Jamie Dimon เตือน AI กระทบแรงงาน ชี้รัฐอาจต้องห้ามปลดคน หากจำเป็น เพื่อประคองตลาดแรงงาน

Jamie Dimon เตือน AI กระทบแรงงาน

Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลกออกมาส่งสัญญาณเตือนที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เขาบอกว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งสงสัยแล้วว่า AI จะมาแย่งงานเราจริงไหม แต่เป็นเวลาที่เราต้องเริ่มวางแผนรับมืออย่างจริงจังว่า ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ เราจะทำอย่างไรกันดี เพราะผลกระทบนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนตั้งตัวทัน

บทเรียนจากธนาคารระดับโลกที่เริ่มใช้ AI อย่างหนัก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เจมี่เล่าว่าที่ธนาคารของเขาไม่ได้แค่นั่งรอให้เทคโนโลยีมาถึง แต่พวกเขาเริ่มนำ AI มาใช้ทำงานอย่างเข้มข้นแล้ว ปัจจุบันมีพนักงานในธนาคารกว่าแสนคนใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานทุกอาทิตย์ ผลที่ตามมาคือประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นสูงมาก จนเขากล้าพูดตรงๆ ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จำนวนพนักงานที่ธนาคารต้องจ้างอาจจะน้อยลงกว่าเดิม นี่ไม่ใช่การคาดเดาเลื่อนลอย แต่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีทำงานได้ดีกว่าและเร็วกว่ามนุษย์ในบางหน้าที่

การปรับตัวภายในองค์กรคือทางรอดแรก

แม้จะรู้ว่าตำแหน่งงานจะลดลง แต่แนวทางที่เจมี่พยายามทำคือการไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง เขาเล่าว่าเมื่อ AI เริ่มเข้ามาทำหน้าที่แทนพนักงานในบางจุด สิ่งที่ธนาคารทำคือการโยกย้ายคนเหล่านั้นไปทำงานในส่วนอื่นที่เหมาะสมกว่า เพราะเขามองว่าพนักงานเหล่านี้เป็นคนมีความสามารถและผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี เพียงแค่ต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่ให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป การวางแผนล่วงหน้าแบบนี้ช่วยให้พนักงานยังมีงานทำและบริษัทก็ยังรักษาคนเก่งเอาไว้ได้

ความน่ากลัวของการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป

สิ่งที่เจมี่กังวลมากที่สุดไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความเร็ว เขาได้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดมากเรื่องรถบรรทุกไร้คนขับ ถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนไปใช้รถที่ขับเองได้ทั้งหมดทั่วประเทศเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ในมุมธุรกิจมันอาจจะดีมาก เพราะประหยัดทั้งค่าน้ำมันและลดอุบัติเหตุ แต่ในมุมสังคมจะมีคนขับรถบรรทุกกว่า 2 ล้านคนที่ต้องตกงานทันที คนเหล่านี้ที่เคยมีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างดีอาจต้องไปทำงานที่รายได้น้อยลงมาก ซึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่อาจลุกลามจนกลายเป็นความวุ่นวายได้

ทางออกที่ต้องช่วยกันทั้งภาครัฐและเอกชน

เจมี่เสนอว่าเราไม่ควรปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นแบบรวดเร็วตามใจชอบ แต่ควรเป็นการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละขั้นตอน เพื่อให้สังคมมีเวลาปรับตัว เขาถึงขั้นเสนอว่ารัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การออกกฎระเบียบเพื่อป้องกันการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากจาก AI ในคราวเดียว หรือการให้สิทธิประโยชน์กับบริษัทที่ยอมลงทุนจ้างพนักงานมาฝึกทักษะใหม่ แทนที่จะไล่ออกแล้วใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนทั้งหมด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของสังคมสำคัญกว่าผลกำไรเพียงอย่างเดียว

บทสรุปที่ต้องตระหนัก

สุดท้ายแล้ว เจมี่ ไดมอน ย้ำเตือนว่าตลอดชีวิตการทำงานของเขา เทคโนโลยีคือสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างเสมอ และครั้งนี้ AI ก็จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ที่สุด หน้าที่ของคนทำงาน ผู้นำธุรกิจ และรัฐบาลในตอนนี้ คือการเลิกทำตัวเป็นนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินแล้วแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นปัญหา แต่จงเงยหน้าขึ้นมามองความจริงและเริ่มวางแผนรับมือตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกมาถึง เราทุกคนจะยังมีที่ยืนและก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับมันได้จริงๆ

อ้างอิง: fortune

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ความรู้ท่วมโลก แต่ทำไมคนเรียนรู้ได้น้อยลง ทำไมการศึกษายุค AI ถึงไม่เต็มไปด้วยคนที่เก่งขึ้นกว่าเดิมมากสักที สรุปจากงาน Summer Davos 2026

ไม่เคยมียุคไหนที่ความรู้เข้าถึงง่ายเท่าวันนี้ เลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกถูกอัปขึ้นออนไลน์ให้ดูฟรี อินเทอร์เน็ตและแบนด์วิดท์เดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุด และล่าสุดยังมี AI คอยเ...

Responsive image

จำนวนคนหางานมีมากกว่าตำแหน่งที่เปิดรับ คู่แข่งเยอะขึ้น แต่เก้าอี้มีน้อยลง สำรวจทางรอดเมื่อ AI รื้อสเปกงาน

โจทย์ใหญ่ที่สุดของตลาดแรงงานตอนนี้คืองานจะมีพอให้คนรุ่นใหม่ทำหรือเปล่า ? เพราะธนาคารโลกเคยประเมินไว้ว่าอนาคตตำแหน่งงานอาจจะโตไม่ทันคนหางาน ถึงขั้นขาดแคลนเกือบ 400 ล้านตำแหน่ง...

Responsive image

ทำไมสตาร์ทอัพบางบริษัท ได้พื้นที่สื่อ โดยแทบไม่ต้องทุ่มงบ PR สรุป 3 เรื่องที่เหล่า Founders ควรทำ อินไซต์จากคนทำ PR ให้เหล่าสตาร์ทอัพ

สิ่งที่ Craig Corbett พบซ้ำตลอดหลายปีคือ สตาร์ทอัพที่ได้รับพื้นที่สื่อมักเป็นบริษัทที่รู้ว่าตัวเองมีเรื่องเล่าแบบไหนที่คนอื่นควรรู้ มากกว่าบริษัทที่ใช้งบมากที่สุด...