Gen Z อ่านหนังสือน้อยลง 40% ในรอบ 10 ปี ผู้เชี่ยวชาญเตือนเสี่ยงอ่านไว แต่ไม่เข้าใจ

Gen Z อ่านหนังสือน้อยลง

วงการการศึกษาในสหรัฐฯ เริ่มตื่นตัวกับปัญหาการอ่านของ Gen Z มากขึ้น เมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนออกมาบอกว่าเด็กยุคนี้รับมือกับการอ่านข้อมูลยาวๆ ไม่ไหว แถมหนักสุดคือถึงขั้นอ่านประโยคพื้นฐานไม่เข้าใจ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่กำลังสะท้อนพฤติกรรมการอ่านของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป คือการอ่านหนังสือที่ลดลงและหันไปพึ่งเครื่องมือในการช่วยสรุปมากขึ้น 

วิเคราะห์ไม่เป็น แถมอ่านไม่รู้เรื่อง

อาจารย์จาก Pepperdine University ยอมรับตรงๆ ว่าเธอเจอนักศึกษาบางคนไม่สามารถอ่านประโยคแล้วเข้าใจความหมายได้ทันทีเธอชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการคิดวิเคราะห์ไม่ได้ แต่หนักถึงขั้น ‘อ่านไม่รู้เรื่อง’ จนเธอต้องเปลี่ยนวิธีสอนใหม่หมด โดยใช้วิธีอ่านออกเสียงให้ฟังแล้วค่อยๆ อธิบายเจาะไปทีละบรรทัด เพื่อให้เด็กจับใจความได้

เธอยังระบุว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการอ่านที่น้อยลงอย่างหนัก โดยมีสถิติยืนยันว่า:

  • คนอเมริกันเกือบครึ่ง ไม่ได้อ่านหนังสือสักเล่มในปี 2025
  • พฤติกรรมการอ่านลดลงถึง 40% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
  • วัยรุ่นอายุ 18–29 ปี อ่านหนังสือเฉลี่ยแค่เกือบ 6 เล่มต่อปี

ผลพวงจาก AI และการ ‘อ่านเพื่อหาคำตอบ’ 

อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Notre Dame มองว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เขาเล่าว่าสมัยก่อน การให้นักศึกษาอ่านหนังสือสัก 25-40 หน้าถือเป็นเรื่องปกติ แต่เดี๋ยวนี้พอเจอความยาวระดับเดิมเข้าไป เด็กหลายคนถึงกลับถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูก

เขาชี้ว่าสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการใช้ AI ช่วยสรุปเนื้อหา ทำให้เด็กเลี่ยงที่จะอ่านจากต้นฉบับและขาดการทำความเข้าใจนอกจากนี้ระบบการศึกษาเองก็มีส่วน เพราะมักปลูกฝังให้เด็ก ‘อ่านเพื่อหาคำตอบ’ มากกว่าอ่านเพื่อทำความเข้าใจ เด็กยุคนี้จึงชินกับการกวาดสายตาหาข้อมูลเร็ว ๆ มากกว่าที่จะค่อย ๆ อ่านและวิเคราะห์เนื้อหา

Gen Z ไม่ได้ทิ้งการอ่าน แต่สมาธิสั้นลงเมื่อเจอข้อความยาว 

อาจารย์จาก Abilene Christian University ชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเด็กยุคนี้ไม่ได้ต่อต้านการอ่าน แต่ปัญหาคือพวกเขามีความอดทนในการอ่านน้อยลงหรือสมาธิสั้นเมื่อต้องอ่านข้อมูลที่ยาว ๆ วิธีแก้ปัญหาของอาจารย์คือการ ลดความกดดันเรื่องเกรดหรือคะแนน ซึ่งพบว่าวิธีนี้ช่วยให้เด็กผ่อนคลายและกลับมาตั้งใจอ่านได้ดีขึ้น โดยที่อาจารย์ไม่จำเป็นต้องลดความยากของเนื้อหาลง สิ่งสำคัญคือการปรับวิธีสอนให้เข้ากับยุค AI เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองจริง ๆ มากกว่าแค่อ่านเพื่อเอาคะแนน

นักศึกษา 50% มองตัวเองเป็นมือใหม่ในการอ่าน 

ผู้เชี่ยวชาญพบว่านักศึกษา MBA ครึ่งหนึ่งมักขาดความมั่นใจและมองตัวเองเป็นแค่นักอ่านมือใหม่ แต่ข่าวดี คือปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก เพราะถ้าเด็กกลุ่มนี้ได้รับการซัพพอร์ตและคำแนะนำที่ถูกจุด พวกเขาก็จะสามารถปรับตัวและกลับมาเป็นนักอ่านที่ดีขึ้นได้ 

AI กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

อีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกพูดถึงคือการใช้ AI ในการสรุปเนื้อหา ซึ่งทำให้การอ่านแบบดั้งเดิมถูกแทนที่บางส่วน นักศึกษาบางคนเลือกอ่านสรุปแทนต้นฉบับ ส่งผลให้ขาดการฝึกอ่าน แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อมูลว่าในกลุ่มมหาเศรษฐีการอ่านยังคงเป็นหนึ่งในนิสัยที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนประสบความสำเร็จระดับสูง

‘การอ่าน’ ไม่ได้เป็นแค่ทักษะ แต่เป็นพื้นฐานของการคิด

นักวิชาการมองว่าการอ่านไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องเรียนเท่านั้น แต่มันยังช่วยฝึกให้เราเข้าใจคนอื่น มองโลกในมุมที่กว้างขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม หากพฤติกรรมการอ่านยังคงลดลงแบบนี้ ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลการเรียน แต่จะลุกลามไปถึงกระบวนการคิด ทัศนคติที่มีต่อโลก และความสัมพันธ์ของผู้คนในระยะยาว 

ด้วยเหตุนี้ประเด็นหลักที่เราควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่า Gen Z อ่านหนังสือน้อยลงหรือไม่ แต่คือการตั้งคำถามว่าสังคมจะตั้งรับและปรับตัวอย่างไรกับวิธีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างถูกสรุปย่อยออกมาให้เสพอย่างรวดเร็ว 

อ้างอิง: fortune

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก HIPPO Effect ภาวะคล้อยตามคนมีอำนาจ จนเผลอมองข้ามข้อมูลและเหตุผล

HiPPO Effect คืออะไร ภาวะที่องค์กรเอนเอียงไปตามคนที่มีอำนาจมากที่สุดแทนที่จะยึดข้อมูลจริง ๆ เป็นหลัก...

Responsive image

ยิ่งคนไทยแข็งแรง ธุรกิจประกันยิ่งไปรอด คณิตศาสตร์ชุดใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวงการประกันสุขภาพ

อัตราส่วนค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันสุขภาพไทยกำลังไต่สู่ 89% ในปี 2026 พร้อมเงินเฟ้อทางการแพทย์ 10.8% ทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนจากการจ่ายค่ารักษา มาเป็นการลงทุนให้คนไม่ป่วย เปิดแนวค...

Responsive image

รู้จักศิลปะของ ‘การไม่ทำอะไร’ ทำไมคนทำงานควรพักจากงานบ้าง ก่อนจะหมดไฟ

ชาวอิตาลีมีคำว่า il dolce far niente หมายถึงความสุขจากการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนั่งเฉย ๆ จนงานไม่เสร็จ แต่คือการปล่อยให้ตัวเองมีช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้สมองได้พ...