สูงวัย ที่เปิดโอกาสใหม่ในธุรกิจสุขภาพ เวลเนส และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยืดอายุ เช่น อาหารฟังก์ชันนัลและการแพทย์จากชีวภาพ

เสาหลักดิจิทัลและ AI ชู PromptPay และเป๋าตัง ดันธุรกรรมดิจิทัลพุ่ง

คุณวิทัยขยายความในเสาหลักแรกซึ่งเป็นส่วนที่ธปท. รับผิดชอบโดยตรง โดยชี้ว่าไทยมีประสบการณ์เฉพาะตัวในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ 2 ระบบหลัก

  • PromptPay ระบบโอนเงินแบบทันทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่ามีบัญชีลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 83 ล้านบัญชี และรองรับธุรกรรมฟรีไปแล้ว 2,500 ล้านรายการ
  • แอปเป๋าตัง ที่พัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย ช่วยให้มาตรการช่วยเหลือทางการคลังของรัฐเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเดือนมกราคมที่ผ่านมาระบุว่ามีผู้ใช้งานแล้วกว่า 40 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่คนไทยใช้งานแพร่หลายที่สุด

โครงสร้างพื้นฐานทั้งสองส่วนนี้เร่งให้คนไทยหันมาใช้การชำระเงินและบริการทางการเงินดิจิทัลมากขึ้น มูลค่าธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 4 ปี จาก 21,000 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 48,000 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่จำนวนบัญชีที่เข้าถึงบริการการเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นเกือบ 70% จาก 84 ล้านบัญชี เป็น 141 ล้านบัญชี ในรอบ 5 ปี

คุณวิทัยกล่าวว่าเมื่อคนเข้าถึงการเงินดิจิทัลมากขึ้น การฉ้อโกง สแกม และภัยไซเบอร์ก็เพิ่มขึ้นทั้งขนาดและความซับซ้อนตามไปด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ธปท. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบนิเวศการเงินดิจิทัล ผ่านแนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance หรือ SIDF ที่ธปท. กำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้

ธปท. มองเห็นความท้าทาย 3 ด้านที่บั่นทอนความปลอดภัยและความทั่วถึงของระบบการเงิน ได้แก่

  • การฉ้อโกง สแกม และอาชญากรรมดิจิทัลรูปแบบอื่นที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัล
  • ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นในสถาบันการเงิน
  • ช่องว่างในระบบนิเวศ โดยเฉพาะการขาดกฎเกณฑ์กำกับดูแลการใช้ AI และเทคโนโลยีใหม่ในภาคการเงิน

คุณวิทัยได้ยกตัวเลขสะท้อนขนาดของปัญหาว่า ในปี 2568 เอเชียมีสัดส่วนความเสียหายจากสแกมเกือบ 2 ใน 3 ของทั้งโลก ส่วนไทยเองมีมูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินสูงกว่า 43,000 ล้านบาท หรือราว 0.2% ของ GDP โดยตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้เพราะมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ไม่ได้แจ้งความ

ขณะเดียวกัน ภัยไซเบอร์ในภาคการเงินทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ส่วนในไทย ความพยายามโจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปที่ภาคธนาคารเพิ่มขึ้นราว 45% ในปี 2568 ส่วนใหญ่มาในรูปแบบ DDoS มัลแวร์ และฟิชชิ่ง สะท้อนว่าภัยคุกคามต่อระบบการเงินขยายขนาดและซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อบัญชีที่ใช้บริการธนาคารดิจิทัลเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 190 ล้านบัญชีในปี 2569 ช่องทางดิจิทัลจึงกลายเป็นประตูสำคัญของบริการการเงิน โจทย์ของธปท. คือต้องทำให้มาตรการป้องกันตามทันการเปลี่ยนแปลงให้ได้

เตรียมเปิดตัว Bangkok Blueprint ในการประชุมเดือนตุลาคม

วิทัยระบุว่าความร่วมมือระดับโลกในการรับมือการฉ้อโกงดิจิทัลยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ธปท. จึงร่วมมือกับ IMF และ World Bank พัฒนาเอกสารที่ชื่อว่า Bangkok Blueprint ซึ่งคือ แนวทางสร้างบริการการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญที่สุดที่จะประกาศในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ 

โดยธปท. ตั้งเป้าให้ Bangkok Blueprint กลายเป็นแนวทางอ้างอิงเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการยกระดับการรับมือการฉ้อโกงดิจิทัล และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อประชาคมโลกในระยะยาว ไม่ใช่แค่ในช่วงการประชุมประจำปี

ผลงานที่ทำไปแล้ว มิจฉาชีพเงินฝากเหลือศูนย์ ความเสียหายจาก APP fraud ลดลง 80%

นอกจากนี้คุณวิทัยเล่าถึงมาตรการที่ธปท. ดำเนินการไปแล้วและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าบทเรียนสำคัญคือความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับการปรับมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสู้กับการฉ้อโกง 2 รูปแบบ คือ

  • ธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต (unauthorized payment fraud) 
  • ธุรกรรมที่เหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินเอง (authorized push payment fraud หรือ APP fraud)

ช่วงแรก ปัญหาหลักคือมิจฉาชีพใช้บัญชีม้าในรูปแบบแอปพลิเคชัน ธปท. จึงออกมาตรฐานความปลอดภัยโมบายแบงกิ้งเพื่อป้องกันการเข้าควบคุมบัญชีลูกค้า ผลคือไม่มีรายงานเหตุการณ์มิจฉาชีพแอปบัญชีม้าเลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2568

แต่เมื่อรูปแบบการหลอกลวงเปลี่ยนไป มิจฉาชีพหันไปใช้วิธี APP fraud มากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยมาตรการที่ครอบคลุมเกินกว่าแค่ภาคธนาคาร ธปท. จึงผสมผสานทั้งมาตรการและกฎหมาย ตั้งแต่การจัดการบัญชีม้าที่เข้มงวดขึ้น การตามรอยเงินผ่าน API การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่แม่นยำขึ้น ไปจนถึงการกำหนดเพดานยอดโอนเงินดิจิทัลต่อวัน 

ผลลัพธ์คือความเสียหายจาก APP fraud ลดลงจากจุดสูงสุด 8,600 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1,800 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปีนี้ หรือลดลงราว 80%

"ถือว่าเราทำได้ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีช่องที่ต้องทำต่ออีกเยอะ" คุณวิทัยกล่าว

คุณวิทัยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การสกัดกั้นกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยมองว่าสุดท้ายแล้วเงินผิดกฎหมายมักถูกถอนเป็นเงินสด ก่อนแปลงไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT ซึ่งเป็น 3 ช่องทางหลักที่ใช้ฟอกเงิน ธปท. จึงดำเนินมาตรการใน 4 ด้าน

  • จำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง มีผลตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้การถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปลดลง 52%
  • คุมเข้มการซื้อขายทองคำออนไลน์ ด้วยการเพิ่มข้อกำหนดการรายงาน โดยเฉพาะการถอนทองคำแท่งจำนวนมากที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วนำไปถอนที่ร้านทอง ผลคือการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป (ราว 10 ล้านบาท) ลดลง 70%
  • เพิ่มการกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานและเพิ่มข้อกำหนดการรายงาน เพื่อความโปร่งใสในการแปลงเงินบาทเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น USDT
  • ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสริมมาตรการป้องกันในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการซื้อขาย USDT ที่มีปริมาณธุรกรรมสูงผิดปกติ

นอกจากนี้ ธปท. ยังยกระดับการทำ KYC, CDD และ EDD (การตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก) ให้อิงตามความเสี่ยงของโปรไฟล์ลูกค้ามากขึ้น พร้อมแจกจ่ายรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบให้สถาบันการเงินใช้ตรวจจับและติดตามลูกค้าและธุรกรรมความเสี่ยงสูง

10 กันยายนนี้ เปิดตัวกรอบความร่วมมือทั้งระบบการเงิน

วิทัยประกาศว่าวันที่ 10 กันยายนนี้ ธปท. จะเปิดตัวกรอบการป้องกันภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยธปท. และสถาบันการเงินทุกแห่งจะร่วมกันประกาศความมุ่งมั่นว่าจะไม่เป็นช่องทางหรือให้การสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายหรือการทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยผู้ร่วมลงนามครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ สาขาธนาคารต่างชาติ ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร และร้านแลกเงิน

วิทัยย้ำว่ากรอบนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ แต่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงทั่วทั้งภาคการเงิน โดยแต่ละฝ่ายมีพันธกิจของตัวเอง ได้แก่

  • ธปท. แบ่งปันข้อมูลเชิงกำกับดูแลให้สถาบันการเงิน เพิ่มมาตรการป้องกันธุรกรรมเงินสดและทองคำความเสี่ยงสูง เช่น ตรวจสอบเชิงลึกเงินฝากที่เกิน 5 ล้านบาท และจำกัดการซื้อทองคำด้วยเงินสดที่เกิน 10 ล้านบาท
  • ธนาคารพาณิชย์ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบลูกค้าโดยอ้างอิงข้อมูลจากภาครัฐ และนำรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบของธปท. ไปใช้ตรวจสอบ
  • ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบร้านค้า และคุมเข้มมาตรฐาน KYC ของบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางชำระเงินในทางที่ผิดและบัญชีสแกม
  • ผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร เพิ่มการตรวจจับธุรกรรมความเสี่ยงสูง และแบ่งปันรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยกับธปท.
  • ร้านแลกเงิน ซึ่งมีอยู่กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จะเพิ่มการคัดกรองความเสี่ยงผ่านฐานข้อมูลกลางเป็นครั้งแรก พร้อมยกระดับมาตรฐาน AML, CFT และ KYC

คุณวิทัยกล่าวปิดท้ายว่าความมุ่งมั่นของธปท. จะไม่หยุดอยู่แค่การประชุมประจำปีในเดือนตุลาคมนี้ การปฏิรูป การสร้างศักยภาพ และความร่วมมือที่กำลังวางรากฐานอยู่ในวันนี้ คือการลงทุนเพื่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

"ระบบการเงินที่มั่นคงและปลอดภัยไม่ใช่แค่เกราะป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจกล้าคว้าโอกาสใหม่ๆ" คุณวิทัยกล่าวปิดปาฐกถา

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ก่อนอาหารจะส่งออก ต้องผ่านมากกว่าคุณภาพ รู้จัก 4 สตาร์ตอัป SPACE-F Batch 7 ที่แก้โจทย์วัสดุ เอกสาร และ Traceability

ก่อนที่อาหารจะเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะการส่งออก คุณภาพของสินค้าเป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไข ธุรกิจยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า วัสดุบรรจุภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนด เอกสารถูกต้อง และข้อมูลตลอดกระบวน...

Responsive image

จากจานผู้ป่วยถึงชามสัตว์เลี้ยง เมื่อ FoodTech ออกแบบอาหารให้เฉพาะกลุ่มมากขึ้น กับ 4 สตาร์ตอัปจาก SPACE-F

บทความนี้ Techsauceอยากชวนไปรู้จัก Eatwellconcept, Jola, Openfarming และ YiXingYuan สี่ทีมจาก Incubator Program ใน SPACE-F Batch 7 ซึ่งกำลังพัฒนาคำตอบคนละช่วงของระบบ ตั้งแต่โภชนากา...

Responsive image

อย่าเพียงลงทุน แต่มาร่วมสร้าง อนุทิน ชู ‘Build with Thailand’ ดึงทุนร่วมสร้างอุตสาหกรรมอนาคต

อย่าเพียงลงทุนในประเทศไทย มาร่วมสร้างไปกับประเทศไทย คำกล่าวจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ส่งถึงนักลงทุนต่างชาติบนเวที The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ Keynote ‘T...