
หัวหน้าหลายคนยังติดภาพว่าการคุมเข้ม สั่งงานเป๊ะ ๆ และคอยจี้ตัวเลขจะทำให้ผลงานออกมาดี แต่ Dan Cable นักจิตวิทยาจาก London Business School บอกเลยว่าวิธีนี้ตกยุคไปแล้ว แถมเผลอๆ จะทำให้ผลลัพธ์แย่ลงด้วยซ้ำ
เขาบอกตรง ๆ ว่าต่อให้คุณจะเป็นหัวหน้ามานานแค่ไหนหรือกว่าจะได้ตำแหน่งมาจะเหนื่อยขนาดไหน แต่ถ้าคุณไม่สามารถดึงศักยภาพคนในทีมออกมาได้ สุดท้ายคุณก็เป็นแค่ต้นทุนที่บริษัทต้องจ่าย
อำนาจเปลี่ยนคนเป็นหัวหน้าได้มากกว่าที่เราคิด มีนักจิตวิทยาอีกท่านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้ พบว่าพอคนเรามีอำนาจก็มักจะไปโฟกัสแต่เรื่องผลลัพธ์และพยายามคุมทุกอย่างจนเผลอมองคนในทีมเป็นแค่ ‘เครื่องมือ’ ปั่นยอดให้เข้าเป้า
พอหัวหน้าเป็นแบบนี้ ลูกทีมก็เลยทำงานด้วยความกลัวไปหมด ทั้งกลัวยอดไม่ถึง กลัวชวดโบนัส กลัวทำพลาด ยิ่งกลัวก็ยิ่งไม่มีความสุขกับงาน และส่งผลให้ไม่อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะรู้สึกว่าถ้าลองแล้วพลาดขึ้นมาก็โดนตำหนิอยู่ดี
นักจิตวิทยายกตัวอย่างบริษัทแห่งหนึ่งในอังกฤษ ที่หัวหน้าจะเรียกพนักงานขับรถมาคุยทุกสัปดาห์ แล้วเอาแต่ข้อมูลมาไล่บี้ข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียนทีละข้อ ทั้งที่คนขับหลายคนทำงานมานานเป็นสิบ ๆ ปี พอเจอแบบนี้บ่อยเข้าก็เริ่มหมดใจและเอือมระอา
ทางแก้ของเรื่องนี้คือ หัวหน้าต้องทำให้ลูกทีมรู้สึกว่างานของพวกเขามีคุณค่าและมีไฟในการทำงาน จนอยากทุ่มเทความสามารถทั้งหมดที่มีออกมา ซึ่งวิธีที่เวิร์กที่สุดก็คือการปรับบทบาทตัวเองไปเป็นหัวหน้าแบบ ‘Servant Leader’ หรือผู้นำที่เน้นคอยซัพพอร์ตทีมนั่นเอง
คำว่า Servant Leader หมายถึงหัวหน้าที่มองว่าหน้าที่หลักของตัวเองคือการคอยซัพพอร์ตให้ลูกทีมได้เรียนรู้และเติบโต ทั้งการช่วยแก้ปัญหา หาเครื่องมือมาอำนวยความสะดวก ไปจนถึงการดูแลเรื่องจิตใจ คอยให้กำลังใจและยกเครดิตให้เมื่อลูกทีมทำผลงานได้ดี
หัวหน้าสไตล์นี้จะไม่ถือยศถืออย่าง เขายอมรับได้สบาย ๆ ว่าลูกน้องอาจจะเชี่ยวชาญกว่าในบางเรื่อง เลยมักจะเปิดใจถามหาไอเดียจากทีมจริง ๆ ไม่ใช่แค่ถามพอเป็นพิธี ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยทั้งความกล้าและความถ่อมตัวค่อนข้างสูง
แต่ความถ่อมตัวที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นหัวหน้าที่ขาดความมั่นใจหรือยอมลูกน้องไปทุกเรื่อง เพราะเป้าหมายจริง ๆ ของผู้นำสไตล์นี้ คือการผลักดันให้ลูกทีมรู้สึกเป็นเจ้าของงาน กล้าคิด กล้าตัดสินใจ รับผิดชอบมากขึ้น และกล้าเอาไอเดียของตัวเองมาลองทำจริงต่างหาก
แทนที่จะสั่งว่าต้องปรับปรุงอะไร ลองเปลี่ยนมาถามว่าหัวหน้าจะช่วยซัปพอร์ตอะไรได้บ้าง
ตัวอย่างเช่น บริษัทส่งของในอังกฤษที่เปลี่ยนจากการประชุมเพื่อตำหนิข้อผิดพลาด มาเป็นการถามคนขับรถทุกสัปดาห์ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น แม้ช่วงแรกพนักงานจะยังไม่ไว้ใจ แต่เมื่อผู้จัดการถามอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็เริ่มเสนอไอเดียใหม่ ๆ ที่นำไปใช้ได้จริงและการเปิดใจคุยกันยังทำให้ผู้จัดการพบว่าความผิดพลาดบางอย่างที่เคยตำหนิ แท้จริงแล้วคือวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนขับคิดขึ้นเพื่อให้ส่งของทันเวลา
จึงสรุปได้ว่าคนทำหน้างานมักรู้วิธีจัดการงานดีที่สุด หากหัวหน้ารับฟังและเปิดโอกาสให้ทดลองวิธีใหม่ ๆ พนักงานก็จะทุ่มเทและรับผิดชอบกับงานมากขึ้นเอง
บางครั้งการช่วยเหลือที่ดีที่สุดจากหัวหน้า คือการสร้างบรรยากาศให้ลูกทีมรู้สึกว่า "ลองแล้วพลาดก็ไม่เป็นไร" เพื่อให้พวกเขากล้าที่จะคิดนอกกรอบ
เมื่อหัวหน้าลดช่องว่าง เข้าหาพนักงานอย่างเป็นกันเอง และรับฟังความต้องการจากหน้างานจริง ๆ ลูกทีมจะกล้าเสนอไอเดียที่เป็นประโยชน์ ตั้งแต่การขอซัปพอร์ตเรื่องระบบและอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงไอเดียใหญ่ ๆ ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้บริษัทอย่างมหาศาล ซึ่งบ่อยครั้งสิ่งเหล่านี้คือมุมมองและทางออกที่หัวหน้าเองก็อาจคิดไม่ถึงมาก่อน
หัวหน้าส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นคุณค่าของลูกทีม โดยเฉพาะพนักงานระดับล่าง แต่หัวหน้าที่ถ่อมตัว ให้เกียรติคน และถามว่าจะช่วยเขาได้ยังไง มักได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด นอกจากผลงานของบริษัทจะดีขึ้นแล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยามองว่าสำคัญยิ่งกว่า คือการที่หัวหน้าได้ปฏิบัติต่อลูกทีมในแบบที่คนดี ๆ คนหนึ่งพึงกระทำ
อ้างอิง: hbr
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด