
บนเวที Thailand HR TECH Conference & Exposition 2026 ภายใต้ธีม HUMAN.AI HARMONY: Leading the Intelligent Workplace คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ทิ้งประโยคหนึ่งที่ทำเอาคนทั้งห้องเงียบลงไปชั่วขณะว่า
ความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ สำคัญกว่าต้นทุนความรู้เดิมที่มี เพราะคนที่หยุดพัฒนาตัวเอง อาจสูญเสียโอกาสในการเติบโต ในขณะที่คนที่มุ่งมั่นเรียนรู้และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ จะเป็นผู้ที่ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ประโยคนี้คือแก่นของหัวข้อที่คุณกานติมาขึ้นเวทีในวันนั้นอย่าง 'AI Won't Replace You, But It Will Redefine You' เพราะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน ไม่ได้มาแย่งงานคนแบบตรงไปตรงมา แต่กำลังเขียนนิยามใหม่ว่า “บุคลากรแบบไหนที่องค์กรยุคใหม่กำลังมองหา และทักษะแบบใดที่อาจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง”
ในมุมของคุณกานติมา ในฐานะผู้ดูแลเรื่องการบริหารธุรกิจรวมถึงการพัฒนาคนให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างเป็นระบบของ AIS องค์กรเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนเรื่องการเตรียมคนให้พร้อมกับ AI มาอย่างต่อเนื่อง โจทย์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะซื้อ AI ตัวไหนมาใช้ แต่อยู่ที่ว่าองค์กรและคนทำงานจะปรับตัวอย่างไรให้ใช้ AI เพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพของงานได้จริง ไม่ใช่แค่ทำตามกระแส 
คุณกานติมาเน้นย้ำถึงแนวคิดการพัฒนาบุคลากรว่า องค์กรต้องคำนึงถึงการจัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและตรงจุด โดยมุ่งวิเคราะห์และสนับสนุนพนักงานในแต่ละกลุ่มตามเป้าหมายการเติบโตที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนสามารถดึงศักยภาพสูงสุดออกมาขับเคลื่อนองค์กรไปพร้อมกัน
เพราะการส่งคนเข้าอบรมพร้อมเพรียงกันทั้งองค์กรแบบสมัยก่อน อาจไม่ได้ช่วยอะไรอีกแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคำถามของคนทำงานเอง จากเดิมที่มักถามว่า 'องค์กรจะให้อะไรกับฉันบ้าง' โดยเฉพาะคนที่ชอบย้ายงานเพราะรู้สึกว่าไม่มีเส้นทางเติบโต มาเป็นคนที่ขีดเส้นทางชีวิตของตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องเก่งเรื่องไหน ต้องหาความรู้อะไรมาเติมให้ตัวเอง แล้วใช้ AI มาช่วยปลดงานบางอย่างออกไป เพื่อเอาเวลาและความสามารถไปทำงานที่มีมูลค่าสูงกว่า
คุณกานติมายกตัวอย่างว่า ช่วงหนึ่งคนที่ทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เคยเป็นเหมือนมนุษย์ทองคำขององค์กร แต่พอ ChatGPT และ Gemini เข้ามา มนุษย์ทองคำเหล่านั้นแทบไม่ทันได้อิ่มเอมกับตำแหน่ง ก็หายวับไปกับตา เพราะงานที่เคยต้องใช้คนเก่งเฉพาะทาง กลายเป็นสิ่งที่เครื่องมือทำแทนได้
ในวันที่เครื่องมือเปลี่ยนทุกวัน ความสามารถที่สำคัญที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เรา 'เคยรู้' แต่คือความมุ่งมั่นที่จะ 'เรียนรู้และปรับตัว' ในทุก ๆ วัน
คุณกานติมาอธิบาย
ในมุมของคุณกานติมา คนที่เคยเป็น 'เดอะแบก' ขององค์กร คือคนที่งานไหนไม่มีใครทำก็รับมาทำตลอด จะกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับการพัฒนาทักษะและได้โอกาสรับงานที่สำคัญขึ้น ขณะที่คนเก่งเฉพาะด้านอย่างเดียวแต่หยุดเรียนรู้ กลับเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด
สิ่งที่คุณกานติมามองว่าน่าเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้ คือผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่พูดคำว่า AI ออกมาเหมือนเป็นแฟชั่น ทั้งที่จริง ๆ แล้วยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้กับอะไร คุณกานติมาชี้ว่าทุกครั้งที่เราพูดเรื่อง Digital เรื่อง Technology หรือ AI เรามักนึกถึงการซื้อเครื่องมือก่อนเสมอ พอองค์กรทุ่มเงินลงทุนกับเครื่องมือจำนวนมาก สุดท้ายกลับกลายเป็นภาระของคนทำงานที่ต้องวิ่งตามตอบโจทย์เครื่องมือ ใช้ประโยชน์จากมันได้ไม่เต็มที่ และไม่มีงบเหลือไปยกระดับทักษะของคน กลายเป็นกับดักที่ทำให้หลายองค์กรเริ่มติดแฮชแท็กทำนองว่า 'ยังไม่เห็นผลตอบแทนจากการลงทุน AI สักที'
ต้นตอของปัญหาในมุมของคุณกานติมาคือ องค์กรมักรีบหาเรื่องที่จะเอา AI ไปใช้ โดยเลือกจุดที่ดูง่ายและเห็นผลชัดก่อน ทั้งที่จุดนั้นอาจไม่ใช่คอขวดของกระบวนการทำงานจริง ผลคือพอนำระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือ AI ไปวางผิดจุด คอขวดเดิมก็ยังอยู่ พนักงานและลูกค้าก็ยังต้องนั่งรอเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่นำไปทำให้เป็นอัตโนมัติยังไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง
คุณกานติมายังตั้งข้อสังเกตที่แสบไม่น้อยว่า ทุกครั้งที่มีทฤษฎีหรือเครื่องมือใหม่เข้ามา องค์กรมักทิ้งของเดิมที่ดีอยู่แล้ว ทั้งที่ถ้านำกลับมาเชื่อมต่อกันจะได้ประโยชน์มาก เช่น แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ที่ช่วยให้เห็นว่า 'จุดที่เป็นปัญหา (Pain Point) อยู่ตรงไหน และจะแก้อะไร' ก่อนจะเอา AI ไปจับให้ตรงจุด แต่พอองค์กรข้ามขั้นตอนนี้ไป AI ก็เลยกลายเป็นเพียงแฟชั่นที่ลงทุนไปแล้วไม่คุ้ม
"ทุกครั้งที่เราพูดเรื่อง Digital เรื่อง Technology เรื่อง AI เรามักนึกถึงการซื้อเครื่องมือ พอลงทุนกับเครื่องมือเยอะ ๆ กลับกลายเป็นภาระของคนทำงาน" 
คุณกานติมาชี้ว่า สิ่งที่ AI ยังขาดคือเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรม ซึ่งยังต้องอาศัยมนุษย์เป็นคนกำกับ และในวันที่ AI เข้ามา หัวหน้างานก็เหมือนมีลูกน้องเพิ่มเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ AI และอีกกลุ่มคือกำลังคนเดิม โจทย์คือทำอย่างไรให้สองส่วนนี้ผสานทำงานร่วมกันได้ ซึ่งทักษะด้านอารมณ์และการเข้าใจคน หรือซอฟต์สกิล จะยิ่งเป็นเรื่องจำเป็น เพราะแม้แต่การบริหารคนรุ่นใหม่ หากหัวหน้ายังพยายามบริหารด้วยวิธีแบบเดิมของตัวเอง ก็มักจะไม่ลงรอยกัน
AI ยังขาดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรม สิ่งเหล่านี้ยังต้องอาศัยมนุษย์เป็นคนกำกับ
คุณกานติมายกตัวอย่างรถยนต์ไร้คนขับที่วันหนึ่งอาจต้องคำนวณว่า หากเกิดอุบัติเหตุแล้วจะพุ่งไปทางไหนเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ระหว่างคนกลุ่มที่อายุมากกับกลุ่มที่อายุน้อย การปล่อยให้ AI ประเมินและตัดสินใจเรื่องแบบนี้เองทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ มนุษย์จึงต้องเข้าไปแทรกตรงกลางของการประมวลผล แต่มนุษย์ที่จะเข้าไปทำหน้าที่นั้นได้ ต้องมีชุดทักษะ (Skill Set) และขีดความสามารถ (Capability) ในการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะเครื่องมือเปลี่ยนแปลงทุกวัน
คุณกานติมายังเตือนว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดยังมาไม่ถึง วันนี้เราพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมด้วยดิจิทัล (Digital Disruption) และ AI Disruption กันจนรู้สึกว่าหนักแล้ว แต่เมื่อ Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดและคิดต่อยอดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริงมาถึง AI แบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานไปเลย นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อม
