รู้จัก Micro-Shift โมเดลงานแห่งอนาคต ทำงานแบบกะสั้น ตามสไตล์ของตัวเอง

ปี 2025 กลายเป็นปีที่คำว่า Micro กลับมาฮิตอีกครั้ง ตั้งแต่การพักสั้นๆ แบบ micro-break ไปจนถึงแนวคิด micro-learning ที่เน้นเรียนรู้ทีละนิด แต่สม่ำเสมอ และตอนนี้แนวคิดใหม่ที่กำลังจุดกระแสแรงในโลกการทำงานก็คือ Micro-Shift

เทรนด์นี้เริ่มต้นโดย Gen Z พวกเขากำลังนิยามรูปแบบการทำงานใหม่ กะงานที่สั้นลง แต่ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากขึ้น

Micro-Shift คืออะไร ?

พูดง่าย ๆ Micro-Shift คือการแบ่งเวลาทำงานให้สั้นลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่ต้องทำงานยาววันละ 8 ชั่วโมง ก็กลายเป็นการทำงานช่วงสั้น ๆ ที่เหมาะกับจังหวะชีวิตของแต่ละคน เช่น คนที่ต้องดูแลลูกเล็กอาจทำงานแค่ช่วงเช้า, นักศึกษาทำงานพาร์ตไทม์ช่วงบ่าย, หรือฟรีแลนซ์เลือกทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน แล้วไปทำโปรเจกต์อื่นต่อ

มันไม่ใช่การทำงานน้อยลง แต่คือการทำงานให้เหมาะกับชีวิตมากขึ้น รายงานจากบริษัท Deputy ในชื่อ The Big Shift: U.S. 2025 พบว่า กว่า 51.5% ของแรงงานแบบ Micro Shift เป็นคนรุ่น Gen Z และคนกลุ่มนี้กว่า 63% มองว่าเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ช่วยให้งานง่ายขึ้น ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอย่างที่หลายคนคิด

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ Micro-Shift ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น เพราะหลายคนต้องลาออกจากงานประจำเพื่อดูแลลูกหรือผู้สูงอายุในบ้าน การมีระบบที่ยืดหยุ่นแบบนี้ช่วยให้พวกเธอสามารถกลับมาทำงานได้ โดยไม่ต้องทิ้งภาระส่วนตัว

ข้อมูลจาก Deputy ระบุว่า 68% ของผู้หญิง Gen Z และ 25% ของ Millennials ทำงานมากกว่าหนึ่งอาชีพ เทรนด์นี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงสามารถอยู่ในระบบแรงงานได้ต่อไป

ทำไม Micro-Shift ถึงมาแรงในปี 2025

1. เพราะเศรษฐกิจบีบให้คนต้องยืดหยุ่น

ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่ไม่พอทำให้หลายคนต้องทำมากกว่าหนึ่งอาชีพ การมีกะสั้นๆ ทำให้พวกเขาหมุนเวลาไปทำงานอื่นได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไป ข้อมูลจาก Deputy ระบุว่า 1 ใน 5 ของแรงงานในระบบมีงานมากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งแปลว่าความยืดหยุ่นคือสิ่งจำเป็น

2. เพราะเทคโนโลยีทำให้จัดตารางงานง่ายขึ้น

AI เข้ามาช่วยจัดตารางงานแบบอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจสามารถเลือกเวลาให้พนักงานแต่ละคนได้ตรงกับชีวิตจริงมากขึ้น เช่น บางคนสะดวกทำงานตอนบ่าย บางคนอยากทำเช้า ธุรกิจก็สามารถปรับได้ทันที ผลวิจัยชี้ว่า 45% ของพนักงานรู้สึกว่าชีวิตสมดุลขึ้นเพราะ AI ช่วยจัดตาราง และ 82% ของบริษัทใหญ่ในค้าปลีกและโลจิสติกส์ ใช้ระบบนี้อยู่แล้ว

3. เพราะโลกยังต้องการงานที่มีมนุษย์อยู่ในนั้น

ถึงเทคโนโลยีจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายงานก็ยังต้องการความใส่ใจจากคนจริง เช่น งานบริการ ร้านอาหาร โรงแรม หรือการดูแลสุขภาพ พอมีระบบ Micro-Shift เข้ามา ธุรกิจเหล่านี้ก็สามารถหมุนเวียนพนักงานได้ตลอดเวลา โดยที่คุณภาพของงานไม่ลดลง

Silvija Martincevic ซีอีโอของ Deputy บอกว่า Micro-Shift ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนผ่านของยุคแรงงานที่จะขยายไปทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ Gen Z, Gen Alpha ไปจนถึง Baby Boomers ที่เริ่มมองหาวิธีทำงานที่เหมาะกับสุขภาพและชีวิตมากขึ้น 

เธอยังคาดว่า หากเทรนด์นี้ขยายตัวต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มแรงงานเข้าสู่ระบบได้ถึง 5–10% หรือราว 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

อ้างอิง: forbes

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อโลกปิดกั้น และ Trust กลายเป็นสกุลเงินที่แพงที่สุด

สรุป 11 ประเด็นสำคัญจาก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อประชากร 70% เลือกปิดกั้นตัวเอง (Insularity) และช่องว่างความเชื่อใจระหว่างคนรวย-คนจนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ธุรกิจจะรับมืออ...

Responsive image

รวม 6 พอดแคสต์ด้านสุขภาพ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สุดแปลก สู่จิตวิทยายุค AI Chatbot ที่ฟังสนุก เชื่อถือได้

แนะนำ 6 พอดแคสต์การแพทย์น่าฟัง คัดสรรโดย NYT ครอบคลุมเรื่องระบาดวิทยา สุขภาพจิต ประวัติศาสตร์การรักษา และเบื้องหลังห้องฉุกเฉิน ช่วยคุณรู้ทันโรคและระบบสุขภาพในยุค AI และ Misinformat...

Responsive image

เมื่ออนาคตของ AI แลกมาด้วยภาวะสมองฝ่อ และ การสูญสิ้นความเป็นส่วนตัว? ความย้อนแย้งทางจริยธรรมของ AI บทเรียนสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนบนเวที WEF

ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัย "ภาวะสมองฝ่อ" จากการใช้ AI และความเสี่ยงของ AI Agents ที่อาจเจาะลึกข้อมูลส่วนตัวยิ่งกว่าที่เคย พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานกฎหมายที่หละหลวม...