ในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังไม่มีทีท่าจะสงบ Trump กลับเลือกบินตรงไปปักกิ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ การประชุมสุดยอด 14–15 พฤษภาคม 2026 จึงไม่ใช่แค่เหตุการณ์ทางการทูตตามปกติ แต่เป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามเปลี่ยนกติกาของเกมที่ตัวเองกำลังแพ้กันทั้งคู่
สิ่งที่สำคัญคือการประชุมครั้งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนในภาพใหญ่ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ 'จัดระเบียบความขัดแย้ง' มากกว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบเดิมกลับมาอีกครั้ง
Credit: Abc News, CN WSJ
สิ่งที่ทีมของ Trump ต้องการนำกลับจากการเยือนจีนครั้งนี้มากที่สุดคือ 'ตัวเลขที่วัดผลได้จริง' ที่สามารถนำไปสื่อสารต่อกับทั้งตลาด นักลงทุน และฐานเสียงในประเทศ ไม่ใช่แค่ถ้อยแถลงทางการทูต
รูปแบบที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ได้แก่ ข้อตกลงให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ การรับประกันเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน Rare Earth ซึ่งอเมริกายังพึ่งพาจีนอย่างมาก รวมถึง MOU ด้านพลังงานและอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการลงทุนและการสร้างโรงงานภายในสหรัฐฯ โดยตรง
โครงสร้างของดีลเหล่านี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง 'Headline' ในสหรัฐฯ มากพอ ๆ กับการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง
Trump ต้องการนำเสนอภาพว่าเขาสามารถชนะเกมการค้า และดึงงาน เงินลงทุน รวมถึง Supply Chain กลับเข้าสหรัฐฯ ได้ ขณะที่สี จิ้นผิงก็ต้องการส่งสัญญาณว่าจีนยังคงเป็น 'หุ้นส่วนที่โลกขาดไม่ได้' ทั้งในด้านการผลิต พลังงาน และทรัพยากรยุทธศาสตร์
นั่นทำให้ทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจร่วมกันในการประกาศข้อตกลงบางอย่างที่ฟังดูยิ่งใหญ่ แม้ในทางปฏิบัติ รายละเอียดจำนวนมากอาจยังต้องใช้เวลาเจรจาต่ออีกหลายเดือนหรือหลายปีหลังจากนี้
การที่ White House พา CEO ระดับ Elon Musk, Tim Cook, Larry Fink และ Jensen Huang ร่วมเดินทางไปปักกิ่งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างภาพทางการเมือง แต่สะท้อนว่าการเจรจาถูกออกแบบให้เชื่อมผลประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ากับภาคธุรกิจโดยตรง
คณะเดินทางครั้งนี้จึงไม่ได้มีแค่ทีมความมั่นคงอย่าง Marco Rubio, Pete Hegseth และ Scott Bessent แต่ยังรวมถึงผู้นำบริษัทที่มีเดิมพันมหาศาลในจีน ทั้งด้าน AI, Semiconductor, ตลาดทุน และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกด้วย
ในทางปฏิบัติ โมเดลลักษณะนี้เคยถูกใช้มาแล้วหลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศ เมื่อเป้าหมายของการประชุมไม่ได้มีแค่การออกแถลงการณ์ร่วม แต่คือการผลักดัน Commercial Deal ที่ต้องการ 'ผู้เล่นตัวจริง' จากภาคเอกชนเข้ามารับช่วงต่อทันทีหลังการเจรจา
การมี CEO เหล่านี้อยู่ในห้องเดียวกันกับผู้นำรัฐบาล มีความหมายมากกว่าการสร้างภาพทางการเมือง เพราะหากมีข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ก็จะมีทั้งผู้ลงนาม งบประมาณ และองค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนต่อในเชิงปฏิบัติทันที ต่างจากข้อตกลงทางการทูตจำนวนมากที่มักจบลงเพียงในเอกสารหรือ Joint Statement
แต่ละบริษัทที่อยู่ในคณะเดินทางครั้งนี้ต่างมี 'เดิมพัน' มหาศาลในจีน
ส่วนกรณีของ NVIDIA อาจสะท้อน 'เดิมพันด้าน AI' ได้ชัดที่สุด
รายงานจาก The New York Times ระบุว่า Jensen Huang เดิมไม่ได้อยู่ในรายชื่อคณะเดินทาง แต่ภายหลัง Trump ได้โทรเชิญด้วยตัวเอง หลังเห็นรายงานว่า Jensen Huang จะไม่เข้าร่วม ซึ่งสะท้อนว่า NVIDIA ถูกมองเป็นผู้เล่นสำคัญในสมการการเจรจาครั้งนี้
ตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา Jensen Huang พยายามล็อบบี้ทั้งวอชิงตันและปักกิ่ง เพื่อผลักดันให้ NVIDIA สามารถกลับมาขายชิป AI ให้จีนได้มากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้าน Export Control ของสหรัฐฯ เพราะจีนยังคงเป็นหนึ่งในตลาด AI และ GPU ที่สำคัญที่สุดของโลก