เมื่อถูกถามว่าทักษะอะไรที่อนาคตต้องมีให้ได้ คุณกานติมาตอบทันทีว่าคือ ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) เพราะทุกอย่างจะยิ่งมาแรงขึ้น เร็วขึ้น ถี่ขึ้น และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนที่ยึดติดอยู่กับที่อย่างเหนียวแน่นจึงอันตรายที่สุด คุณกานติมาชี้ว่าเส้นทางที่เราเคยเชื่อกัน คือเริ่มจากการเป็นผู้รู้รอบ (Generalist) แล้วค่อยไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist) จนกลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒินั้น มีกับดักซ่อนอยู่ เพราะพอขึ้นไปถึงจุดที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หลายคนกลับไม่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ และนั่นคือกลุ่มที่เราเห็นว่าถูกดิสรัปกันเยอะ
ทักษะที่สองที่คุณกานติมาย้ำคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) ที่มาถึงจริงแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน ถ้าไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ก็ไปต่อไม่ได้ และที่สำคัญคือกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่การนั่งรอให้บริษัทเอามาป้อนให้ เพราะคนที่รอให้บริษัทจัดมาให้จะปรับตัวไม่ทัน กว่าจะเริ่มเรียน กว่าจะทำใจ ก็สายเสียแล้ว ซ้ำร้ายหลักสูตรกลาง ๆ ที่ส่งคนไปเรียนทั้งที่เจ้าตัวยังไม่รู้สึกว่าต้องการ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการถูกลงโทษ
กระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่การนั่งรอให้บริษัทเอามาป้อนให้ เพราะคนที่รอให้บริษัทจัดมาให้ จะปรับตัวไม่ทัน
คุณกานติมาเสนอว่าคนที่รู้จักตัวเราดีที่สุดก็คือตัวเราเอง หลายครั้งเราเข้าใจเรื่องของคนอื่น เรื่องของเพื่อนร่วมงาน หรือฝ่ายงานอื่นอย่างถ่องแท้ แต่คนเดียวที่เราไม่เคยให้เวลาเลยกลับเป็นตัวเราเอง วันนี้จึงต้องกลับมาคุยกับตัวเองอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ยอมรับได้ง่ายขึ้นว่าจุดอ่อนที่ต้องเติมอยู่ตรงไหน เพราะปกติแล้วไม่มีใครยอมบอกว่าตัวเองทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน (Underperform) ทุกคนมักบอกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว ทั้งที่การทำงานไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเหนื่อยที่สุด
เมื่อถูกถามถึงวัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่น่าเป็นห่วง คุณกานติมาตอบว่าคือองค์กรที่มีผู้บริหารฉลาดอยู่เพียงคนเดียว รู้ไปทุกเรื่อง ตัดสินใจทุกเรื่อง และสั่งทุกคนในทุกเรื่อง เพราะโครงสร้างการทำงานขององค์กรไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อทีมงานข้างล่างมี AI มาช่วยจนแข็งแรงขึ้น ผู้บริหารที่ไม่มีขีดความสามารถจริงก็อาจถูกมองข้ามได้ และการที่หัวหน้าเอาแต่สั่งอย่างเดียว ยังทำให้ลูกน้องไม่มีโอกาสได้คิดและแสดงความสามารถ สุดท้ายคนเก่ง ๆ ก็จะไม่อยู่ เพราะไม่มีพื้นที่ให้ได้ทำ
อีกหนึ่งมิติที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงคือรูปแบบความสัมพันธ์ในองค์กร โดยคุณกานติมามองว่า บริบทของที่ทำงานยุคใหม่คือ พื้นที่ศูนย์รวมของกลุ่มคนทำงานมืออาชีพ ที่มาร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนพันธกิจและเป้าหมายขององค์กรให้สำเร็จลุล่วง บนพื้นฐานของความเคารพในบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกัน
AIS เชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงานทุกเจนเนอเรชัน และเรามุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่มีประสบการณ์สูงและกลุ่มผู้นำองค์กร ที่เราพร้อมส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านประสบการณ์เดิมที่มี ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเอง องค์กร และสังคมยุคดิจิทัล
หนึ่งในสิ่งที่ AIS ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมคือการปรับวิธีรับคนรุ่นใหม่ จากเดิมที่รอให้เรียนจบปริญญาตรีแล้วค่อยมาสัมภาษณ์งาน มาเป็นการรับนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 เข้ามาเรียนรู้งานจริง คุณกานติมาอธิบายว่าเพราะนักศึกษาจำนวนหนึ่งเมื่อจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ยังมีระยะทางอีกมากที่ต้องปรับสิ่งที่เรียนมาให้เข้ากับการทำงานจริง การรอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยปรับจึงไม่ทันการณ์ ชั้นปีที่ 3 เป็นช่วงที่ใกล้เข้าสู่โลกความจริงแล้ว และบางมหาวิทยาลัยก็ปรับตัวเร็วด้วยการส่งนักศึกษาปี 3 เข้ามาทำงานในรูปแบบทวิภาคี เมื่อถึงปี 4 ที่เริ่มมีเวลาว่างมากขึ้นก็ได้เข้ามาทำงานจริง ทำให้พอเรียนจบ ระยะเวลาในการปรับตัวเข้ากับองค์กรสั้นลงมาก AIS จึงเริ่มทำหลักสูตรในแนวทางนี้
จากประสบการณ์ตรงในการนำทัพเปลี่ยนผ่านองค์กรของ AIS คุณกานติมาสะท้อนมุมมองว่า การทรานส์ฟอร์มไม่ใช่เรื่องการตัดสินบุคคล แต่เปรียบเสมือนการเดินทางไกลร่วมกัน ซึ่งพนักงานแต่ละคนอาจมีจังหวะเวลาและความพร้อมในการปรับตัวที่แตกต่างกันออกไป ในแต่ละช่วงเวลา ธุรกิจในยุค AI ก็เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การเร่งรัด แต่คือการที่องค์กรและคนทำงานจับมือร่วมกัน สำรวจศักยภาพของตัวเอง และมองหาแนวทางเพื่อที่จะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กันได้
คำถามสุดท้ายบนเวทีคือ ถ้ามีลูกหลาน อยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตในโลกที่ต้องเรียนรู้กันทั้งชีวิต คุณกานติมาตอบในแบบที่สอนหลานของตัวเองว่า เราไม่สามารถใช้ระบบอุปถัมภ์หรือความรักปกป้องลูกหลานไม่ให้เจอกับอะไรเลยได้ เพราะนั่นเท่ากับไม่เคยให้เขาได้ล้ม ได้ลองทำ และได้รับผิดชอบอะไรด้วยตัวเอง
คุณกานติมายกตัวอย่างเวลาหลานถูกรังแกมาจากโรงเรียนว่า แทนที่จะบอกให้ไปฟ้องครูอย่างเดียว ก็สอนให้รู้จักเข้มแข็งและดูแลตัวเองได้ โดยไม่ไปรังแกใครก่อน แต่ต้องยืนหยัดเพื่อตัวเองให้เป็น เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่คอยอุ้มชูและป้อนให้ทุกอย่าง แต่วันหนึ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่แล้ว ถ้าเดินด้วยตัวเองไม่ได้ เด็กก็จะกลายเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกสั่งการมาตลอด "เขาต้องอยู่ได้บนขาของเขาเองด้วยทักษะที่เขามี เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว" คุณกานติมากล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้สะท้อนจุดยืนเดียวกับชื่อหัวข้อที่ว่า AI จะไม่มาแทนที่คุณ แต่จะนิยามคุณใหม่ สำหรับ AIS ในฐานะองค์กรเทคโนโลยี การรับมือกับ AI จึงไม่ได้เริ่มที่การเลือกซื้อเครื่องมือ แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่าจะออกแบบคน วัฒนธรรม และวิธีทำงานอย่างไร ให้คนกับ AI ทำงานร่วมกันแล้วสร้างคุณค่าและประสิทธิภาพได้มากขึ้นจริง เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้คนยังมีที่ยืนในวันที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน ก็คือความเป็นมนุษย์และความสามารถในการเรียนรู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด