
แทบทุกแบรนด์ในปัจจุบันกำลังแข่งกันสร้างการรับรู้บนโลกดิจิทัล หลายบริษัทกำลังเจอกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดคือ ชื่อแบรนด์ติดหูทั่วประเทศ แต่ยอดขายกลับร่วง สิ่งนี้สะท้อนว่า Brand Awareness (การรู้จักแบรนด์) กับ Brand Preference (การเลือกแบรนด์) เป็นคนละเรื่องกัน และคำถามสำคัญที่นักการตลาดต้องถามตัวเองวันนี้ไม่ใช่ "คนรู้จักเราไหม" แต่คือ "ถ้าให้เลือก คนจะเลือกเราหรือเปล่า"
รายงาน BERA.ai Brand Equity Report ปี 2025 ชี้ชัดว่าการเป็นที่รู้จักเป็นแค่จุดเริ่มต้น แบรนด์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งคือแบรนด์ที่สร้างความหมายและความแตกต่างที่ชัดเจนให้ลูกค้า โดยใช้กรอบการวัดที่เรียกว่า FRMU ซึ่งย่อมาจาก Familiarity (ความคุ้นเคย), Regard (ความนับถือ), Meaningfulness (ความมีความหมาย) และ Uniqueness (ความไม่เหมือนใคร) รายงานพบว่าแบรนด์ที่โดดเด่นในสองด้านหลังคือความหมายกับความไม่เหมือนใคร มักมีความภักดีจากลูกค้าสูงกว่า มีอำนาจในการตั้งราคาดีกว่า และรายได้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง
หากเป็นในประเทศไทย ลองนึกถึง Café Amazon กับ MK สุกี้ เป็นตัวอย่าง ทั้งสองแบรนด์ติดอันดับแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด แต่เหตุผลที่ทั้งคู่แข็งแกร่งไม่ใช่แค่เรื่องความคุ้นเคย หากเป็นเพราะคนไทยรู้ชัดเจนว่าจะไปร้านไหน "ตอนไหน" กาแฟเช้าและของว่างระหว่างเดินทางที่ Café Amazon ส่วนมื้อเย็นกับครอบครัวเลือก MK สุกี้ ความชัดเจนแบบนี้คือสิ่งที่สร้างความภักดีระยะยาว เพราะแบรนด์ไม่ได้อยู่แค่ในใจลูกค้า แต่อยู่ในจังหวะชีวิตของเขาด้วย
อีกกรณีที่ชัดเจนคือ Formula 1 ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่จากซีรีส์ Drive to Survive บน Netflix ที่ไม่ได้แค่สอนผู้ชมหลายล้านคนเรื่องกีฬา F1 แต่ยังให้เหตุผลเชิงอารมณ์ในการติดตาม ผ่านการเล่าเรื่องตัวละคร นักแข่ง ทีมงาน และดราม่าหลังสนาม ผลคือ Formula 1 ไม่เคยรู้สึกใกล้ชิดและมีเอกลักษณ์เท่านี้มาก่อน ตัวเลขในรายงานชี้ว่าเกือบทุกแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ F1 ได้รับคะแนน Meaningfulness และ Uniqueness เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังซีรีส์ฉาย
ในทางตรงข้าม Tesla คือตัวอย่างของแบรนด์ที่เคยมีพลังทั้ง Meaningfulness และ Uniqueness แต่ช่วงหลังคะแนนความมีความหมายร่วงลงอย่างชัดเจน แม้ความไม่เหมือนใครยังแข็งแรงอยู่บ้าง แต่ไม่พอชดเชยจุดอ่อนด้าน Meaningfulness ผลที่ตามมาตรงกับทฤษฎี คือ อำนาจตั้งราคาและส่วนแบ่งตลาดลดลงตามไปด้วย นี่คือหลักฐานว่าการรู้จักและความแตกต่างอย่างเดียวไม่เคยพอ ถ้าขาดความหมายที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวเอง
แบรนด์ส่วนใหญ่บอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือการทำให้คนรู้จัก ซึ่งเป็นเรื่องจริงและใช้เวลาหลายปี แต่เมื่อลูกค้ารู้จักแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะรักคุณโดยอัตโนมัติ ความคุ้นเคยเปิดประตูให้เข้ามาคุย แต่ไม่ได้ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกคุณ
แบรนด์ที่ดีที่สุดคือแบรนด์ที่อยู่ในหัวของลูกค้าตอนที่เรื่องสำคัญที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสายการบิน United Airlines กับธนาคาร Chase ที่จับมือกันในจังหวะที่ลูกค้าต้องเลือกวิธีเดินทางและวิธีจ่ายเงิน ทั้งสองแบรนด์จึงเสริมคุณค่าให้กันและกันในใจลูกค้า
เมื่อไหร่ที่คุณได้ยินสโลแกนการตลาดที่จำได้จริง ๆ ครั้งสุดท้าย ถ้าไม่มี Uniqueness แบรนด์จะเข้าไม่ถึงลูกค้าใหม่ เช่นกรณีของ Dell ที่รายงาน BERA.ai พบว่ามีปัญหากับกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ แบรนด์ได้คะแนนดีเรื่องความสามารถ แต่ตกในมิติของความโดดเด่น เพราะเป็นเรื่องยากที่ลูกค้าจะหลงใหลแบรนด์ที่รู้สึกว่าแทนที่ด้วยอะไรก็ได้
คุณไม่ต้องเดินคนเดียวเสมอไป การร่วมมือกับแบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าเดียวกันจะช่วยต่อยอดจุดแข็งที่คุณมีอยู่ กรณี United Airlines กับ Chase เป็นตัวอย่างว่าเมื่อเลือกพันธมิตรถูก ผลรวมจะมากกว่าผลบวกของแต่ละแบรนด์แยกกัน
มีเหตุผลที่บริษัทจำนวนมากพูดถึง "เรื่องเล่า" ของแบรนด์ตัวเอง คนส่วนใหญ่คิดว่าลูกค้าตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ไม่ว่าจะขายที่นอนหรือรถยนต์ การเข้าถึงอารมณ์ของลูกค้าคือหัวใจของการสร้างความหมาย ตัวอย่างชัดที่สุดคือ Formula 1 ที่ Netflix ทำให้กีฬากลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและเท่ ผ่านการทำให้นักแข่งและทีมงานดูมีมิติของมนุษย์
ตราบใดที่แบรนด์มีความชัดเจนและสามารถสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์กับลูกค้าได้ Brand Equity ที่สูงจะตามมาเอง แต่หากขาดความหมาย แม้แบรนด์ใหญ่แค่ไหนก็เปราะบาง ในยุคที่ทุกอุตสาหกรรมแข่งกันสร้างการรับรู้บนพื้นที่ดิจิทัล เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าอะไรทำให้ลูกค้าตกหลุมรักแบรนด์ตั้งแต่แรก ถ้าต้องการให้แบรนด์ยืนหยัดข้ามเวลา ต้องทำให้คนไม่ใช่แค่รู้จัก แต่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงควรใส่ใจ
ที่มา: Inc.
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด