McKinsey & Company เผยบทวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจระหว่างเกิดวิกฤติโรคระบาด Covid-19 พร้อมแนะนำ 7 ข้อ แก่องค์กรธุรกิจทุกประเภทเพื่อฝ่าฟันวิกฤติ

ชี้ GDP ทั่วโลกลดอย่างน้อย 0.3 เปอร์เซ็นต์ แย้มมีโอกาสฟื้นตัวเร็ว แต่เจอความท้าทายเรื่องแรงงาน

McKinsey & Company ได้เผยผลวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง 3 ระดับ ทั้งการฟื้นตัวเร็ว ระดับปกติ และระดับเลวร้ายที่สุด พบว่า GDP ทั่วโลกอาจลดลงจากที่ประเมินไว้ราว 0.3 ถึง 0.7 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม สายการบิน จะกระทบหนัก รวมถึงการลดการใช้จ่ายลงของผู้บริโภคซึ่งกระทบภาคบริการและสินค้าต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจะกลับมาซื้ออย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุและได้รับการฟื้นฟูความมั่นใจ

จากแบบประเมินการฟื้นตัวเร็ว พบว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นไตรมาสที่สองของปี ส่วนระดับปกติความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกลับมาพร้อมการยกเลิกแบนการเดินทางจะเกิดขึ้นภายในกลางไตรมาสที่สามของปี ส่วนระดับเลวร้ายสุด ผู้บริโภคจะยังคงขาดความเชื่อมั่นที่จะใช้จ่าย ส่งผลให้ภาคธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบไปจนถึงสิ้นปี 2020

อย่างไรก็ตาม McKinsey & Company มองว่าจีนกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติภายในไตรมาสที่สอง แต่อย่างไรก็ตาม จีนอาจประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเนื่องจากการขออนุญาตเดินทางที่ล่าช้าเนื่องจากเพื่อควบคุมสถานการณ์

7 ข้อแนะนำสำหรับธุรกิจโดย McKinsey & Company

1. ปกป้องพนักงาน วิกฤตการณ์ โควิด-19 เป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์สำหรับหลายคน และเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับบริษัทต่าง ๆ ต้องรักษาธุรกิจให้ดำเนินไปตามปกติ บริษัทเหล่านี้ควรเริ่มด้วยการจัดทำ และดำเนินแผนช่วยเหลือพนักงานตามแนวทางขั้นต่ำที่บังคับใช้ จากนั้นควรเปลี่ยนนโยบายเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ให้สถานการณ์แย่ลง บริษัทบางแห่งเปรียบเทียบการดำเนินการของตน กับบริษัทอื่นเพื่อกำหนดนโยบายและระดับการสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับพนักงาน ผู้บริหารต้องสื่อสารกับพนักงานให้ชัดเจนและสื่อสารบ่อยครั้งตามความเหมาะสม

2. จัดตั้งทีมรับมือกับ โควิด-19 โดยมีพนักงานจากหลายหน่วยงาน บริษัทควรเสนอให้รายงาน โดยตรงต่อประธานกรรมการบริหารหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากประธานกรรมการบริหารเพื่อเป็นผู้นำทีม และควรแต่งตั้ง สมาชิกจากทุกสายงาน พร้อมให้แต่ละหน่วยงานมาเป็นผุ้ช่วย นอกจากนี้ สมาชิกในทีมต้องหยุดงานประจำมาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการรับมือกับเหตุการณ์ โดยงานหลักๆ มีดังนี้ 

a.) สุขภาพ สวัสดิการ และความสามารถของพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ 

b.) การทดสอบความกังวลด้านการเงินและจัดทำแผนฉุกเฉิน 

c.) การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การตอบสนองอย่างรวดเร็ว และการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในระยะยาว

d.) การตลาดและการขายที่ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว

e.) การประสานงานและสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เหล่านี้ควรกำหนดเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ 48 ชั่วโมงข้างหน้า พร้อมกับปรับอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดำเนินการเช่นเดียวกับเป้าหมายรายสัปดาห์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของบริษัทที่วางแผนร่วมกัน ทีมรับมือกับสถานการณ์ควรมีการปฏิบัติการและวินัยที่ปฏิบัติได้ง่าย เน้นผลลัพธ์และการตัดสินใจ และไม่จัดประชุมที่ไม่ก่อให้เกิดผล

3. ดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอที่จะฝ่าฟันปัญหาได้ บริษัทต้องกำหนดสถานการณ์ที่เหมาะสมกับบริบทของตน สำหรับตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อรายได้และต้นทุน บริษัทกำหนดตัวเลขโดยใช้การวิเคราะห์และตัวเลขที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ควรสร้างแบบจำลองทางการเงิน (กระแสเงินสด งบกำไรขาดทุน งบดุล) ในแต่ละสถานการณ์ และระบุสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้สภาพคล่องถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้สภาพคล่องถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ละอย่างบริษัทควรกำหนดว่าต้องดำเนินการอย่างไร ในแต่ละสถานการณ์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้องค์กร เช่น เพิ่มประสิทธิภาพบัญชีเจ้าหนี้และลูกหนี้ ลดต้นทุน ถอนการลงทุน หรือควบรวมกิจการ

4. รักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน บริษัทต้องกำหนดขอบเขตและระยะเวลาที่เป็นไปได้ของห่วงโซ่อุปทาน ในพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อรวมถึงคู่ค้าระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 และปริมาณสินค้าคงคลัง บริษัทส่วนใหญ่เน้นการดำเนินงานในทันทีเพื่อรักษาธุรกิจให้มั่นคงแม้ว่าโรงงานของจีนส่วนใหญาจะเริ่มปิดดำเนินการแล้ว โดยต้องพิจารณาแบ่งสรรบันส่วนชิ้นส่วนที่สำคัญ ของบริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศหรือทางรถไฟล่วงหน้า นำ Stock ที่เตรียมไว้รองรับงานหลังการขายมาใช้จนกว่าจะเริ่มผลิตใหม่ พร้อมกับหาทางพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าให้ดียิ่งขึ้น และเมื่อกลับมาผลิตได้อีกครั้ง บริษัทควรวางแผนจัดการกับอุปทานสินค้าที่อาจต้องการเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการกักตุนสินค้า ในบางกรณีอาจมีการรับประกันเสถียรภาพในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องปรับปรุงการวางแผนความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย รวมทั้งค้นหาคู่ค้ารายใหม่และเร่งให้มีคุณสมบัติเหมาะสม ขอแนะนำว่าควรทำตามข้อเสนอเหล่านี้แม้ไม่มีวิกฤติ เพื่อมั่นใจว่าห่วงโซ่อุปทานของบริษัทจะยังคงอยู่รอดได้ในสถานการณ์ท้าทาย

5. ใกล้ชิดกับลูกค้าของคุณ บริษัทที่ดำเนินการรับมือกับ Disruption แต่เนิ่นๆ มักประสบความสำเร็จ เพราะลงทุนในกลุ่มลูกค้าหลักของตนในประเทศจีน แม้ว่าความต้องการของผู้บริโภคจะลดลง แต่ก็ไม่ได้หายไป ผู้คนจำนวนมากหนีไปซื่อสินค้าออนไลน์ทุกประเภท รวมถึงการจัดส่งอาหารและผลิตผลทางการเกษตร บริษัทจึงควรลงทุนในระบบออนไลน์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการจัดจำหน่ายสินค้าในช่องทางออนไลน์และ Omnichannel รวมถึงการประกันคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายออนไลน์ หากความชอบของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่อาจกลับไปสู่จุดเดิมก่อนเกิดเหตุโรคระบาด

6. ฝึกปฏิบัติตามแผน ทีมชั้นนำหลายทีมไม่ได้ใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งที่ต้องใช้ในการวางแผนรับมือกับ Disruption จนกว่าจะตกที่นั่งลำบากจริงๆ ดังนั้น การประชุม Roundtable และการจำลองสถานการณ์จึงมีประโยชน์มาก บริษัทอาจจะใช้การจำลองสถานการณ์แบบ Tabletop เพื่อกำหนดและตรวจสอบระเบียบวิธีเริ่มใช้แผนของตนสำหรับการรับมือในขั้นต่างๆ การจำลองสถานการณ์ช่วยให้ผู้ตัดสินใจรับมือง่ายขึ้น บทบาทสำหรับวมาชิกในทีมแต่ละคนจะชัดเจน ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ที่เป็นเหตุให้รับมือช้าลง และสมาชิกต้องเข้าใจชัดเจนว่าต้องดำเนินการใดบ้าง และพร้อมลงทุน

7. ช่วยเหลือชุมชนด้วยกำลังที่ตนมี ธุรกิจจะแข็งแกร่งได้เมื่อชุมชนที่ตนตั้งอยู่แข็งแรง บริษัทต้องหาวิธีช่วยรับมือวิกฤติด้วย เช่น สนับสนุนเงินหรืออุปกรณ์ หรือแม้แต่ความเชี่ยวชาญบางอย่าง เราจะเห็นบางบริษัทที่มีความรู้ด้านการผลิตวัสดุต่างๆ หันมาสนับสนุนการผลิตหน้ากากอนามัยและเสื้อผ้านทางการแพทย์ในช่วงนี้

ภาพประกอบจาก Reproductive Health Supplies Coalition on Unsplash

RELATED ARTICLE

Responsive image

depa ปล่อย JobD2U Community Online แห่งใหม่ครบเครื่องเรื่องหาทีมเเละคนต้องการหางาน

depa ขอชวนคนที่กำลังหาคนร่วมงาน คนหางาน คนหาช่องทางใหม่เป็นนายตัวเอง คนหาหลักสูตรต่อยอดอาชีพ Join Facebook Group+ "JobD2U"...

Responsive image

6 ขั้นตอนหลักที่องค์กรสามารถ ‘Reskill’ พนักงาน

การระบาดทั่วโลกของ COVID-19 ทำให้การ Upskill และ ​Reskill พนักงานไม่ใช่แค่ตัวเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ "ความจำเป็น" ที่จะต้องทำให้พวกเขานั้นพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับสภาพแว้ดล...

Responsive image

7 ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของ ‘New Normal’

เราสามารถที่จะเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต เพื่อที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะขึ้นในอนาคต ซึ่ง 7 ปัจจัยต่อไปนี้นั้นจะมีผลต่อการเกิด ‘New Normal’ หรือ ‘ความปกติใหม่’ ที่จะช่วยให้ผู้นำหลาย ๆ คนใ...