ถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานได้ไหม? ดราม่าที่ ‘ไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟเลย’ แต่กำลังสะท้อนการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ในที่ทำงานยุค AI

ถือกาแฟเย็นเข้าห้องสัมภาษณ์งาน เสียมารยาทหรือเปล่า คำถามธรรมดา ๆ ข้อนี้กลายเป็นดราม่าที่ลามไปทั่วฟีดโซเชียลและกลุ่มแชตของคนทำงานอเมริกัน ขนาดทีม Bloomberg Opinion ยังถกกันดุเดือดในช่อง Slack ของทีม ครั้งล่าสุดที่ทีมเถียงกันหนักขนาดนี้คือเรื่อง ‘ใส่กางเกงขาสั้นไปออฟฟิศได้หรือไม่’ เมื่อปี 2024

ต้นเรื่องคือคลิป TikTok ของ Caitlin Wehniainen นักสรรหาบุคลากรขององค์กรจากรัฐฟลอริดา ผู้อยู่ในวงการมา 16 ปีและดูแลการจ้างงานให้บริษัทกลุ่ม Fortune 500 เป็นหลัก Caitlin เล่าว่าผู้สมัครรุ่น Gen Z หลายคนเดินเข้ามาสัมภาษณ์พร้อมกาแฟเย็นในมือ ซึ่งดูเหมือนมองการสัมภาษณ์เป็นแค่ธุระอย่างหนึ่งที่แวะทำระหว่างวัน ‘เหมือนคุณแวะ Target ต่อด้วย Starbucks แล้วค่อยแวะมาสัมภาษณ์ ก่อนไปทำธุระต่อ’ Caitlin จึงเตือนว่าอย่าถือกาแฟเย็นเดินเข้าห้องสัมภาษณ์แบบสบาย ๆ เพราะ 

‘ดูเหมือนคุณรีบจนไม่มีเวลานั่งดื่มกาแฟให้หมดก่อนเข้ามา’

Beth Kowitt คอลัมนิสต์ของ Bloomberg Opinion ที่ติดตามประเด็นโลกธุรกิจอเมริกา มองว่าดราม่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟเลย รูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ และ AI ก็ยิ่งเร่งให้เปลี่ยนเร็วขึ้น นายจ้างกับพนักงานรุ่นใหม่จึงกำลังแย่งกันเป็นคนตั้งกติกาของที่ทำงานยุคใหม่ กาแฟเย็นเป็นแค่ชนวนล่าสุดของความขัดแย้งนี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจตัวเอง และต่างกังวลว่าตัวเองจะมีที่ยืนแค่ไหนในโลกการทำงานแบบใหม่

คอมเมนต์แตกสองฝั่ง และคนเริ่มเรื่องก็ยอมรับว่าไม่มีใครเถียงเรื่องกาแฟจริง ๆ

คอมเมนต์ใต้คลิปแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่าสัมภาษณ์กันแค่ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ไม่เห็นต้องถือกาแฟเข้าไปเลย อีกฝั่งตอกกลับว่าการสัมภาษณ์ก็เป็นแค่ธุระหนึ่งในหลายอย่างที่ต้องทำในวันนั้นจริง ๆ บางคนถามกลับว่าจะให้จัดทั้งวันเพื่อนัดคุยแค่ 30 นาทีเลยหรือ และมีคนแซวว่าเงินเดือนที่บริษัทให้ยังไม่มากพอจะมาเข้มงวดกันขนาดนี้

เมื่อกระแสไม่ยอมจาง Caitlin โพสต์ใน LinkedIn ว่าตัวเอง ‘เผลอจุดประเด็นให้คนทั้งประเทศเถียงกัน’ หลังอ่านคอมเมนต์นับพัน ข้อสรุปของ Caitlin คือไม่มีใครเถียงเรื่องกาแฟจริง ๆ 

ฝั่งผู้สมัครฟังแล้วรู้สึกว่าถูกบอกให้ ‘เป๊ะทุกอย่าง ห้ามมีความเป็นมนุษย์หลุดออกมาเลย’ 

