ส่งต่อธุรกิจครอบครัวข้ามรุ่นอย่างไรให้รอดและเติบโต ? ถอดบทเรียนการส่งไม้ต่อธุรกิจจากแบรนด์ตำนาน ‘ยาหม่องเซียงเพียวอิ๊ว’

ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากในประเทศไทยกำลังเผชิญคำถามเดียวกัน คือเมื่อกิจการเติบโตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว จะ ‘ส่งไม้ต่อ’ จากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกอย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวเอาไว้ได้

เวทีเสวนา ‘The Gen Gap: รุ่นแม่สู่รุ่นลูกบริหารธุรกิจครอบครัวอย่างไรให้รอด’ ถ่ายทอดมุมมองจากสองเจเนอเรชันของธุรกิจไทยที่หลายคนคุ้นเคย นั่นคือ คุณสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้พัฒนาแบรนด์ เซียงเพียวอิ๊ว และ Peppermint Field และ คุณมีนา (เอี่ยมพิกุล) อัครพงศ์พิศักดิ์ รองประธานบริหารด้านกลยุทธ์การเติบโตและความยั่งยืน ที่กำลังเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจในรุ่นต่อไป 

บทสนทนาไม่ได้พูดถึงเพียงการบริหารธุรกิจ แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของ ‘การเรียนรู้ระหว่างรุ่น’ ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวสามารถเติบโตจากยอดขายหลักสิบล้านบาท ไปสู่ระดับเกือบสองพันล้านบาทในวันนี้

จากธุรกิจเล็กในครอบครัว สู่แบรนด์ไทยที่ไปไกลกว่า 20 ประเทศ

บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด เป็นผู้ผลิตสินค้าอย่าง เซียงเพียวอิ๊ว ซึ่งหลายคนรู้จักในฐานะยาหม่องน้ำกลิ่นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมานาน รวมถึงแบรนด์ Peppermint Field ที่เข้ามาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสินค้าประเภทเดียวกัน

จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เกิดขึ้นตั้งแต่รุ่นก่อนหน้า เมื่อครอบครัวเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาหม่องและยาดมเพื่อจำหน่ายในตลาดไทย

แม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง ‘สีของขวด’ ก็มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง เดิมทีผู้ก่อตั้งตั้งใจให้เซียงเพียวอิ๊วเป็นสีแดง เพราะในวัฒนธรรมจีน สีแดงหมายถึงพลังและความเป็นมงคล แต่ในยุคที่ยังไม่มีมาตรฐานสีอย่างแพนโทน การสื่อสารกับโรงงานผลิตขวดจึงทำได้ยาก สุดท้ายขวดที่ออกมากลับเป็นสีส้ม และสีส้มนี้เองก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อ คุณสุวรรณา เข้ามารับช่วงต่อจากครอบครัว ซึ่งธุรกิจในเวลานั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีพนักงานเพียงไม่กี่คน และก่อนจะเข้ามาทำธุรกิจ เธอเคยทำงานในสายโฆษณาและสื่อ รวมถึงเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือมาก่อน ประสบการณ์เหล่านั้นกลายเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เธอเข้าใจเรื่องการตลาดและการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวในยุคนั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าไหร่ 

การเรียนรู้จากตลาดจริง

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่เธอเล่าถึง คือการลงพื้นที่พบลูกค้าด้วยตัวเอง

ในช่วงแรกของการทำงาน เธอตัดสินใจเดินทางไปพบร้านค้าทั่วประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ลงไปจนถึงหาดใหญ่ ใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์เพื่อพูดคุยกับผู้ค้าโดยตรง ประสบการณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคำติจากลูกค้าเต็มไปด้วยความตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องแพ็กเกจสินค้า การจัดวาง หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ของแบรนด์

หลายครั้งเธอต้องขอตัวออกมายืนหน้าร้าน เพื่อรวบรวมสติและกลั้นน้ำตา ก่อนจะกลับไปคิดต่อว่าเสียงสะท้อนเหล่านั้นหมายถึงอะไร และควรนำไปปรับปรุงธุรกิจอย่างไร แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าการสร้างแบรนด์ไม่ใช่เพียงการโฆษณา หากแต่คือ ‘ความคาดหวัง’ ที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า

เมื่อผู้บริโภคหยิบสินค้าขึ้นมาใช้ พวกเขาต้องมั่นใจว่าสินค้านั้นมีคุณภาพและเชื่อถือได้ และสิ่งที่แบรนด์สื่อสารออกไปต้องมีความสม่ำเสมอ

จาก Functional Benefit สู่ Emotional Brand

ในอดีต ยาดมและยาหม่องถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ใช้ในเชิงประโยชน์เท่านั้น หรือที่เรียกว่า Functional Benefit 

ผู้คนใช้เมื่อมีอาการวิงเวียนหรือคัดจมูก และมักจะใช้แบบ ‘หลบ ๆ ซ่อน ๆ’ เพราะภาพลักษณ์ของสินค้าดูเชยหรือไม่ทันสมัยแนวคิดนี้ทำให้คุณสุวรรณา เริ่มคิดใหม่ว่าหากต้องการขยายตลาด จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีสื่อสาร

แทนที่จะขายเพียงประโยชน์ของสินค้า เธอเริ่มสร้าง ‘คุณค่าทางอารมณ์’ ให้กับแบรนด์ หรือ Emotional Benefit ผลลัพธ์คือการเปิดตัวแบรนด์ Peppermint Field ที่ออกแบบมาให้ดูทันสมัย กลายเป็นยาดมที่คนสามารถหยิบขึ้นมาใช้ในที่สาธารณะได้โดยไม่รู้สึกเขิน แนวคิดนี้ช่วยเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าเดิม และทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

ธุรกิจครอบครัวกับคำถามเรื่องการสืบทอด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของธุรกิจครอบครัวคือคำถามว่า ‘จะส่งต่อกิจการให้รุ่นลูกอย่างไร’

คุณสุวรรณามองว่า การให้ลูกหลานไปทำงานที่อื่นก่อนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการทำงานในองค์กรอื่นช่วยให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร การทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และการเข้าใจบทบาทของตนเอง

ประสบการณ์เหล่านี้ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในห้องเรียน และแตกต่างจากการเติบโตมาในฐานะลูกเจ้าของธุรกิจ ลูกสาวของเธอ คุณมีนา อัครพงศ์พิศักดิ์ เองก็มีเส้นทางเช่นนั้น 

หลังเรียนจบด้านการตลาดและจิตวิทยาจากต่างประเทศ เธอเคยเข้ามาทำงานในบริษัทครอบครัวช่วงสั้น ๆ ก่อนจะถูก ‘ส่งออกไป’ ทำงานในสตาร์ทอัพ เพื่อเรียนรู้โลกของการทำงานจริง ที่นั่นเธอเริ่มจากตำแหน่งเล็ก ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดัน การถูกตำหนิ และการเรียนรู้วินัยในการทำงาน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอเข้าใจบทบาทของตัวเองมากขึ้น และมองการทำงานในธุรกิจครอบครัวด้วยมุมมองที่ต่างออกไป

การเตรียมองค์กรให้คนรุ่นใหม่

สำหรับคุณสุวรรณา การสืบทอดธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่การเตรียมคน แต่ต้องเตรียม ‘องค์กร’ ด้วย

หนึ่งในสิ่งที่เธอทำคือการสร้างสำนักงานใหม่ในชื่อ Bertram Creative Hub เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน สำนักงานใหม่นี้มีบรรยากาศแตกต่างจากอาคารเดิมอย่างชัดเจน ทีมงานด้านการตลาด ดีไซน์ และครีเอทีฟถูกย้ายมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ขณะที่ฝ่ายบัญชีและงานระบบยังคงอยู่ในอาคารเดิม แนวคิดนี้ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ และเปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้มากขึ้น

เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มสร้างสินค้าใหม่

เมื่อ คุณมีนาเข้ามารับบทบาทในบริษัท เธอเริ่มมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจไปสู่หมวดสินค้าใหม่

หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา หรือ Non-pharma โดยใช้จุดแข็งของแบรนด์ Peppermint Field ที่เน้นความสดชื่นและการดูแลสุขภาพ หลังศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เธอพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ชื่นชอบการทานบุฟเฟต์ ชาบู และปิ้งย่าง แต่หลังจากกินอิ่มมักจะรู้สึกอึดอัด

อินไซต์นี้นำไปสู่การพัฒนาเครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้สดชื่นและลดความอึดอัดหลังมื้ออาหาร โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น ขิง มะนาว เปปเปอร์มินต์ และแอปเปิลไซเดอร์ แนวคิดนี้สะท้อนการต่อยอดแบรนด์จาก ‘ของใช้ภายนอก’ สู่ ‘ประสบการณ์ดูแลสุขภาพจากภายใน’

ความท้าทายของการทำงานร่วมกันในครอบครัว

แม้ธุรกิจจะเติบโต แต่การทำงานร่วมกันระหว่างแม่และลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสองยอมรับว่ามีช่วงเวลาที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน และบางครั้งความสัมพันธ์แบบครอบครัวทำให้การสื่อสารในห้องประชุมมีความซับซ้อนมากขึ้น

วิธีจัดการคือการเรียนรู้ที่จะ ‘เลือกการต่อสู้’ หรือ Pick your fight

บางเรื่องที่ไม่กระทบภาพใหญ่ของธุรกิจ อาจยอมกันได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เรื่องสำคัญ เช่น คุณภาพสินค้า หรือทิศทางของแบรนด์ จะต้องยืนหยัดอย่างชัดเจน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังพยายามสร้างพื้นที่นอกเหนือจากงาน เช่น การออกกำลังกายหรือเล่นกอล์ฟร่วมกัน เพื่อให้ยังคงมีเวลาที่เป็นแม่ลูก ไม่ใช่เพียงหัวหน้าและลูกน้อง

เมื่อธุรกิจเติบโตพร้อมความสัมพันธ์ในครอบครัว

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด เติบโตจากธุรกิจเล็ก ๆ ที่มียอดขาย 60 ล้านบาท ไปสู่บริษัทที่มีรายได้เกือบ 2,000 ล้านบาท และส่งออกสินค้าไปกว่า 20 ประเทศ

เบื้องหลังการเติบโตนี้ไม่ได้มาจากกลยุทธ์ธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความสามารถในการปรับตัวระหว่างคนสองรุ่น

  • รุ่นแรกสร้างรากฐานของแบรนด์และความน่าเชื่อถือ
  • รุ่นที่สองนำแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาและขยายตลาด

และในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจครอบครัวอาจไม่ใช่เพียงการส่งต่อกิจการ แต่คือการส่งต่อ ‘ความเข้าใจ’ระหว่างคนต่างเจเนอเรชัน เพราะเมื่อความสัมพันธ์ในครอบครัวยังคงแข็งแรง ธุรกิจก็มีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลจาก Session ‘The Gen Gap: รุ่นแม่สู่รุ่นลูกบริหารธุรกิจครอบครัวอย่างไรให้รอด’ ในงาน ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan' 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุปหน้าตา Layoff ไตรมาสแรก ชี้ AI เริ่มลงสนามแย่งงานเอง ทำสายเทคฯ ปลิว 52,000 ตำแหน่ง

เรามักจะได้ยินคำว่า ‘AI จะไม่แย่งงาน แต่คนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะแย่งงาน’ แต่จากข้อมูลล่าสุดในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าประโยคนี้อาจจะต้องถูกนำมาทบทวนใหม่...

Responsive image

197 วันบนอวกาศสอนอะไร ? เมื่อนักบินอวกาศ NASA มาเล่าทุกเรื่องที่คนบนโลกไม่เคยรู้ ตารางชีวิตแบ่งทุก 5 นาที นอนในห้องเท่าตู้โทรศัพท์ ตื่นมาเช็กอีเมลเหมือนคนบนโลก และเซลล์มะเร็งที่โตแบบ 3D ได้เฉพาะในอวกาศ

Serena Auñón-Chancellor คือนักบินอวกาศหญิงของ NASA ที่มีอีกสถานะเป็นทั้งแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์การบิน เธอใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) นานถึง 197 วัน ในภารกิจ Exp...

Responsive image

ทำไม Middle Management ถึงอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป อธิบายโครงสร้าง Block บริษัทใหม่ของ Jack Dorsey ปลดคนฟ้าผ่า เปลี่ยนวิธีคุมคนด้วย AI

Jack Dorsey ส่งอีเมลถึงพนักงาน Block ทุกคน ใจความสั้น ๆ แค่สามย่อหน้า แต่เนื้อหาสะเทือนทั้งวงการ “พนักงาน 4,000 คน หรือเกือบ 40% ของบริษัท จะถูกปลดออก ในบทความนี้ Techsauce จะพาไปถ...