สิงคโปร์ออกแผน ‘ช่วยเลี้ยงจนอายุ 17’ รัฐอัดฉีดเงินช่วย 1.8 ล้าน / ลูก 1 คน

หากลองถามคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ โตเกียว หรือสิงคโปร์ ว่า “ทำไมถึงยังไม่อยากมีลูก?” คำตอบที่ได้มักจะไม่พ้น 3 ประเด็นหลัก

เงินไม่พอ
ไม่มีเวลาเลี้ยง
และกังวลเรื่องอนาคตของเด็กในสังคมยุคดิจิทัล

วิกฤตนี้กำลังกัดกินโครงสร้างประชากรทั่วโลก และสิงคโปร์เองก็กำลังเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก เมื่ออัตรา Fertility Rate ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 (ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 อย่างมหาศาล) จนก้าวเข้าสู่ภาวะ Super-Aged Society หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามคือ เมื่อนโยบายแจกเงินขวัญถุงแบบเดิม ๆ ไม่ได้ผลอีกต่อไป รัฐบาลสิงคโปร์แก้เกมอย่างไร? คำตอบส่งผ่านแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ซึ่งสะท้อนการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเชิงโครงสร้าง ที่คนทำงานและคนสร้างครอบครัวทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ควรจับตามองอย่างยิ่ง

ปรับความคิดจากแจกเงินก้อน มาเป็นการปลดภาระทางการเงินระยะยาว

ในอดีต รัฐบาลหลายประเทศมักแก้ปัญหาคนไม่ยอมมีลูกด้วยการแจกเงินก้อนแรกเกิด หรือ Baby Bonus แต่ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ได้จบลงที่ห้องคลอด แต่อยู่ที่ค่าผ้าอ้อม ค่าเรียน ค่าศูนย์รับเลี้ยงเด็ก และค่าใช้จ่ายประจำวันตลอด 10-20 ปีข้างหน้า

สิงคโปร์จึงอัดฉีดแพ็กเกจสวัสดิการรวมมูลค่าเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.8 ล้านบาท) ต่อเด็กหนึ่งคน ยอดเงินนี้ไม่ได้แจกทีเดียว แต่ใช้วิธีอุดหนุนแบบกระจายตลอดช่วงอายุจนถึง 17 ปี

  • แจกเงินขวัญถุงแรกเกิด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายระยะแรกเริ่ม
  • คุมเพดานค่า Daycare เพราะนี่คือปัญหาใหญ่ของพ่อแม่ที่ต้องทำงานทั้งคู่ คือ ค่ารับเลี้ยงเด็กที่แพงลิบ รัฐบาลสิงคโปร์จึงเข้าไปอุดหนุนและกดค่าบริการสถานรับเลี้ยงเด็กแบบเต็มวันให้เหลือเพียงเดือนละ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4,000 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่คนทำงานระดับปฏิบัติการสามารถจ่ายได้โดยไม่ลำบาก

เมื่อสิทธิวันลาไม่ใช่เรื่องของพนักงานฝ่ายเดียว แต่รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้นายจ้าง

Pain Point ใหญ่ของมนุษย์เงินเดือนเมื่อมีลูก คือ เกรงใจที่ทำงาน การลาหยุดไปดูแลลูกป่วยบ่อย ๆ มักนำไปสู่ความเกรงใจเพื่อนร่วมงาน ความกังวลเรื่องการประเมินผลงาน หรือแม้กระทั่งการถูกเพ่งเล็งจากนายจ้าง

สิงคโปร์แก้ปัญหานี้ด้วยนโยบายที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย คือ

  • เพิ่มวันลาตามจำนวนลูก: พ่อแม่ที่ทำงานจะได้รับสิทธิวันลาดูแลบุตร 8 วันสำหรับลูก 1 คน (อายุไม่เกิน 12 ปี), 10 วันสำหรับลูก 2 คน และสูงสุด 12 วันสำหรับลูก 3 คนขึ้นไป นั่นหมายความว่า หากคู่สามีภรรยาทำงานทั้งคู่และมีลูก 3 คน พวกเขาจะมีวันลารวมกันถึง 24 วันต่อปี (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้เพียง 4 วัน)
  • รัฐบาลออกค่าใช้จ่ายแทนบริษัท: เพื่อไม่ให้บรรดาผู้ประกอบการและ SME รู้สึกว่าการรับคนมีลูกเข้าทำงานคือ ภาระ รัฐบาลสิงคโปร์จึงประกาศเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินชดเชยค่าแรงในวันลาตามกฎหมายเหล่านั้นแทนเอกชนทั้งหมด มาตรการนี้ช่วยลดอคติขององค์กรต่อพนักงานที่มีครอบครัวได้อย่างตรงจุด

ปลดล็อกวิกฤตที่อยู่อาศัย ให้คนมีลูก ได้สิทธิ์มีบ้านก่อนใคร

"ไม่มีบ้าน = ยังไม่แต่งงาน = ยังไม่มีลูก" สมการนี้เป็นจริงเสมอในเมืองใหญ่ รัฐบาลสิงคโปร์เข้าใจดีว่า การรอคอยบ้านพักของรัฐที่ใช้เวลานานหลายปี คืออุปสรรคสำคัญในการขยายครอบครัว

รัฐบาลจึงปรับเกณฑ์ให้ คู่รักที่มีลูก หรือกำลังจะมีลูก ได้รับสิทธิ Preferred Access ในการจับสลากเลือกซื้อบ้านอุดหนุนหลังแรกก่อนกลุ่มอื่น เพื่อให้ครอบครัวใหม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้เร็วขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับขยายเพดานรายได้ สำหรับผู้มีสิทธิ์ซื้อแฟลตของรัฐขึ้นเป็น 16,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4.4 แสนบาท/เดือน) เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มชนชั้นกลางที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูง แต่ยังไม่มากพอจะซื้อคอนโดเอกชนราคาแพง สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาสมเหตุสมผลได้เช่นกัน

รัฐบาลต้องปกป้องเด็กจาก Social Media ร่วมกับพ่อแม่

อีกหนึ่งความกังวลของพ่อแม่ยุคใหม่ คือการเติบโตขึ้นมาในโลกไซเบอร์ที่เต็มไปด้วยอันตราย ความรุนแรง และภาวะติดหน้าจอ รัฐบาลสิงคโปร์มองว่า การปล่อยให้พ่อแม่สู้กับอัลกอริทึมระดับโลกตามลำพังเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม

ระบบเดิมที่ปล่อยให้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram หรือ YouTube พึ่งพาการให้ผู้ใช้กดยืนยันอายุด้วยตนเอง นั้นไม่ได้ผลอีกต่อไป

สิงคโปร์จึงเตรียมเดินตามรอยออสเตรเลีย ด้วยการออกกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีต้องติดตั้งระบบย้อนเช็กอายุเด็กที่รัดกุมและเชื่อถือได้ และหากแพลตฟอร์มใดไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมพอ รัฐบาลพร้อมจะขยับเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการเข้าถึงขึ้นไปให้สูงกว่า 13 ปีทันที

สะท้อนกลับมามองไทย วัสดิการแบบไหนที่จะทำให้เรากล้ามีลูก?

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วเช่นกัน สวนทางกับค่าครองชีพ ค่าเทอม และราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้น

โมเดลของสิงคโปร์ดึงให้เราเห็นว่า การกระตุ้นให้คนอยากมีลูก ไม่สามารถทำได้ด้วยการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ หรือการแจกเงินเพียงเล็กน้อย แต่ต้องเกิดจากการรื้อโครงสร้างความยากในการใช้ชีวิตให้รอบด้าน

ถ้ารัฐบาลสามารถลดภาระค่าเลี้ยงดู ทำให้ที่อยู่อาศัยจับต้องได้ คุ้มครองสิทธิ์การลาของคนทำงานโดยไม่ทำร้ายนายจ้าง และช่วยดูแลความปลอดภัยในโลกออนไลน์ให้เด็กๆ ได้จริง... การมีลูกอาจไม่ใช่ความเสี่ยงทางทางการเงินของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

อ้างอิง: bloomberg

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘Relationslipping’ ภาวะความสัมพันธ์ในทีมหลุดจากกันจาก AI

รู้จัก 'Relationslipping' จากงานวิจัย BetterUp x Stanford ใน Harvard Business Review ทีมที่ถาม AI แทนเพื่อนร่วมงาน ประสานงานลดลง 22.3% ไว้ใจกันลดลง 21.9% พร้อมผลสำรวจ Miro และ 6 ทา...

Responsive image

เคยเป็น Founder ที่ดี แต่เป็น CEO ที่แย่ ถอดบทเรียนจาก Brian Chesky ที่พา Airbnb โตต่อได้ในช่วงวิกฤต

ในวันที่ Airbnb เข้าตลาดหุ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2020 แม้มูลค่าบริษัทจะพุ่งทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ Brian Chesky กลับเล่าว่า เช้าวันรุ่งขึ้นคือหนึ่งในช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวที่สุดใ...

Responsive image

วิกฤต ‘สมองลีบ’ กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก The Untrained Generation

ผลวิจัยชี้ ยิ่งพึ่ง AI ทักษะการคิดยิ่งลีบลง พาสำรวจวิกฤต Deskilling และ Automation Paradox ที่กำลังคุกคามคนทำงาน พร้อมวิธีติดตั้ง ‘ลู่วิ่งทางปัญญา’ ให้อยู่รอดในยุคดิจิทัล...