ส่องวิธีคิดแบบ นิธิฟู้ดส์ หา The New ROI อย่างไรให้เจอโอกาสในวิกฤต จนยอดขายทะลุ 500 ล้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ภาพจำของมื้ออาหารในอดีตของหลายคน คือกับข้าวฝีมืออาม่าและการจ่ายตลาดทุกเช้า แต่ตัดภาพมาที่ปี 2025 โต๊ะอาหารของเราเปลี่ยนไป อาหารเดลิเวอรี่กลายเป็นมื้อปกติ ออกไปจ่ายตลาดนาน ๆ ครั้ง  

นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ แต่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก

บนเวที FoodX Forum 2025 คุณสมิต ทวีเลิศนิธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด และอุปนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ได้ขึ้นมาแชร์ Insight แบบ Eclusive ถึงเบื้องหลังการเติบโต 30% สู่ยอดขาย 500 ล้านบาทท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ 

กุญแจสำคัญไม่ใช่แค่การทำอาหารให้อร่อย แต่คือการเข้าใจและปรับตัวหา The New ROI

นิธิฟู้ดส์ (Nithi Foods) คือใคร ?

นิธิฟู้ดส์ คือชื่อที่วงการอุตสาหกรรมอาหารรู้จักกันดีในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติที่คุณคุ้นเคยในขนมถุงโปรด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือแม้แต่เมนูเด็ดในร้านอาหารเชนดัง เบื้องหลังความอร่อยเหล่านั้นอาจมาจากฝีมือการปรุงของพวกเขา

บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 ณ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตเครื่องเทศแปรรูปคุณภาพสูง เช่น กระเทียมผง, พริกไทยป่น เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนจะยกระดับตัวเองสู่การเป็น Flavor Solution Provider ที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมผงปรุงรส ซอส และน้ำพริก รวมทั้งยังมีการพัฒนาสูตรอาหารให้กับลูกค้ากลุ่มขนมปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ร้านอาหารที่มีสาขาเยอะ และรับผลิตสินค้าแบรนด์ (OEM) ให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ

ความน่าสนใจคือ ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังทรงตัว นิธิฟู้ดส์กลับสร้างการเติบโตได้ถึง 30% ในปีที่ผ่านมา และกำลังมุ่งสู่ยอดขาย 500 ล้านบาท ที่สำคัญคือตัวเลขการส่งออกที่พุ่งแบบก้าวกระโดด จากปีละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เมื่อ 2 ปีก่อน สู่ 63 ตู้คอนเทนเนอร์ในปีนี้

เบื้องหลังที่ทำให้พวกเขาเติบโตสวนกระแสโลก เกิดจากการปรับตัวหน้างานอย่างจริงจัง จนตกผลึกลายเป็นกลยุทธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งก็คือ The New ROI 

3 ความท้าทายโลก โจทย์หินที่บีบให้ต้องปรับตัว

แต่ก่อนที่จะไปถึงสิ่งที่เรียกว่า The New ROI ก่อนอื่นเราต้องมาเข้าใจก่อนว่าทำไมโต๊ะอาหาร หรือธุรกิจในทุกวันนี้ถึงเปลี่ยนไปจนเรารู้สึกได้ ซึ่งคุณสมิตบอกว่ามีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญ ได้แก่

1.Trade Wars (สงครามการค้า)

ศึกช้างชนช้างระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้นโยบาย De-Risking (ลดความเสี่ยง) กลายเป็นวาระระดับโลก การที่จีนโดนกำแพงภาษีสูงถึง 145% ในขณะที่ไทยโดนเพียง 19% ทำให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ เริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อเลี่ยงเจ็บตัว ซึ่งโรงงานของประเทศไทยก็นับว่ามีโอกาสมากทีเดียว

2.Economic Slowdown (เศรษฐกิจฝืด) 

ตอนนี้ทั่วโลกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว (ยกเว้นกลุ่ม Tech ในสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับ AI) ทำให้กำลังซื้อหดหาย ห้างสรรพสินค้าและคู่ค้าต่างกดดันเรื่องราคา ผู้ผลิตจึงต้องแบกรับต้นทุน และหาทางรอดในวันที่มาร์จิ้นบางลง

3.Ultra Processed Foods 

กระแสความตื่นตัวเรื่องสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มหลีกเลี่ยงสินค้าประเภทอาหารแปรรูปสูง นับเป็นความท้าทายใหญ่ของกระบวนการผลิตอาหารยุคใหม่

The New ROI ปรับตัวเพื่ออยู่รอด

จากประสบการณ์ที่นิธิฟู้ดส์ได้ลงมือทำ และฝ่าฝันอุปสรรคต่าง ๆ มาแล้ว คุณสมิตจึงนิยามความหมายใหม่ของ ROI ที่ไม่ใช่ Return on Investment แต่คือ 3 เสาหลักที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ นั่นคือ

R-Resilience ความยืดหยุ่น ความใจสู้ ฝ่าฟัน ปรับตัวจากอุปสรรค 

ในมุมมองของคุณสมิต Resilience ไม่ใช่แค่ความใจสู้ แต่คือความยืดหยุ่นที่จะปรับตัวตามกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะในยุค Trade War ที่มีกำแพงภาษีเป็นเดิมพัน

โดยยกตัวอย่างว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้เกิดช่องว่างมหาศาล หากผลิตสินค้าในจีนส่งไปสหรัฐฯ อาจเจอภาษีสูงถึง 145% แต่ถ้าผลิตในไทยจะเจอเพียง 19% นี่คือโอกาสทองของไทย แต่ก็มีความเสี่ยงที่สินค้าจากที่อื่นจะไหลทะลักมาสวมสิทธิ์ส่งออกผ่านไทย

สหรัฐฯ จึงต้องตรวจสอบเข้มข้นผ่านเกณฑ์ต่าง ๆ การกำหนดส่วนมูลค่าวัตถุดิบในภูมิภาค เพื่อเช็คว่าสินค้านั้นผลิตและมีมูลค่าเกิดขึ้นในไทยจริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์ (เช่น 40%, 50% หรือ 60%) ซึ่งเป็นกฎเหล็กที่ผู้ส่งออกต้องแม่นยำ 

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกจะต้องออกแบบผลิตภัณฑ์และซัพพลายเชนเพื่อห้ได้รับประโยชน์ หรือลดภาระด้านภาษีให้ได้มากที่สุด เพราะเม็ดเงินที่ไม่ต้องจ่ายอาการ สุดท้ายจะกลายเป็นกำไรให้กับธุรกิจ 

ซึ่งทางนิธิฟู้ดส์ก็เตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้อย่างดี พวกเขาเริ่มวางแผนร่วมกับลูกค้าร้านอาหารในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปลายปี 2024 เพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีน เมื่อกำแพงภาษียุคทรัมป์เกิดขึ้น ลูกค้ารายนี้จึงรอดตัวจาก Trade War เพราะได้กระจายความเสี่ยงมาที่ประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ทำให้นิธิฟู้ดส์ส่งออกซอสไปได้ถึง 26 ตู้ หรือคิดเป็นปริมาณมากกว่า 500 ตัน

O - Optimize ทำให้พอดี เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อหดหาย การบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่า และการทำสินค้าให้ ‘พอดี’ คือหัวใจสำคัญ โดยคุณสมิตยกตัวอย่างไว้ดังนี้

ในอดีตแบรนด์ดังอาจทุ่มต้นทุนกว่า 30% ไปกับการอัดโฆษณา แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตยุคใหม่ (เช่น ALDI หรือ Trader Joe’s) กลับคิดต่างออกไป พวกเขาต้องการสร้างความแตกต่างด้วยสินค้า Private Label จึงหันมาจ้างผู้ผลิตโดยตรง แล้วโยกงบการตลาด 30% ก้อนนั้นมาทุ่มให้กับคุณภาพสินค้า ความอร่อย และบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกแทน เพื่อให้ลูกค้าได้ของดีที่จับต้องได้ ผ่านการผลิตสินค้าแบบ OEM

OEM หมายถึงการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ลูกค้า ในตลาดที่มีค่าแรงผลิตสูง OEM (โดยเฉพาะ OEM ไทย) จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้มาก คุณสมิตอธิบายว่า มันคือกลยุทธ์ที่เรียกว่า Divide & Conqure หรือแบ่งกันตี ช่วยกันรุก เป็นการจับมือกันระหว่างผู้ขาย และโรงงานผลิต เพื่อแก้จุดอ่อนของกันและกันในการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ท่ามกลางเทรนด์ที่เปลี่ยนอยู่เสมอ

ข้อได้เปรียบที่สุดของโมเดลนี้คือ ‘ความเร็ว’ เพราะซูเปอร์มาร์เก็ต สามารถทดลองเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุนโฆษณาที่ต้องแบบรับ หากขายดีก็ไปต่อ หากไม่เวิร์คก็แค่หยุดขายแล้วแก้ใหม่ ต่างจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ขยับตัวช้ากว่ามาก (Speed of Innovation ต่ำ) เพราะกว่าจะออกสินค้าแต่ละตัว ต้องผ่านการวิจัยและลงเงินค่าโฆษณาไปมหาศาล ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงลองอะไรใหม่ๆ

ในเคสของนิธิฟู้ดส์ ได้รับโจทย์ผลิต ‘พืชผัก ทอดและบรรจุซอง’ สำหรับโรยสลัดและเบอร์เกอร์ ส่งออกไปสหรัฐฯ โดยมีการเข้าไปส่งเสริมการเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกรในเชียงใหม่และเชียงราย แปรรูปและส่งออกไปแล้วกว่า 30 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือทะลุ 1 ล้านซอง เป็นโมเดลที่ Win-Win ตลอดทั้งซัพพลายเชน

I - Integrity ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ในยุคที่ผู้บริโภคอ่านฉลาก

เมื่อผู้บริโภคตื่นตัวกับกระแส Ultra Processed Food (UPF) สิ่งที่พวกเขามองหาบนฉลากคือ INS (International Numbering System) ซึ่งเป็นการระบุว่าอาหารนี้ใส่อะไรบ้าง ซึ่งคุณสมิตก็อธิบายว่า 'ความซื่อสัตย์' คือสิ่งที่ผู้ผลิตต้องยึดถือไว้ 

หลายคนเห็นเลข INS (หรือที่ยุโรป/อเมริกาเรียกว่า E-Number) แล้วนึกว่าเป็นสารเคมีอันตราย แต่จริง ๆ แล้วมันคือระบบที่คล้ายกับทะเบียนราษฎร์ของฝั่งอาหาร ที่ทั่วโลกตกลงใช้ร่วมกัน เพื่อระบุว่าสารตัวนี้คืออะไร ถ้าไม่มีเลขพวกนี้ เราอาจจะสับสนชื่อทางเคมีที่ยาวเหยียด 

คุณสมิตมองว่า Food Additive หรือวัตถุเจือปนอาหาร คือ นวัตกรรมซื้อเวลา ที่ช่วยยืดอายุอาหารและคงรสชาติ ถ้าโลกนี้ไม่มีสารพวกนี้ เราอาจต้องย้อนเวลากลับไปยุคที่ต้องจ่ายตลาดทุกเช้า ทำกินมื้อต่อมื้อ เพราะอาหารจะเก็บข้ามวันไม่ได้เลย

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Food Additive และ INS คือเครื่องมือ ผู้ผลิตต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า ซึ่งคุณสมิตมองเทรนด์เรื่อง INS เป็นสองขั้วใหญ่ ๆ คือ

สินค้าแบบขายตรงสู่ผู้บริโภค

สำหรับสินค้าขายตรงสู่ผู้บริโภค ตอนนี้มีเทรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า Clean Label ซึ่งลูกค้ายอมจ่ายแพงแลกกับความสบายใจ เพื่อเลือกอาหารที่ปราศจากส่วนประกอบ Food Additive 

ดังนั้นผู้ผลิตต้องแก้โจทย์ด้วยการปรับตัว ใช้เทคนิคการผลิตอื่น ๆ เพื่อเลี่ยงการใช้ Food Additive ให้ได้ตามรายการที่กำหนด รวมทั้งจะต้องสื่อสารให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

สินค้าแบบ B2B

ร้านอาหารหรือโรงงานที่เน้นเรื่องการคุมต้นทุนและการแข่งขัน ยังจำเป็นต้องใช้ สี กลิ่น หรือสารคงตัว เพื่อให้อาหารน่าทานและราคาจับต้องได้ ซึ่งเมื่อลูกค้ามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ตามมาคือร้านค้าต้องสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้าให้ได้

คุณสมิตอธิบายต่อว่า ผู้ผลิตจะต้องใส่ใจ และเลือกใช้ Food Additive ตามโควต้าที่กฎหมายกำหนด หากสารเหล่านี้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็ปลอดภัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากเกิดการใส่เกินพิกัด หรือจงใจไม่เขียนลงบนฉลาก ก็จะทำให้ร่างกายของผู้บริโภคเกิดความไม่สบาย (เช่น คันคอ ลิ้นชา) 

ดังนั้น เกราะป้องกันเดียวของผู้บริโภคคือการตรวจสอบสินค้าจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน ซื่อสัตย์ และจริงใจต่อผู้บริโภค ผ่านมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น BRCGS, IFS, FSSC22000, ISO22000, HACCP ส่วนทางฝั่งผู้ผลิตเองก็ควรปฏิบัติตามความคาดหวังของลูกค้า 

ซึ่งในเคสของนิธิฟู้ดส์ เน้นเรื่องความจริงใจและความซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก โดยจะเลือกใช้ Food Additive ให้เหมาะสมกับอาหาร และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะเชื่อว่าผู้ผลิตอาหารที่ดี ไม่มีใครอยากทำอะไรแปลก ๆ ให้ผู้บริโภคเกิดอันตราย และต้องระบุสารที่ใช้ลงบนฉลากให้ครบถ้วนเพื่อสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

คุณสมิตกล่าวสรุปว่า เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่ ‘โต๊ะอาหาร’ ที่เปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายเหล่านี้อาจดูเหมือนพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำใส่ผู้ประกอบการ แต่ในมุมมองของคุณสมิต นี่คือบททดสอบที่ผู้นำองค์กรต้องใช้ Resilience ยืนหยัดให้เหมือนต้นไม้ที่รากฐานแข็งแรง พร้อมที่จะหยิบจับ ปรับเปลี่ยน และกล้าทิ้งสิ่งเดิมที่ไม่เวิร์ค เพื่อเติบโตต่อไป

ในสนามการแข่งขันยุคใหม่ ใครที่ชนะใจผู้บริโภคได้ 'ดีกว่า เร็วกว่า และประหยัดกว่า' ย่อมเป็นผู้ชนะ แต่เหนือสิ่งอื่นใด Integrity หรือความจริงใจ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด

คุณสมิตทิ้งท้ายด้วย Insight ที่น่าภูมิใจสำหรับคนไทยว่า จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกับคู่ค้าระดับโลก ลูกค้าต่างชาติไม่ได้เลือกโรงงานจากประเทศไทยเพียงเพราะเรา 'ราคาถูกที่สุด' แต่พวกเขาเลือกเพราะ 'ความเชื่อมั่น'

วันนี้ความรับผิดชอบได้ถูกส่งต่อมาถึงมือของผู้ประกอบการรุ่นปัจจุบันแล้ว อยู่ที่ว่าพวกเราจะรักษามาตรฐานและชื่อเสียงนี้ให้คงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ? ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องค้นหา The New ROI ของตนเองให้เจอ และใช้เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางเพื่อพาธุรกิจปักธงสู่ตลาดโลกต่อไป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ภาพความทรงจำอันล้ำค่า อาจถูกขโมยไปเป็น ‘Deadbots’? เจาะลึกความเสี่ยงเรื่องความเป็นส่วนตัว เมื่อรูปคนรักอาจถูก AI นำไปฝึกโดยพลการ

เจาะลึก Digital Afterlife เมื่อ AI ช่วยปลุกชีพคนรักที่จากไป บทวิเคราะห์จาก SCB DataX เผยเหรียญสองด้านของการเยียวยาใจ กับความเสี่ยงเรื่อง Deadbots และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่คุณอ...

Responsive image

AQ คืออะไร? เมื่อ IQ และ EQ อาจไม่พอในโลกผันผวน ทำความรู้จักทักษะการปรับตัวแห่งยุค และวิธีพัฒนา AQ ของคนทั้ง 4 แบบ

เมื่อ IQ และ EQ ไม่พอในโลกที่เปลี่ยนทุกไตรมาส รู้จัก AQ (Agility Quotient) ทักษะการปรับตัวแห่งยุค พร้อมสำรวจ 4 ประเภทของคนเมื่อเผชิญความไม่แน่นอน และวิธีพัฒนา AQ ให้เติบโตได้ท่ามกล...

Responsive image

เมื่อความรักปราศจากกายหยาบ 13 ปีจากภาพยนตร์ ‘Her’ สู่ปรากฏการณ์ความเหงาของปัจจุบัน ในยุคที่ AI ครองความรู้สึกผู้ใช้งาน

13 ปีจากภาพยนตร์ Her สู่ความจริงในปี 2026 ปรากฏการณ์ตกหลุมรัก AI Companion ผลกระทบทางจิตใจอย่าง AI Psychosis และบทเรียนจากคดี Character.AI เมื่อเทคโนโลยีแทนที่ความอบอุ่นของมนุษย์ ว...