ผู้นำที่ดีต้องคอยเป็น ‘ฟองน้ำ’ ที่คอยรับแรงกระแทก ไม่ใช่คนที่ส่งต่อความเครียดให้ทีม

เวลาเกิดปัญหาในการทำงาน สิ่งแรกที่ผู้นำควรทำคืออะไร ? 

ซึ่งหัวหน้าหลายคนอาจเผลอส่งต่อความเครียดด้วยการกดดันให้ทีมรีบปั่นงานแก้ปัญหานั้นให้เสร็จโดยเร็ว แต่ซีอีโอของ Wieden+Kennedy เอเจนซีระดับโลกที่อยู่เบื้องหลังสโลแกนตำนานอย่าง Just Do It ของ Nike เขากลับมองคนละมุม เขามองว่าผู้นำที่ดีไม่ควรส่งต่อความเครียดหรือโยนความกดดันให้ทีม แต่ควรเป็น 'ฟองน้ำ' ที่คอยซับแรงกระแทกจากลูกค้าและเบื้องบนเอาไว้ 

และเมื่อผู้นำรับความกดดันไว้เองแล้ว มุมมองที่เขามีต่อสถานการณ์ตึงเครียดจึงต่างออกไป เวลาที่มีงานหลุดเป้าหรือถูกลูกค้าตีกลับ แทนที่จะเรียกประชุมเพื่อตำหนิหรือเค้นเอางาน เขากลับใช้ช่วงเวลาของการประชุมนี้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทีมได้ถอยมาตั้งหลัก มองปัญหาในมุมใหม่และกล้าเสนอไอเดียที่แตกต่างออกไป โดยเขามองว่าถ้าองค์กรมีแต่การประชุมที่ราบรื่นและทุกคนเอาแต่พยักหน้าเห็นด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าองค์กรกำลังขาดพื้นที่ให้คนได้คิดต่าง

ผู้นำต้องเป็น ‘กันชน’ ไม่ใช่คนส่งต่อความเครียด 

Neal Arthur ยกตัวอย่างว่าสมมติลูกค้าเพิ่งตีงานกลับมา ถ้าหัวหน้าเดินไปตำหนิทีม แล้วสั่งให้ทำมาใหม่ส่งพรุ่งนี้ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ ทุกคนจะเลือกทำผลงานแบบ  Play safe หรือเลือกทางที่ชัวร์และปลอดภัยที่สุดเอาไว้ก่อน แต่ในทางกลับกันหากเราสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง แล้วชวนให้ทุกคนลองโยนไอเดียออกมา โดยไม่ต้องไปตีกรอบตั้งแต่แรก งานที่ได้มักจะสร้างสรรค์และไปได้ไกลกว่ามาก

เขายอมรับตรง ๆ ว่าตลอดชีวิตการทำงานเขาไม่เคยเห็นไอเดียไหนปังขึ้นมาได้ เพราะการกดดันลูกน้อง เพราะในโลกความเป็นจริงการต้อนคนให้จนมุมหรือบีบด้วยความกดดันไม่ได้ช่วยให้เกิดงานชิ้นเอกเสมอไป

แน่นอนว่าในโลกการทำงานจริง Neal Arthur ไม่ใช่ผู้บริหารเพียงคนเดียวที่มีสไตล์การบริหารทีมในแบบของตัวเอง เพราะผู้บริหารระดับโลกคนอื่น ๆ ก็มีแนวทางที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อย่าง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ก็เคยเล่าว่าเขาชอบการประชุมที่ดูวุ่นวาย ดุเดือด และเต็มไปด้วยการถกเถียงและตั้งคำถามกันอย่างตรงไปตรงมา ส่วน Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ก็มีกฎที่เรียกว่า ‘กฎ 2 นาที’ คือการเปิดโอกาสให้แต่ละคนอธิบายไอเดียของตัวเองแบบรวดเดียวจบภายใน 2 นาที โดยที่ห้ามมีใครพูดแทรกเด็ดขาด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้สื่อสารสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาจนครบถ้วนจริง ๆ

แต่ไม่ว่าจะงัดเทคนิคหรือสไตล์การประชุมแบบไหนมาใช้ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Neal Arthur และซีอีโอเหล่านี้ให้ความสำคัญตรงกันก็คือการสร้างบรรยากาศทำงานที่ให้คนในทีมกล้าพูดและกล้าสร้างสรรค์ ซึ่งเขามองว่าย่อมดีกว่าการใช้อำนาจมาบีบบังคับหรือสร้างความกลัวให้ทีม เพราะบทบาทที่แท้จริงของคนเป็นผู้นำ ไม่ใช่การส่งต่อความเครียดให้ทีม แต่คือการเป็นเบาะที่คอยรับแรงกระแทกและความกดดันเอาไว้ เพื่อให้ลูกน้องมีอิสระทางความคิดมากพอที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้นั่นเอง

อ้างอิง: cnbc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

HBR ชี้ทำไมพนักงานตัวท็อป ถึงยื่นใบลาออกเป็นคนแรกเสมอ?

คนเก่งไม่ได้อยากลาออกเพราะหัวหน้า แต่เป็นเพราะเนื้องาน เจาะลึกบทเรียนจาก Facebook วิธีออกแบบงานให้ตรงใจ รั้งคนเก่งไว้ให้อยู่ยาวโดยไม่ต้องเลื่อนตำแหน่ง...

Responsive image

รู้จัก Capybara Mode แนวคิดการทำงานที่โฟกัสหน้าที่ของตัวเอง ไม่ขอเป็นเดอะแบกให้ใคร

Capybara Mode คือการทำงานแบบ ‘ชิว แต่ไม่ชุ่ย’ ซึ่งเรายังคงทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่และดีที่สุดเหมือนเดิม และพร้อมยื่นมือช่วยคนอื่นถ้าเรายังไหว แต่จะไม่ก้มหน้ารับทุกงานที่โดนโยนม...

Responsive image

MIT เปิดลิสต์หนังสือน่าอ่านของปี 2026 รวม 43 เล่มจากปลายปากกาอาจารย์และบุคลากร MIT

MIT เปิดลิสต์หนังสือน่าอ่านรับซัมเมอร์ 2026 รวม 43 เล่มจากอาจารย์และบุคลากร MIT ที่ตีพิมพ์ช่วงกรกฎาคม 2025 ถึงมิถุนายน 2026 ครอบคลุมนิยาย บทกวี วิทยาศาสตร์ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจ ...