GPSC จับมือ สวทช. ดันงานวิจัย-นวัตกรรม สู่การพัฒนา Smart Farming ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน | Techsauce

GPSC จับมือ สวทช. ดันงานวิจัย-นวัตกรรม สู่การพัฒนา Smart Farming ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

GPSC จับมือ สวทช. นำงานวิจัยด้านนวัตกรรมพลังงาน สู่การพัฒนา Smart Farming มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งใน “โครงการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนอย่างยั่งยืน” ปลื้มผลงานสำเร็จนำร่อง 2 ชุมชน พื้นที่บ้านสวนต้นน้ำ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง และ บ้านห้วยขาบ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน พัฒนาโรงเรือนอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีผสมผสาน นำ IoT มาประยุกต์ใช้กับภาคเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาเกษตรวิถีใหม่ 2 องค์กร ผสานเทคโนโลยี เตรียมขยายผลสู่ชุมชนเครือข่ายในพื้นที่ทั่วประเทศ 

GPSC จับมือ สวทช. นำงานวิจัยด้านนวัตกรรมพลังงาน สู่การพัฒนา Smart Farming  มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง  ใน “โครงการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนอย่างยั่งยืน” ปลื้มผลงานสำเร็จนำร่อง 2  ชุมชน พื้นที่บ้านสวนต้นน้ำ

คุณวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า วันนี้ (17 มีนาคม 2565) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนาม (MOU) บันทึกข้อตกลงด้านการดำเนินงาน “โครงการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนอย่างยั่งยืน ” กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสนับสนุนการขยายผลงานวิจัยของ สวทช.ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการแพทย์มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อน โดยมีโครงการ GPSC Smart Farming (เกษตรอัจฉริยะ) เป็นโครงการนำร่อง 2 ชุมชน ในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน และมีเป้าหมายการดำเนินงานภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี (ต.ค.64 - ต.ค.67)

ในกรอบความร่วมมือครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการนำผลงานวิจัยของ สวทช. นวัตกรรม และนาโนเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบที่เป็นแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อนำไปใช้ได้จริงในชุมชนในพื้นที่ห่างไกล และที่ขาดแคลนด้านสาธารณูโภค รวมไปถึงการส่งเสริมอาชีพภายในชุมชนที่มีความพร้อมในการพัฒนาและต่อยอดการผลิตเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งสวทช. มีโครงการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ขณะที่ GPSC พร้อมเข้าไปสนับสนุนขยายผลงานวิจัย ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในชุมชนที่ GPSC เข้าไปสนับสนุน รวมทั้งจัดหาทรัพยากรด้านต่างๆ ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยีด้านพลังงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในชุมชนเป้าหมายอื่นๆ ต่อไป หลังจากที่มีการพัฒนาแพลตฟอร์มให้กับชุมชนนำร่อง 2 แห่งแรกนี้

สำหรับการพัฒนาโครงการนำร่อง  GPSC Smart Farming (เกษตรอัจฉริยะ) ได้มีการนำแพลตฟอร์มนวัตกรรมนาโนเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อมมาพัฒนาใน 2 ชุมชน โดยชุมชนนำร่องแรกได้แก่ พื้นที่บ้านห้วยขาบ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่ประกอบด้วย 2 โครงการย่อย คือ 1.1 การส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน มุ่งเน้นการจัดอบรมให้ความรู้และประโยชน์ของการปลูกพืชหมุนเวียนตลอดจนพันธุ์พืชที่เหมาะสมการเพาะปลูกในแต่ละฤดูกาล (Training & Workshop) และ 1.2 ระบบเกษตรอัจฉริยะในโรงเรือน โดยพัฒนาระบบอัจฉริยะที่เหมาะสมกับพื้นที่ ติดตั้งระบบและทดสอบการใช้งาน ประกอบด้วย การติดตั้งพลังงานหมุนเวียน (RE)  การปลูกพืชด้วยแสง LED  ระบบการให้น้ำอัจฉริยะ และระบบเซนเซอร์สำหรับการติดตามสภาพแวดล้อม

ในส่วนของชุมชนนำร่องที่ 2 ได้แก่ พื้นที่บ้านสวนต้นน้ำ อ.เขาชะเมา จังหวัดระยอง   ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ 2.1 ‘Magik Growth’ นวัตกรรมถุงห่อทุเรียนแทนการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และช่วยทำให้เปลือกบาง-เนื้อหนาขึ้น เป็นการช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยจากงานวิจัยพบว่าทุเรียนที่ห่อด้วยถุง Magik Growth จะมีเปลือกบางลง 30% ทำให้น้ำหนักรวมของผลทุเรียนเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่เนื้อจะแน่นขึ้นและมีสีเหลืองขึ้น และ 2.2 Application ตรวจวัดความสุกของทุเรียน พัฒนาจากการตรวจวัดด้วยคลื่นเสียง แสดงผลใน Application บนมือถือ เพื่อแสดงระดับความสุกของทุเรียนแต่ละลูก ช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวทุเรียนในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ขายได้ราคาดีขึ้นเนื่องจากทุเรียนมีความสุกพอดี

“Smart Farming จะสอดรับกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดโควิด 19 ซึ่งมีแรงงานที่มีความรู้กลับไปอยู่ภูมิลำเนาจำนวนมาก เพื่อไปพัฒนาการเกษตรโดยนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาต่อยอดสู่ความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต โดยการยกระดับปัจจัย 4 ด้าน ได้แก่ 1.ลดต้นทุนในกระบวนการผลิต 2.เพิ่มคุณภาพมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสินค้า 3.ลดความเสี่ยงในเรื่องการระบาดของศัตรูพืชและภัยธรรมชาติ และ 4. ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้พลังงาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาส อาชีพ และรายได้อย่างยั่งยืนในภูมิภาคต่างๆ ของไทย โดย GPSC สนับสนุนการจัดหาทรัพยากรทั้งอุปกรณ์ บุคลากร และสวทช. พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งาน” นายวรวัฒน์กล่าว

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “โครงการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนอย่างยั่งยืน” ระหว่าง 2 หน่วยงาน มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้าน วทน. ไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยโมเดล BCG โดย สวทช. ในฐานะเลขาของคณะกรรมการบริหาร BCG ของกระทรวง อว. ได้มีส่วนในการนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่เรื่องเกษตรอาหาร สุขภาพการแพทย์ พลังงานและเคมีชีวภาพ ตลอดจนท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์   เพื่อมุ่งให้นำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงและมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

“ความร่วมมือครั้งนี้ เราก็จะนำเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ รวมถึงบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. มาผนึกกำลังให้โครงการ GPSC Smart Farming (เกษตรอัจฉริยะ) ที่ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมของ สวทช. อาทิ IoT ในระบบโรงเรือนอัจฉริยะ, นวัตกรรมฟิล์มคลุมโรงเรือน MultiTech และ MultiTech-Ultra, ถุงห่อผลไม้นอนวูฟเวนเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร, เมล็ดพันธุ์ เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียน, ปุ๋ยนาโนคีเลต, แอพพลิเคชั่นวัดความสุกของทุเรียน  รวมถึงเครื่องย่อยสลายขยะอินทรีย์นาโน สำหรับผลิตสารคาร์บอน และสารปรับปรุงดิน เป็นต้น ซึ่งเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนชุมชนและประเทศอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพและยั่งยืนด้วย วทน.” ดร.ณรงค์กล่าว

ทั้งนี้ คุณวรวัฒน์ เสริมว่า GPSC มุ่งมั่นดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  เพราะเชื่อว่าการที่ธุรกิจจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น ชุมชนและสังคมจะต้องเติบโตไปพร้อมกัน ประกอบกับให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและสังคมไทย ดังนั้นโครงการ GPSC Smart Farming ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมพลังงานเพื่อชุมชนและระบบ IoT มาประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตร ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อน บูรณาการในรูปแบบพลังงานหมุนเวียน ล้วนแล้วแต่เป็นพลังงานสะอาดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตรกรรม และช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชน อีกทั้งยังส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับชุมชน จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใหม่ของ GPSC เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการเปลี่ยนแปลงทิศทางพลังงานโลก และแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ของไทยที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดด้วยเช่นกัน

RELATED ARTICLE

Responsive image

Forward Labs จับมือ True Digital Park ถ่ายทอดความรู้เพื่อต่อยอด Impact Technology สร้างอีโคซิสเต็ม Startup รุ่นใหม่

Forward Labs จับมือ True Digital มุ่งสร้าง Impact Tech ดึงความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทมาผสานกันเพื่อถ่ายทอดความรู้ในโลกของ Blockchain Technology และ Cryptocurrency...

Responsive image

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เชิญชวนผู้ประกอบการเพื่อสังคม สมัครร่วมโครงการ SET Social Impact Gym 2022

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่สนใจพัฒนาธุรกิจให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมเชิงบวก และมีความตั้งใจ พร้อมเข้าร่วมทุกกิจกรรมสมัครเข้าร่ว...

Responsive image

Nabsolute ได้ที่ 1 งาน Tech planter Demo Day Thailand 2022 เตรียมเป็นตัวแทน pitch ในระดับ Asia

หลังจากงาน Tech planter Demo Day Thailand 2022 งาน pitching รวม 21 Deep tech startup ทั่วประเทศ ที่มีนวัตกรรม ช่วยแก้ปัญหาระดับโลก โดย Nabsolute ได้รางวัลที่ 1 Grand winner award แ...