ในอีกมุมหนึ่ง ภาพของคณะผู้บริหารที่เดินลงจาก Air Force One พร้อมกับ Trump ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปี 2026 การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้เป็นเพียงรัฐต่อรัฐ อีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันเพื่อควบคุม AI Infrastructure, Semiconductor, Cloud, Data Center และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม คณะเดินทางครั้งนี้ จึงถูกจับตามองมากกว่าถ้อยแถลงร่วมทางการทูตเสียอีก เพราะสิ่งที่กำลังถูกต่อรอง ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกในทศวรรษหน้าเลยก็ได้
การเจรจาด้าน Semiconductor และ AI อาจเป็นประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดของการประชุมครั้งนี้ แต่ก็เป็นหัวข้อที่ทั้งสองฝ่ายยอมกันได้ยากที่สุดเช่นกัน เพราะทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ที่ขัดกันโดยพื้นฐาน
สหรัฐฯ ต้องการควบคุมการส่งออกชิปและเทคโนโลยี AI ขั้นสูงไปยังจีน ขณะที่จีนเองก็เร่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาตะวันตก
สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากกว่า คือข้อตกลงเชิงเทคนิคขนาดเล็ก เช่น กลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลด้าน Export Licensing มาตรการเพิ่มความโปร่งใสของ Supply Chain หรือช่องทางสื่อสารระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีกลายเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
แม้แต่ความร่วมมือด้าน AI Safety Standards เอง ก็น่าจะอยู่ในระดับนำร่องหรือ Working Group มากกว่าการสร้างมาตรฐานร่วมระดับโลก ซึ่งเป็นการ 'สร้างช่องทางคุย' มากกว่าการเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่
สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการประชุมครั้งนี้อาจไม่ใช่การยุติสงครามเทคโนโลยี แต่คือการทำให้การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้มากกว่า
ในประเด็นไต้หวัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองตรงกันว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนไม่น่าจะยอมเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือการสร้าง ‘กลไกลดความเสี่ยง’ เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดบานปลายโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หรือ Protocol สำหรับการเผชิญหน้าทางทหารในช่องแคบไต้หวัน
นั่นอาจไม่ใช่ความก้าวหน้าเชิงนโยบายครั้งใหญ่ แต่ในโลกที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ สามารถลุกลามเป็นวิกฤตระดับภูมิภาคได้ทันที การมีช่องทางคุยกันโดยตรงก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญมากพอแล้ว
ส่วนกรณีอิหร่านก็เป็นอีกหัวข้อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการประชุมสุดยอดครั้งนี้เคยถูกเลื่อนมาแล้วจากสงครามอิหร่านก่อนหน้านี้ ทำให้จีนอยู่ในจุดที่ต้องอธิบายว่า จะบริหารความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกรุงเตหะรานอย่างไรในโลกหลังสงคราม
Trump มีแนวโน้มจะใช้ประเด็นนี้กดดันปักกิ่งเพิ่มเติม แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นเพียงการ 'รับทราบร่วมกัน' มากกว่าข้อตกลงหรือคำมั่นสัญญาที่วัดผลได้จริง
การประชุมเพียงสองวันอาจไม่เพียงพอที่จะสร้าง 'จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่' ในประเด็นที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สงครามเทคโนโลยี หรือการแยกตัวของ Supply Chain ซึ่งล้วนเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ไม่มีทางถูกแก้ได้ในห้องประชุมครั้งเดียว
แต่ถึงจะไม่มีข้อตกลงระดับเปลี่ยนเกม การพบกันครั้งนี้ก็ยังมีความหมายอย่างมาก เพราะมันสะท้อนว่าแม้สหรัฐฯ และจีน จะยังแข่งขันกันอย่างหนัก ทั้งสองฝ่ายก็ยังพยายามบริหารความขัดแย้ง ไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตระดับโลก
และในโลกที่ AI, Semiconductor, Rare Earth และ Data Infrastructure กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ การเจรจาครั้งนี้คือการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสมดุลอำนาจของโลกในทศวรรษหน้า
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด