MIT แนะ 3 หลักการ ชี้ค้าปลีกกำลังถูกโลก Disruption รอดหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของขนาด หรือจำนวนสาขา แต่อยู่ที่การปรับตัว

ในโลกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง มหาวิทยาลัย MIT ได้มีการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของค้าปลีก ที่รวดเร็วมาก ทำให้ร้านค้าปลีกรายขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ปรับตัวไม่ทัน เพราะยุคปัจจุบัน จำนวนสาขา และขนาดของร้านค้าปลีก ไม่ใช่สาระสำคัญของการอยู่รอดในธุรกิจ เพราะในยุคปัจจุบัน เป็นยุคทองของคนตัวเล็กในการปรับต้ว ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มปรับตัวได้ช้ากว่า และลงทุนสูง 

MIT ได้ตีพิมพ์บทความชื่อว่า How Retail Responds to Disruption ค้าปลีกจะปรับตัวในยุคดิสรัปชันได้อย่างไร โดยได้ยกตัวอย่างบริษัทอย่างนอสสตอร์ม Nordstrom, เบสบาย Bestbuy และ โบโนบอส ซี่งหากคนไทยไม่คุ้นเคย อาจลองถามถึงคำพูดเหล่านี้ เช่น โปรโมชั่น ถ้าคุณโทรมาใน 5 นาทีนี้ ก็จะมีโปรโมชั่นพิเศษมากมาย ลด แลก แจก แถมมากมาย หรือ โปรโมชั่นจาก Shopee, Lazada ที่ตอบโจทย์ พร้อมลดราคากระหน่ำชนิดเข้าเนื้อตัวเอง แต่เป็นเกมที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ร้านค้าโชห่วย ผู้จัดจำหน่าย ซัพพลายเออร์ ต้องปรับตัว ผู้ที่ทำให้ธุรกิจแข่งขันไม่ได้ ไม่ใช่รายใหญ่อีกต่อไป โดย 

MIT ชี้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ค้าปลีกแข่งขันไม่ได้คือ  

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า Analytics 
  2. การค้าออนไลน์ E-Commerce 
  3. ความสามารถด้านดิจิทัล Digital literacy

ทำให้ต้องคิดว่า การพัฒนาร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หากไม่มีโครงการสนับสนุนแบบพี่พาน้อง และยกระดับด้านดิจิทัล จะทำให้ร้านค้าปลีกรุ่นเก่า ตอบสนองผู้บริโภคได้ยาก ทำให้นโยบายผู้เล่นรายใหญ่ พัฒนา SMEs จึงมีความสำคัญ 

MIT แนะนำ 3 หลักการจากการศึกษา โดยงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ใน  MIT SMR ชี้ให้เห็นว่า ค้าปลีกที่จะประสบความสำเร็จได้ในยุคปัจจุบันนั้น ต้องวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า Customer Insight และพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า โดยมีหลักการคือ 

1. เป็นผู้นำด้วยก้าวเล็กๆ แต่มอบประสบการณ์สูง Leading with a small footprint and high experience.

ในยุคปัจจุบันลูกค้ามีทางเลือก ร้านค้าปลีกต้องปรับตัวเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากจะวิเคราะห์ตัวอย่าง เช่นในประเทศญี่ปุ่น มีร้านสะดวกซื้อมากมาย แต่ร้านค้ารายย่อยชุมชนอยู่ได้สบายเพราะมีการนำเอกลักษณ์ท้องถิ่น สินค้าชุมชนมาสร้างประสบการณ์ ในขณะที่ร้านค้าโชห่วยไทยกว่า 5 แสนราย มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ปรับตัวด้านข้อมูลและความเข้าใจลูกค้าน้อยมาก ทำให้แข่งขันกับการค้าออนไลน์ และผู้เล่นดิจิทัลได้ยาก

MIT ยกตัวอย่างบทความชื่อ ห้างร้านกำลังจะตาย Store is Dead เพื่อเตือนสติร้านค้าปลีกทุกขนาด ว่า ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์ท ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านโชห่วย ตลาดสด ต่างกำลังเจอปัญหาเดียวกันคือ ขนาด และจำนวนสาขา ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความอยู่รอด โดยบทความนี้ยกตัวอย่าง วาร์บี้ พาร์คเกอร์ (Warby Parker) และ อเมซอน (Amazon) ที่ทำตัวอย่างโชว์รูม showrooming แค่สาขาเดียว และที่เหลือออนไลน์ทั้งหมด ที่สำคัญมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดี นำเสนอสินค้าที่ลูกค้าอยากได้ 

2. การใช้เทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่คู่ค้า ซัพพลายเออร์ (Digital Supply Chain)

ในโลกยุคที่อาหาร สินค้า และบริการต้องการความปลอดภัย ผู้บริโภคต้องการการตรวจสอบย้อนกลับ MIT ได้ยกตัวอย่างบทความที่น่าสนใจชื่อ ห่วงโซ่ธุรกิจของคุณได้ยินเสียงของลูกค้ามั้ย Can our supply chains hear me now? ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นการปรับตัวของระบบค้าปลีกทั่วโลกที่ต้องมาอยู่บนแพลตฟอร์ม ที่ตอบสนองความคาดหวัง ไม่ใช่เพียงสินค้าไม่หมดอายุ แต่หมายถึง กระบวนการขนส่งในทุกขั้นตอน การผลิตที่เน้นสุขภาพมากขึ้น และการตอบสนองคนทุกกลุ่ม การปกป้องผู้เล่นในห่วงโซ่คุณค่า จึงไม่ใช่การกำหนดให้ผู้เล่นดิจิทัล อี-คอมเมิร์ซ หรือ วอลมาร์ท หยุดการพัฒนาตอบสนองลูกค้า แต่อยู่ที่การส่งเสริมให้ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าให้ทัน บนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เข้าใจลูกค้า รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย นั่นคือ ธุรกิจ เล็ก กลาง ใหญ่ ร่วมกันปรับตัวทีละก้าว เพื่อแข่งกับธุรกิจดิจิทัล อี-คอมเมิร์ซ ที่กำลังบุกตลาดรีเทลอย่างรวดเร็ว 

3. ลงทุนในบุคลากรรุ่นใหม่ Investing in digitally savvy talent.

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัญหาโชห่วยปัจจุบัน นอกจากปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการลูกค้าแล้ว ยังเจอปัญหาว่า ลูกหลานไม่อยากทำธุรกิจต่อจากพ่อแม่ ดังนั้น การพัฒนาทายาทธุรกิจ เป็นเรื่องสำคัญและร้านค้าต้องเป็นรูปแบบใหม่ โดย MIT ได้ยกตัวอย่างคำว่า ช่องทางการค้าที่หลากหลาย Omni Channel นั่นหลายถึง มิติการแข่งขันค้าปลีกที่หลากหลาย แต่ได้ประสบการณ์ที่ดี ดังนั้นร้านค้าปลีกสามารถอยู่บนแพลตฟอร์มค้าปลีกได้หลากหลาย ทำให้เราเห็นคนรุ่นใหม่ ขายอาหารเสริมออนไลน์ก็มีความมั่งคั่ง การทำอาหารส่งถึงบ้านผ่านไลน์แมนของคนรุ่นใหม่ การขายสินค้าบน Shopee Lazada การใช้ไลน์ในการขายสินค้า และส่งทางไปรษณีย์ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องชี้ว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย เป็นตลาดที่ไม่มีใครสามารถมีอำนาจเหนือตลาด เพราะเป็นตลาดเปิดกว้าง การแข่งขันสูง (Red Ocean) ดังนั้นคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ ผู้บริโภค 

ข้อสรุป หากย้อนมาดูตลาดค้าปลีกของไทย หากจะพัฒนาคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นพ่อแม่รังแกฉัน ในการออกกฏระเบียบจำกัด เพื่อไม่ให้การค้าออนไลน์รูปแบบค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ ความต้องการของลูกค้าใหม่ๆ เกิดขึ้น เพราะในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยจะขาดการพัฒนาสินค้าและบริการ เพราะในตลาดเปิดยุคปัจจุบัน แต่หากนโยบายเน้นการส่งเสริมมากกว่าการกีดกัน ภาครัฐจะส่งเสริมอย่างไร ให้ผู้ประกอบการมีโครงการพี่ช่วยน้อง พากันสู่โลกดิจิทัล พากันเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และร่วมกันปรับตัวสู่ตลาดระดับโลก นำสินค้าไทยไปแข่งขันในต่างประเทศ นี่ต่างหากคือโจทย์ที่ท้าทายสำหรับประเทศไทย

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ธนาคารกรุงเทพ ผนึก MIT เปิดเวทีชี้โจทย์ใหญ่การบริหารจัดการน้ำของไทย จัดงานสัมมนา “The Future of Water”

ธนาคารกรุงเทพร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office จัดสัมมนา The Future of Water นำงานวิจัยและนักวิจัยจาก MIT มาร่วมแก้ปัญหาน้ำของไทย พร้อมชูการใช้ Data และ AI ช่วยพยากรณ์และวางแผนรับมือล...

Responsive image

InsurTech Summit 2026 ชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบอนาคตประกันภัยไทย ภายใต้แนวคิด "Intelligent. Resilient. Beyond Boundaries"

คปภ. โดย CIT ชวนร่วมงาน InsurTech Summit 2026 ภายใต้แนวคิด Intelligent. Resilient. Beyond Boundaries ในวันที่ 5 พ.ย. 2569 ที่ C asean Ratchada งานนี้รวม 4 Pillars ที่จะกำหนดอนาคตปร...

Responsive image

gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ ทุบสถิติ 2.1 แสนคน PRAGMATA คว้า Game of the Year

gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ ทุบสถิติผู้เข้าชมทะลุ 2.1 แสนคน ด้าน “PRAGMATA” จาก CAPCOM ผงาดคว้ารางวัล Game of the Year 2026 ตอกย้ำไทยสู่ศูนย์กลางเกมระดับ...