เราไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่กำลัง ‘อ่านมากเกินไป’ แทน! รู้จัก Hyper-Literacy เมื่อมือถือทำให้เราเสพติดภาษามากขึ้น

เมื่อโลกยุค AI ถาโถมเราด้วยพายุแห่งถ้อยคำ (Blizzard of words) บางทีสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การอ่านให้มากขึ้น แต่คือการกลับไปหา ‘สัญชาตญาณดิบ’ ที่เรามีก่อนจะรู้จักภาษา

ไม่นานมานี้ Kit Wilson คอลัมนิสต์จาก New Statesman ตัดสินใจทำ Digital Detox ด้วยการเลิกใช้สมาร์ทโฟน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องสมาธิที่ดีขึ้นหรือการนอนหลับที่มีคุณภาพตามสูตรสำเร็จทั่วไป แต่เขากลับค้นพบสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น นั่นคือ 'ชีวิตที่ถูกครอบงำโดยภาษาน้อยลง'

ในขณะที่สังคมและกูรูเทคโนโลยีกำลังกังวลว่าโซเชียลมีเดียจะทำให้คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือน้อยลง แต่ Wilson กลับมองมุมต่างว่า วิกฤตที่แท้จริงอาจเป็นขั้วตรงข้าม คือเรากำลังเป็นโรค 'Hyper-literate' หรือการเสพติดตัวหนังสือมากเกินไปจนขาดการเชื่อมโยงกับโลกแห่งความจริง ซึ่งนี่อาจเป็นจุดอ่อนสำคัญของมนุษย์ในยุคที่ AI กำลังครองเมือง

กับดักของความล้นทางภาษา (Hyper-literacy)

ก่อนที่จะเลิกใช้มือถือในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่เปรียบเสมือนการเดินฝ่าพายุหิมะของตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็น News feed, Podcast, Twitter (X), WhatsApp, Email ไปจนถึงบทความต่างๆ

สมาร์ทโฟนทำหน้าที่อุดช่องว่างของเวลาทุกวินาที แม้แต่ตอนเดินข้ามห้อง หรือยืนรอลิฟต์ เรามักจะหยิบมือถือขึ้นมาไถฟีดเพื่อหา 'ตัวอักษร' เข้าสมองโดยอัตโนมัติ ช่วงเวลาที่เราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับภาษาอาจมีแค่ไม่กี่วินาทีตอนอาบน้ำเท่านั้น

แต่เมื่อไม่มีสมาร์ทโฟน เราจะได้เรียนรู้ความจริง 2 ข้อ นั่นคือ

  1. ภาษาบิดเบือนความจริง มันดึงเราออกจากเวลา ณ ขณะนี้ (Here and now) เราเริ่มสับสนระหว่างแผนที่ (ภาษา) กับ พื้นที่จริง (โลกกายภาพ) มากขึ้น
  2. เราเข้าใจความฉลาดผิดไป การเสพติดภาษาทำให้เรามองไม่เห็นความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างความฉลาดของมนุษย์ กับ ความฉลาดของ AI

ในทางปรัชญา ภาษาคือสิ่งที่เป็นนามธรรม ภาษาดึงเราออกจากโลกกายภาพรอบตัว เพราะ "ความหมาย" ของคำไม่ได้ยึดติดกับเวลาหรือสถานที่ (จดหมายที่ยังไม่อ่าน ความหมายก็ยังคงอยู่ แม้จะตั้งทิ้งไว้ในรถไปรษณีย์)

ยิ่งเราใช้เวลากับหน้าจอและตัวหนังสือมากเท่าไหร่ เรายิ่งหลุดออกจากโลกความเป็นจริงมากเท่านั้น สมองของเราไปทำงานอยู่บนระนาบที่มองไม่เห็น (Invisible network) เปรียบเสมือนโลกคู่ขนานที่เราถอยเข้าไปหลบซ่อนจนค่อยๆ ตัดขาดจากโลกที่อยู่ตรงหน้า

ยุค LLMs เมื่อ AI ครองโลกภาษา มนุษย์ต้องกลับมาครองโลกกายภาพ

ในยุคของ Large Language Models (LLMs) อย่าง GPT หรือ Claude ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่า

  • AI เก่งเรื่องภาษาขึ้น เครื่องจักรเริ่มเลียนแบบความเชี่ยวชาญด้านการใช้คำและภาษาได้เนียนจนน่าตกใจ
  • มนุษย์เริ่มด้านชา ในขณะที่ AI เก่งขึ้น เรากลับด้านชากับประสบการณ์ทางกายภาพ (Non-linguistic experience)

สิ่งที่เรามักลืมไปคือ ความสามารถในการตัดสินใจว่าประโยคไหนจริง หรือน่าสนใจ ไม่ใช่ทักษะทางภาษา แต่มันคือทักษะที่เกิดจากการสังเกตและประสบการณ์นอกภาษา (Pre-linguistic experience) ที่เรามีต่อโลกใบนี้

นักทฤษฎี AI อาจแย้งว่า เราสามารถสร้างหุ่นยนต์ให้รับรู้โลกผ่านกล้องและเซนเซอร์ได้ แต่ในความเป็นจริง หุ่นยนต์ไม่ได้มีความตระหนักรู้ต่อโลกทางกายภาพ มันแค่ประมวลผลข้อมูลดิจิทัลเพื่อตอบสนองตามคำสั่ง

"ถ้า LLMs คิดได้จริงๆ มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอธิบายให้พวกมันเข้าใจถึง 'โลกทางวัตถุ' เพราะประสบการณ์ทางกายภาพและความรู้สึกถึงเวลาที่ไหลผ่าน เป็นสิ่งที่แทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของตัวอักษรและตัวเลข ซึ่ง AI จินตนาการไปไม่ถึง"

อยากชนะ AI ให้วางมือถือลง

ความพยายามที่จะแทนที่โลกความจริงด้วยโลกภาษาไม่ใช่เรื่องใหม่ Friedrich Nietzsche นักปรัชญาชื่อดังเคยเตือนไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ว่ามนุษย์สร้างโลกแห่งภาษาขึ้นมาซ้อนทับโลกจริง จนเราเริ่มหลงทางและมองทุกอย่างเป็นกลไกไปเสียหมด ซึ่งดูเหมือนว่าเทคโนโลยีปัจจุบันกำลังเร่งกระบวนการนี้ให้เรากลายสภาพเป็นคอมพิวเตอร์มากขึ้นไปอีก

การวางสมาร์ทโฟนลงจึงไม่ใช่แค่การพักสายตา แต่มันคือโอกาสที่เราจะได้กลับไปสัมผัส 'รากฐานของความเป็นมนุษย์' (Substratum of human experience) ที่แท้จริง ก่อนที่เราจะเอาตารางของภาษาไปครอบมันไว้

หากคุณอยากรู้ว่าทำไม AI ถึงจะมาแทนที่คุณไม่ได้ คำตอบไม่ได้อยู่ในหน้าจอ แต่อยู่ที่การปิดมือถือ แล้วออกไปเดินเล่น เพื่อสัมผัสโลกในแบบที่อัลกอริทึมไม่มีวันทำได้

ที่มา: Newstatesman

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘False Alignment’ ภาวะที่ทุกคนคิดว่าเห็นตรงกัน กับดักที่ทำให้องค์กรไปไม่ถึงเป้าหมาย

งานวิจัย BCG พบว่ากว่า 70% ขององค์กรเปลี่ยนผ่านไม่สำเร็จ ต้นตออยู่ที่ทีมผู้บริหารที่ทำตัวเหมือนเห็นตรงกันทั้งที่ไม่เคยตกลงกันจริง บทความ HBR อธิบายสามสาเหตุของภาพลวงนี้ พร้อมห้าขั้...

Responsive image

ถอดโมเดลจุฬาฯ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น Sandbox เปิดพื้นที่ให้นิสิตสร้าง Startup

ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่แค่สถานที่เรียนจบเพื่อเอาใบปริญญา แต่กำลังกลายเป็นสนามซ้อมให้ได้ลองทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่...

Responsive image

5Tสูตรระดมทุนจากสตาร์ตอัปไทย VisionLab ที่คว้าเงินกว่า 6 ล้าน USD จาก Silicon Valley

เงินทุนกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐอาจเป็นรอบระดมทุนขนาดใหญ่ในสายตาสตาร์ทอัพไทย ทว่าใน Silicon Valley ตัวเลขนี้ยังถือเป็นเพียงรอบเล็ก ๆ สำหรับ ธนชาติ (เจมส์) คุจารีวณิช ผู้ร่วมก่อตั้งแล...