ส่วนนายจ้างฟังแล้วเข้าใจว่าแค่ ‘ขอให้เตรียมตัวมาดี ๆ และจริงจังกับการสัมภาษณ์’ 

Caitlin ย้ำว่าไม่เคยบอกว่าคนถือกาแฟเป็นผู้สมัครที่แย่ แค่ไม่อยากให้มีอะไรมาแย่งความสนใจไปจากตัวผู้สมัคร พร้อมเล่าว่าโพลของ Yahoo พบว่าผู้ตอบ 86% เห็นว่าควรดื่มกาแฟให้หมดก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์

ทำไมหัวหน้ารุ่นก่อนถึงมองว่ากาแฟแก้วเดียวเป็นเรื่องใหญ่

ในสายตาหัวหน้ารุ่นก่อน การถือกาแฟเย็นเข้าห้องสัมภาษณ์ตีความได้สองแบบ แบบแรกคือผู้สมัครไม่รู้ธรรมเนียมที่คนในที่ทำงานรู้กันโดยไม่ต้องเขียนไว้ แบบที่สองซึ่งแย่กว่า คือรู้แต่ไม่คิดจะทำตาม ไม่ว่าแบบไหนก็ยิ่งตอกย้ำภาพจำที่หัวหน้ามีต่อ Gen Z อยู่แล้ว ว่าไม่เป็นมืออาชีพ ไม่เตรียมตัว ไม่มีไฟ และดูแลยาก

กาแฟแก้วเดียวกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้ เพราะวิธีเดิมที่นายจ้างใช้ดูตัวผู้สมัครเริ่มใช้ไม่ได้ผล Beth อธิบายว่าการสมัครงานวันนี้ติดอยู่ในวังวน AI (AI Doom Loop) ผู้สมัครใช้ AI เขียนเรซูเม่และจดหมายสมัครงาน ฝั่งบริษัทก็ใช้ AI คัดว่าเรซูเม่ตรงกับประกาศรับสมัครหรือไม่ ทั้งที่ตัวประกาศเองก็เขียนด้วย AI เหมือนกัน การสัมภาษณ์แบบเจอหน้าจึงกลายเป็นด่านสุดท้ายที่นายจ้างจะได้เห็นตัวตนและท่าทีจริงของผู้สมัคร หรือที่เรียกกันว่า Vibe Check นายจ้างมองว่า ถ้าในวันสำคัญอย่างวันสัมภาษณ์ ผู้สมัครยังไม่ทำตามธรรมเนียม พอเข้ามาทำงานจริงจะมีกฎอะไรอีกที่คนคนนี้ไม่ยอมทำตาม

หัวหน้ากำลังอยู่ในยุค ‘ทวงอำนาจคืน’

ดราม่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทอเมริกันจับตาทุกท่าทีที่ส่อว่าพนักงานกำลังแข็งข้อ และฝ่ายบริหารก็พยายามเต็มที่ไม่ให้เกิดการต่อต้านในที่ทำงาน Beth เรียกช่วงนี้ว่ายุคที่หัวหน้ากลับมาสั่งการและคุมเข้ม (Command-and-Control) ทั้งไม่เปิดรับเสียงค้าน ตรวจตราพนักงานมากขึ้น ตัดสวัสดิการ คุมแม้กระทั่งการแสดงความเห็นส่วนตัวนอกเวลางาน และเรียกทุกคนกลับเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์

ฝั่ง Gen Z ถามกลับ งานยังอาจโดน AI แย่ง แล้วแก้วกาแฟจะสำคัญอะไร

Gen Z จำนวนมากไม่ยอมเล่นตามเกมนี้ คนรุ่นนี้โตมากับเหตุรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นบ่อยในอเมริกา เข้าสู่วัยผู้ใหญ่พร้อมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และผ่านการระบาดของโควิด-19 มาด้วยตัวเอง เรื่องเหล่านี้ทำให้คนรุ่นนี้ไม่ค่อยเชื่อใจองค์กรและหน่วยงานใหญ่ และไม่เชื่อในกฎที่ดูไม่มีเหตุผลรองรับ เมื่อ Gen Z ขีดเส้นแบ่งชีวิตกับงานให้ชัด หรือขอรู้เหตุผลก่อนทำตามคำสั่ง หัวหน้ารุ่นก่อนจึงมองว่าเป็นความเอาแต่ใจหรือการไม่เชื่อฟัง

ยิ่งไปกว่านั้น Gen Z เริ่มทำงานในช่วงที่ได้ยินอยู่ตลอดว่า AI อาจเข้ามาแทนงานที่ตัวเองอยากทำ เมื่อมีเรื่องใหญ่ขนาดนั้นให้กังวล การตัดสินคนจากแก้วกาแฟเย็นจึงดูเป็นเรื่องเล็กจนไม่น่าเอามาคิด ในสายตา Gen Z เรื่องนี้สะท้อนความหัวสูง และการคัดคนออกด้วยเหตุผลผิวเผิน แทนที่จะดูความสามารถจริง

ครั้งหนึ่งผู้สมัครงานเคยต้องปิดรอยสัก

Beth ชวนนึกย้อนไปว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้หางานยังถูกแนะนำให้ปิดรอยสักตอนไปสัมภาษณ์ และลบข้อมูลในเรซูเม่ที่อาจบอกใบ้ถึงเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศ กาแฟเย็นเป็นเรื่องเล็กกว่านั้นมาก แต่ก็ช่วยเตือนว่าความเป็นมืออาชีพไม่มีมาตรฐานตายตัว และเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเสมอ คนที่ช่วยกันล้มกฎเก่าเรื่องรอยสักและอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงาน ก็คือคน Gen X และมิลเลนเนียล (Millennials)

วันนี้คนสองรุ่นนั้นกลายเป็นฝ่ายนั่งสัมภาษณ์เสียเอง Beth จึงทิ้งท้ายว่า คนกลุ่มนี้ควรนึกถึงตอนที่ตัวเองเคยช่วยรื้อกฎเก่า และใจกว้างกับผู้สมัคร Gen Z อีกสักนิด หากครั้งหน้ามีคนเดินเข้าห้องสัมภาษณ์พร้อมกาแฟเย็นในมือ ที่น่าสนใจคือ Caitlin เองก็ยอมรับในการให้สัมภาษณ์หลังคลิปดังว่า เรื่องนี้ ‘อาจเปลี่ยนไปในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า’

ที่มา: Bloomberg, CP24, LinkedIn ของ Caitlin Wehniainen

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก Fauxductivity หรือ 'ภาวะแกล้งยุ่ง’ ทำตัวงานล้น เพื่อให้ดูขยัน อันตรายจากการเน้น ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่าผลงาน

Fauxductivity หรือ ‘ภาวะแกล้งยุ่ง’ คือการที่พนักงานสร้างภาพว่าทำงานหนัก แต่ไม่ได้มีเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอัน...

Responsive image

รับมือคนประเภท Energy Vampire ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งเหมือนโดนดูดพลัง รู้จัก 6 สัญญาณและวิธีรับมือ

Energy Vampire คือคนที่ทำให้เราหมดพลังทุกครั้งที่ต้องอยู่ด้วย มักมาในรูปแบบคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ชอบพูดแต่เรื่องตัวเอง หรือดึงเราไปพัวพันกับปัญหาของเขาซ้ำ ๆ...

Responsive image

สิงคโปร์ติดมือถือจนไม่อ่านหนังสือ รัฐบาลจ่ายเงินให้ ‘อ่านวันละ 15 นาที’ อ่านครบ 50 วัน แลกเงินได้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์

สิงคโปร์เปิดตัว ReadSG จ่ายเงินให้ประชาชนอ่านหนังสือวันละ 15 นาที สะสมเหรียญ 1,000 เหรียญแลก 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมกลไกแบบเกม นักพฤติกรรมศาสตร์ชี้ว่าเงินก้อนเล็กอาจสร้างนิสัยการอ่...