‘AI ทำงานแทนคนมากขึ้น แต่คนกลับเหนื่อยกว่าเดิม’ รู้จักภาวะ AI Brain Fry เมื่อคนใช้ AI มากไปจนสมองล้า อีกด้านของ AI ที่องค์กรต้องระวัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นและลดภาระงานซ้ำ ๆ ของมนุษย์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review กลับชี้ว่า การใช้ AI ในบางรูปแบบอาจสร้างภาระทางความคิดรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงาน จนเกิดภาวะที่เรียกว่า “AI Brain Fry” หรือ อาการสมองล้าจากการใช้ AI เกินขีดจำกัดของความสามารถในการประมวลผลของมนุษย์

เมื่อ AI เร็วขึ้น แต่มนุษย์ตามไม่ทัน

บทความยกตัวอย่างแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สชื่อ Gas Town ที่เปิดตัวโดยโปรแกรมเมอร์ Steve Yegge ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุม AI agents หลายตัวให้ทำงานพร้อมกันเพื่อสร้างซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็ว แม้ระบบจะทำงานได้อย่างน่าประทับใจ แต่ผู้ใช้บางคนกลับบอกว่า การเฝ้าดู AI หลายตัวทำงานพร้อมกันนั้นทำให้เกิดความเครียด เพราะมีข้อมูลและการตัดสินใจเกิดขึ้นพร้อมกันมากเกินไป

ตัวอย่างนี้สะท้อนความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นในโลกการทำงานยุค AI ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากกลับต้องใช้พลังสมองมากขึ้นในการจัดการเครื่องมือเหล่านั้น

งานวิจัยจากพนักงานกว่า 1,400 คน

เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของ AI ต่อสมองคนทำงาน นักวิจัยได้สำรวจพนักงานประจำ 1,488 คนในสหรัฐอเมริกา จากหลายอุตสาหกรรมและหลายระดับตำแหน่ง

ผลการศึกษาพบว่า ประมาณ 14% ของผู้ที่ใช้ AI ในการทำงานเคยประสบภาวะ AI Brain Fry ซึ่งเป็นความเหนื่อยล้าทางความคิดจากการใช้หรือควบคุม AI มากเกินไป

ผู้เข้าร่วมการศึกษาหลายคนอธิบายอาการนี้ว่าเหมือนสมองมี 'หมอก' หรือมีเสียงรบกวนในความคิด ทำให้โฟกัสยาก ตัดสินใจช้าลง และบางครั้งต้องหยุดพักจากหน้าจอเพื่อให้สมองได้รีเซ็ตก่อนกลับมาทำงานต่อ

ภาระใหม่ของคนทำงานคือ การ 'ดูแล' AI

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะสมองล้าคือ การต้องกำกับดูแล AI อย่างใกล้ชิด แทนที่ AI จะทำงานแทนมนุษย์ทั้งหมด คนทำงานกลับต้องตรวจคำตอบของ AI เปรียบเทียบผลลัพธ์ และตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดอยู่ตลอดเวลา

งานวิจัยพบว่า เมื่อพนักงานต้องควบคุมหรือเฝ้าดูการทำงานของ AI ในระดับสูง ความพยายามทางความคิดในการทำงานจะเพิ่มขึ้นประมาณ 14% และระดับความเหนื่อยล้าทางจิตเพิ่มขึ้นอีก 12%

นอกจากนี้ การกำกับดูแล AI อย่างเข้มข้นยังทำให้เกิด Information Overload เพิ่มขึ้นถึง 19% หรือความรู้สึกว่าต้องประมวลผลข้อมูลมากเกินไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมองรู้สึก 'อิ่มตัว' และประสิทธิภาพการคิดลดลง

ใช้ AI หลายตัวพร้อมกันเกินไป อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง

ผลการศึกษายังพบรูปแบบที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนเครื่องมือ AI ที่ใช้พร้อมกัน เมื่อพนักงานใช้ AI หนึ่งถึงสองเครื่องมือ ประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และจะเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อใช้ประมาณสามเครื่องมือ แต่เมื่อใช้มากกว่านั้น ประสิทธิภาพกลับเริ่มลดลง

สาเหตุสำคัญคือ สมองมนุษย์ต้องสลับความสนใจระหว่างเครื่องมือหลายตัว ทำให้เกิดภาระทางความคิดสูงและทำให้การตัดสินใจช้าลง

ต้นทุนทางธุรกิจที่องค์กรอาจมองไม่เห็น

ภาวะ AI Brain Fry ไม่ได้ส่งผลแค่ความรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ยังมีผลกระทบต่อองค์กรโดยตรง ผู้ที่ประสบภาวะนี้มีแนวโน้มเกิด Decision Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจสูงขึ้นถึง 33% และรายงานว่ามีความผิดพลาดในการทำงานมากขึ้น ทั้งข้อผิดพลาดเล็กน้อยและข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบสำคัญ

นอกจากนี้ พนักงานที่ประสบภาวะสมองล้าจาก AI ยังมีแนวโน้ม ต้องการลาออกจากงานมากขึ้น โดยผู้ที่ไม่ประสบปัญหานี้มีความตั้งใจลาออกประมาณ 25% ขณะที่ ผู้ที่รายงานว่ามี AI Brain Fry ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 34%

Burnout กับ Brain Fry ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง Burnout และ Brain Fry

Burnout มักเกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ความรู้สึกหมดพลัง และความไม่พึงพอใจในงาน ขณะที่ AI Brain Fry เป็นความเหนื่อยล้าทางความคิดแบบเฉียบพลัน ที่เกิดจากการใช้สมาธิ ความจำ และการควบคุมการคิดมากเกินไปในช่วงเวลาสั้น ๆ

ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไม AI จึงสามารถ ลด Burnout ได้ในบางกรณี แต่กลับเพิ่ม Brain Fry ในอีกกรณีหนึ่ง

เมื่อใช้ AI ถูกวิธี ความเครียดจากงานก็ลดลง

แม้จะมีความเสี่ยงด้านความเหนื่อยล้าทางความคิด แต่ AI ก็สามารถช่วยลดความเครียดจากงานได้ หากใช้ในรูปแบบที่เหมาะสม

งานวิจัยพบว่า พนักงานที่ใช้ AI เพื่อ แทนที่งานซ้ำ ๆ หรือ Routine Tasks เช่น การสรุปข้อมูลหรือการจัดการเอกสาร มีระดับ Burnout ลดลงประมาณ 15% เพราะพวกเขามีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่สร้างสรรค์ การคิดเชิงกลยุทธ์ และการทำงานร่วมกับทีม

ความท้าทายใหม่ขององค์กรในยุค AI

ข้อค้นพบสำคัญจากงานวิจัยนี้คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์กรใช้ AI มากเกินไปหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับ วิธีการออกแบบการทำงานระหว่างมนุษย์กับ AI

หากองค์กรเพียงเพิ่ม AI เข้าไปในระบบงานเดิมโดยไม่ปรับบทบาทหรือกระบวนการทำงาน ภาระทางความคิดของพนักงานก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือหลักในหลายองค์กร ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ วิธีออกแบบการทำงานให้เหมาะกับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี เพราะแม้ AI จะช่วยประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วเพียงใด ความสามารถในการโฟกัส การตัดสินใจ และการคิดเชิงกลยุทธ์ของมนุษย์ยังคงมีขีดจำกัด หากระบบการทำงานไม่คำนึงถึงข้อจำกัดนี้ เทคโนโลยีที่ตั้งใจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก็อาจกลายเป็นภาระทางความคิดรูปแบบใหม่ของคนทำงาน

อ้างอิง: Harvard Business Review

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

5 เทคนิคเขียนเรซูเม่ให้ผ่านระบบ ATS เพิ่มโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์ได้เร็วขึ้น

ข้อมูลจาก Resume Genius ระบุว่า ปัจจุบัน ประมาณ 71% ของ HR ใช้ระบบ ATS ในการช่วยคัดกรองเรซูเม่ ระบบนี้ทำงานคล้ายตัวช่วยกรองข้อมูล โดยใช้ AI วิเคราะห์เนื้อหาในเรซูเม่เพื่อดูว่าผู้สม...

Responsive image

ซีอีโอ Xiaomi ชี้ AI อาจเปลี่ยนโลกการทำงาน อนาคตมนุษย์อาจทำงานเพียง 3 วัน/สัปดาห์ แทน 5 วัน

แนวคิดเรื่อง การทำงาน 3 วัน/สัปดาห์ กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในยุคของ AI และล่าสุด Lei Jun ซีอีโอของ Xiaomi ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ระหว่างการประชุมของ National People's C...

Responsive image

ทำงานอย่างไรไม่ให้หมดไฟ? ถอดบทเรียน 19 ผู้บริหาร C-Suite กับเคล็ดลับต้านความรู้สึก Burnout กับงาน

ถอดบทเรียนจาก 19 ผู้บริหารระดับ C-Suite จากองค์กรชั้นนำระดับโลก เผยเคล็ดลับการจัดการเวลา ตั้งขอบเขตการทำงาน และหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ (Burnout) เพื่อรักษาประสิทธิภาพและนำพาธุรกิจให้เต...