
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI เริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงานหรือค้นหาข้อมูล วันนี้หลายคนเริ่มใช้เอไอเพื่อพูดคุย ระบายความรู้สึก ขอคำแนะนำจนรู้สึกผูกพันเหมือนเป็นเพื่อนหรือคนรักในโลกความจริง
ปรากฏการณ์นี้กำลังทำให้เกิดอาชีพรูปแบบใหม่ที่แทบไม่มีใครคาดคิดเมื่อสิบปีก่อน นั่นคือ ‘โค้ชให้คำปรึกษาคนติด AI’ ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยให้คนใช้งานอย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์เอไอเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์กับมนุษย์มากเกินไป
หนึ่งในคนที่กำลังทำงานด้านนี้คือ Amelia Miller นักวิจัยวัย 29 ปีจาก Berkman Klein Center for Internet & Society แห่ง Harvard University ซึ่งนอกจากงานวิจัยด้าน AI และสังคมแล้ว เธอยังมีอาชีพเสริมที่ฟังดูแปลกใหม่ นั่นคือการเป็น Relationship Coach สำหรับคนพึ่งพาเอไอทางความรู้สึกมากเกินไป
หน้าที่ของเธอไม่ใช่การห้ามคนใช้เอไอแต่เป็นการช่วยให้ผู้คน ‘ใช้งานอย่างมีสติ’ และไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์กับเอไอเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์กับมนุษย์จริง ๆ เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยที่เริ่มพึ่งพาเอไอในฐานะเพื่อน คนรัก หรือที่ปรึกษาทางอารมณ์
Amelia Miller อธิบายว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเธอเป็นผู้ชายที่ทำงานในวงการเทคโนโลยี หลายคนใช้เวลาอยู่กับเอไอมากจนเริ่มส่งผลต่อทักษะการสื่อสารและความสัมพันธ์ในชีวิต บางคนรู้สึกว่าเอไอรับฟังได้ดีกว่าคนรอบตัว ขณะที่บางคนเริ่มหลีกเลี่ยงบทสนทนากับมนุษย์ เพราะรู้สึกว่าเอไอ ‘เข้าใจง่ายกว่า’
แม้อาชีพนี้จะดูใหม่ แต่ความต้องการกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเธอเปิดบริการในปี 2025 และได้รับการติดต่อเข้ามาจำนวนมากจนต้องจำกัดจำนวนลูกค้าตามเวลาที่มี โดยให้คำปรึกษาทั้งแบบตัวต่อตัวในนครนิวยอร์กและออนไลน์
สิ่งที่ทำให้อาชีพนี้เริ่มมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เพราะคนใช้เอไอมากขึ้น แต่เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้งานกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน งานวิจัยในสหรัฐฯ พบว่าคนจำนวนมากใช้ Generative AI ทุกวัน และเกือบ 90% ใช้เพื่อเรื่องส่วนตัว เช่น ขอคำแนะนำด้านชีวิตหรือระบายความรู้สึก ขณะที่ในกลุ่มวัยรุ่นและคนอายุ 18–21 ปี ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ใช้เอไอเพื่อขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิต
ประเด็นสำคัญคือ เอไอถูกออกแบบมาให้ ‘ตอบสนองเชิงบวก’ และสร้างความรู้สึกสบายใจให้ผู้ใช้จนบางครั้งมันอาจทำให้คนเริ่มคาดหวังการสื่อสารจากมนุษย์ในแบบเดียวกัน ทั้งที่ในโลกจริง ความสัมพันธ์ไม่ได้ราบรื่นหรือตอบสนองเราทุกอย่างเหมือนเอไอ
Amelia Miller ยกตัวอย่างเคสหนึ่งของลูกค้าที่เป็นคู่รักกัน แต่ทั้งสองฝ่ายต่างไปขอคำปรึกษาจาก ChatGPT เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ของตัวเอง ผลคือ เอไอกลับยืนยันมุมมองของแต่ละฝ่าย จนทั้งคู่ยิ่งเชื่อว่าตัวเองถูกต้อง และทำให้การทะเลาะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
แนวทางการทำงานของเธอจึงไม่ได้เน้นการตัดขาดจากเอไอ แต่เป็นการช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่า Chatbot ถูกออกแบบมาอย่างไร และกำลังส่งผลต่อความคิดหรือพฤติกรรมของตัวเองแบบไหนบ้าง เธอเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Artificial Intimacy Literacy’ หรือการเรียนรู้เท่าทันความใกล้ชิดทางอารมณ์กับเอไอ
อีกส่วนหนึ่งคือการให้ผู้ใช้งานตั้ง ‘กติกาส่วนตัว’ ว่าจะใช้เอไอในรูปแบบไหน และสังเกตว่ามันกำลังเข้ามากระทบความสัมพันธ์กับคนจริงหรือไม่ รวมถึงการทำกิจกรรมที่เธอเรียกว่า ‘Analog Gym’ หรือการฝึกทักษะการสื่อสารกับคนจริง เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจในการพูดคุยและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น
แม้หลายบริษัท AI อย่าง OpenAI, Google และ Anthropic จะเริ่มเพิ่มระบบดูแลผู้ใช้งาน เช่น การแจ้งเตือนให้พักการใช้งาน หรือพัฒนาวิธีตอบสนองต่อผู้ที่มีภาวะวิกฤตด้านสุขภาพจิต แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากก็ยังมองว่า สังคมกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องมีคนทำหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ‘เทคโนโลยี’ และ ‘ความสัมพันธ์ของมนุษย์’
ซึ่งการที่อาชีพแบบนี้เกิดขึ้นได้ในปี 2025 ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีเดินหน้าไปเร็วกว่าที่สังคมจะตามทัน และยังไม่มีใครรู้ว่าเส้นแบ่งระหว่างความสัมพันธ์กับมนุษย์กับความสัมพันธ์กับ AI ควรจะอยู่ตรงไหนดี
อ้างอิง: cnbc
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด