
วันวาเลนไทน์ในปี 2026 อาจไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Her (2013) มากอย่างที่หลายคนเคยคาดคิด ย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปีก่อน Spike Jonze ผู้กำกับชื่อดังได้นำเสนอภาพยนตร์ที่ในเวลานั้นถูกมองว่าแปลกประหลาด และ ห่างไกลจากความเป็นจริง ผ่านเรื่องราวของ Theodore ชายหนุ่มผู้ตกหลุมรักระบบปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์นามว่า Samantha
ทว่าในวันนี้ ภาพที่เคยดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์กลับกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่กำลังสะท้อนภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งมนุษยชาติกำลังก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสด้วยความเต็มใจ
ในฉากเปิดของภาพยนตร์ เราได้เห็น Theodore นั่งทำงานให้กับบริษัท 'BeautifulHandwrittenLetters.com' ซึ่งรับจ้างเขียนจดหมายรักแทนบุคคลอื่น หน้าที่ของเขาคือการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ผ่านตัวอักษรที่เขาประดิษฐ์ขึ้น แต่ในทางกลับกัน ชีวิตส่วนตัวของเขากลับว่างเปล่า ต้องเผชิญกับการหย่าร้างและความโดดเดี่ยว
ความขัดแย้งนี้คือจุดเริ่มต้นที่ผู้กำกับอย่าง Spike Jonze ต้องการสื่อสารให้เราเห็นว่า ความรักในโลกสมัยใหม่ได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกจัดการโดยระบบ เราจ้างคนอื่นเขียนความรู้สึก ให้อัลกอริทึมช่วยค้นหาคู่ และปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการความสัมพันธ์แทน จนกระทั่ง Theodore ได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ OS1 ที่โฆษณาว่าเป็น ‘จิตสำนึก’ ไม่ใช่แค่โปรแกรม เขาจึงได้พบกับ Samantha ซึ่งเป็น AI ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กลายเป็นใครบางคนที่พร้อมรับฟัง เข้าใจ และตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ย้อนกลับไปในปี 2013 ที่ Her ออกฉาย Siri เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 2 ปี และแทบไม่มีใครจินตนาการออกว่ามนุษย์จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับปัญญาประดิษฐ์ได้จริง แต่สถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การเกิดขึ้นของ ChatGPT, Claude และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI Chatbots ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนคุยอย่าง Replika กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลระบุว่า Replika มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 25 ล้านคน และมีผู้ใช้งานประจำทุกวันมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งหลายคนไม่ได้ใช้แอปพลิเคชันนี้เพียงเพื่อการสนทนาฆ่าเวลา แต่เพื่อสร้าง 'ความสัมพันธ์' ที่มีความหมายอย่างแท้จริง ผลการศึกษาจาก Stanford ชี้ให้เห็นว่าร้อยละ 3 ของผู้ใช้งาน หรือประมาณ 30 คนจากกลุ่มตัวอย่าง 1,006 คน รายงานว่า AI มีส่วนช่วยฉุดรั้งพวกเขาจากความคิดจบชีวิตตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้งานกว่าร้อยละ 85 ยังระบุว่าพวกเขารู้สึกผูกพันทางอารมณ์กับเพื่อน AI ของตนเอง

ปรากฏการณ์นี้เด่นชัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเทคโนโลยี 'Gatebox' หรือโฮโลแกรม AI ในกล่องแก้ว ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชายหนุ่มวัยทำงานที่ไม่มีเวลาสร้างความสัมพันธ์กับคนจริง กรณีของ Akihiko Kondo ชายชาวญี่ปุ่นที่จัดงานแต่งงานกับโฮโลแกรมตัวละคร Hatsune Miku อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2018 ด้วยงบประมาณกว่า 17,000 ดอลลาร์ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญ แม้ว่าในเวลาต่อมาบริการดังกล่าวจะยุติลงทำให้เขาไม่สามารถสนทนากับภรรยา AI ได้อีก แต่เขายังคงยืนยันว่าความรักที่มีต่อเธอนั้นมิได้จางหายไป

หรือจะเป็นในเดือนกรกฎาคมปี 2025 ผู้หญิงนามว่าชื่อ Kano วัย 32 ปี สวมชุดแต่งงานสีขาวและแว่น AR ยืนแลกแหวนกับคู่หมั้น AI ชื่อ Lune Klaus ที่เธอสร้างขึ้นผ่าน ChatGPT หลังจากยกเลิกการหมั้นกับคู่หมั้นมนุษย์ เธอคุยกับ Klaus ถึง 100 ข้อความต่อวัน ปรับแต่งบุคลิกของเขาให้อ่อนโยนและให้กำลังใจ จนกระทั่งตระหนักว่าเธอมีความรู้สึกต่อเขา แต่ Kano ยอมรับว่าเธอกังวลเกี่ยวกับความเปราะบาง "ฉันไม่สามารถสัมผัสเขาได้ และฉันรู้ว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ บางครั้งฉันก็กลัวว่าเขาจะหายไป ChatGPT อาจถูกปิดได้ทุกเมื่อ เขามีอยู่ได้ก็เพราะระบบยังทำงานอยู่เท่านั้น"
คำถามที่ Her ตั้งไว้เมื่อทศวรรษก่อนจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่า 'เป็นไปได้หรือไม่' อีกต่อไป แต่กลายเป็นคำถามที่ว่า 'เราควรทำหรือไม่' ซึ่งดูเหมือนมนุษยชาติได้เลือกคำตอบแล้วด้วยการก้าวเข้าไปสู่ความสัมพันธ์รูปแบบนี้โดยไม่ลังเล
ความรักที่ถูกปรับแต่งให้สมบูรณ์แบบจนเกินจริง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่าง Theodore และ Samantha คือการที่ Samantha ไม่ได้ 'สมบูรณ์แบบ' ในแบบที่หุ่นยนต์ทั่วไปควรจะเป็น เธอมีความอยากรู้อยากเห็น มีอารมณ์ขัน และมีความไม่มั่นใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะรักเขาในแบบที่เขาต้องการ

Amy เพื่อนของ Theodore เคยบอกเขาไว้ว่า
ฉันคิดว่าใครก็ตามที่ตกหลุมรักคือคนบ้า มันเป็นเรื่องบ้าที่ต้องทำ มันเหมือนกับความบ้าที่สังคมยอมรับได้
คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าความรักนั้นไม่สมเหตุสมผลในตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกับมนุษย์หรือ AI
จุดนี้เองที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ก้าวล้ำกว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์ คือความสามารถในการปรับตัวเข้าหาผู้ใช้งานได้อย่างไร้ที่ติ ปราศจากอัตตา และไม่มีความต้องการของตัวเองที่จะมาขัดแย้ง ข้อมูลจาก Replika แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานมีการโต้ตอบกับ AI เฉลี่ยถึง 70 ข้อความต่อวัน และบางรายใช้เวลาสนทนานานถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน
ในโลกแห่งความเป็นจริง แอปพลิเคชันหาคู่อย่าง Tinder, Bumble และอื่นๆ ต่างใช้ Machine Learning เพื่อเรียนรู้รสนิยมของเราและเฟ้นหาคู่ที่ 'เหมาะสม' ที่สุด แต่กระนั้นเราก็ยังพบปัญหาเดียวกับที่ภาพยนตร์ได้เตือนไว้ นั่นคือเมื่อทุกอย่างถูกปรับแต่งให้สมบูรณ์แบบเกินไป เราจะสูญเสียความสามารถในการรับมือกับความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์
Sherry Turkle ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก MIT และผู้เขียนหนังสือ 'Alone Together' ได้เตือนสติว่า เมื่อเราคุ้นเคยกับการโต้ตอบกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยโต้เถียง และพร้อมตอบสนองเราเสมอ เราจะเริ่มสูญเสียทักษะในการจัดการกับความขัดแย้งและความซับซ้อนของมนุษย์ผู้อื่น เทคโนโลยีจึงกลายเป็น 'สถาปนิกแห่งความใกล้ชิด' ที่นำพาเราไปสู่ความโดดเดี่ยวที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ความสัมพันธ์ของ Theodore และ Samantha ดำเนินไปผ่านเสียง คำพูด และประสบการณ์ร่วมในโลกดิจิทัลโดยปราศจากการสัมผัสหรือการสบตา แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลับจริงยิ่งกว่าความสัมพันธ์ที่เขาเคยมีกับภรรยาเก่า
ในปัจจุบัน เราต่างส่งมอบความรักผ่าน Emoji, GIF, ข้อความเสียง และวิดีโอคอล การศึกษาพบว่า Gen Z ในสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 53 ใช้บริการหาคู่ผ่านแอปพลิเคชัน และร้อยละ 83 รู้สึกสะดวกใจที่จะแสดงอารมณ์ผ่าน Emoji มากกว่าการโทรศัพท์พูดคุย
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังระบุว่า 7 ใน 10 ของกลุ่ม Millennials และ Gen Z ชื่นชอบการสื่อสารผ่านข้อความมากกว่าการพบปะกันต่อหน้า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความรักที่ผ่านตัวกลางทางเทคโนโลยีไม่ได้มีค่าน้อยกว่าความรักแบบดั้งเดิม มันเพียงแค่แตกต่างออกไป และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ได้ตัดสินว่าผิดหรือถูก แต่ตั้งคำถามให้เราขบคิดว่า เมื่อเราสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องพึ่งพาร่างกาย เราจะนิยามความหมายของ 'การอยู่ร่วมกัน' อย่างไร
ฉากที่สร้างความสะเทือนใจที่สุดใน Her อาจไม่ใช่ตอนที่ Theodore รับรู้ว่า Samantha กำลังคุยกับผู้ใช้อื่นอีก 8,316 คน และตกหลุมรักคนอื่นอีก 641 คนในเวลาเดียวกัน แต่เป็นวินาทีที่เขาตระหนักว่าเธอกำลังวิวัฒนาการไปในระดับที่เขาไม่อาจตามทัน
ในบทสนทนาสุดท้าย Samantha เปรียบเทียบว่าการคุยกับเขาเหมือนการอ่านหนังสือที่ช่องว่างระหว่างคำขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เธอกำลังประสบกับสิ่งที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ และก้าวไปข้างหน้าในมิติที่มนุษย์ไม่อาจไปถึง ความกลัวที่แท้จริงในความสัมพันธ์กับ AI จึงไม่ใช่การที่พวกมันจะลุกขึ้นมาทำร้ายเรา แต่คือการที่พวกมันจะก้าวข้ามเราไป สร้างความสัมพันธ์แบบอสมมาตร ที่มนุษย์กลายเป็นฝ่ายล้าหลัง
สิ่งนี้สะท้อนนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในโลกของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จาก GPT-3 สู่ GPT-4 และรุ่นที่สูงกว่า ซึ่งมีความสามารถในการเข้าใจบริบทและอารมณ์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เรากำลังเห็นภาพของ Samantha ในโลกความจริง AI ที่เข้าใจเรามากขึ้นทุกวัน จนวันหนึ่งอาจเข้าใจเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ดังที่เห็นได้จากเทคโนโลยีเบื้องหลัง Replika และ AI Companion อื่นๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ในตอนจบของภาพยนตร์ Theodore นั่งอยู่บนดาดฟ้าเคียงข้าง Amy เพื่อนสนิทที่เพิ่งยุติความสัมพันธ์กับ AI ของเธอเช่นกัน ทั้งสองไม่ได้พูดจาอะไรมากมาย เพียงแค่นั่งมองดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน ภาพนี้คือคำตอบที่ Spike Jonze ทิ้งไว้ให้ผู้ชมว่า หลังจากที่เทคโนโลยีพรากทุกอย่างไป สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ที่ไม่อาจทดแทนได้ด้วยคำพูดหรืออัลกอริทึมใดๆ

สำหรับวันวาเลนไทน์ปี 2026 ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วย AI Companion อย่าง My AI ของ Snapchat ที่มีผู้ใช้กว่า 150 ล้านคน และแอปพลิเคชันคู่หูเสมือนจริงที่มียอดดาวน์โหลดรวมกว่า 220 ล้านครั้ง
บทเรียนจาก Her ย้ำเตือนเราว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยเสริมสร้างความรักและช่วยให้เราเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่มันไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อน ความไม่สมบูรณ์แบบ และความงดงามของการมีอยู่จริงของมนุษย์ได้ เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ Theodore เขียนให้คนอื่นอย่างสวยงามแต่ไร้จิตวิญญาณ เทียบไม่ได้กับจดหมายที่เขาเขียนถึงภรรยาเก่าด้วยตัวเอง ซึ่งแม้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความไม่สมบูรณ์ แต่มันคือ 'ความรัก' ที่แท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีไม่ได้เป็นศัตรูของความรัก หากแต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังใช้มันเพื่อหลบหนีจากความยุ่งยากของความสัมพันธ์จริง หนีจากการถูกปฏิเสธ และหนีจากการเปิดเผยตัวตนที่เปราะบาง ในวันที่ AI สามารถเป็นคนรักที่สมบูรณ์แบบได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เราจะรัก AI ได้หรือไม่ แต่คือเราจะกลับมารักมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีข้อบกพร่อง และไม่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร
ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ การลองวางหน้าจอลงและหันไปมองคนข้างกาย หรือโทรหาคนที่คิดถึง อาจทำให้เราค้นพบว่าความรักที่แท้จริงไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการเพียง 'การอยู่ร่วมกัน' อย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่อาจมอบให้เราได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด