บทเรียนรักษาไฟในใจฉบับ Steve Jobs ความสำเร็จ ต้องเคยถูกวิจารณ์ อดทน ทำต่อ แม้วันที่ไม่มีใครชม

เวลาจะเริ่มต้นอะไรสักอย่าง คนชอบพูดว่า ต้องมี Passion
Steve Jobs ก็พูด แต่คำว่า Passion เขาหมายถึงอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป

Jobs บอกว่า Passion ของเขาคือ ต้องรักในสิ่งที่ทำจริง ๆ ต้องสนุกกับมัน และต้องทำมันได้ยาวนาน ไม่ใช่แค่ช่วงที่ทุกอย่างดี ไม่ใช่แค่วันที่มีคนปรบมือ แต่รวมถึงวันที่ไม่มีใครมอง วันที่งานน่าเบื่อ วันที่ทุกอย่างพังต่อหน้าต่อตา

ถ้าคุณไม่ได้รักมันจริง คุณจะเลิก นั่นคือสิ่งที่เขาเห็นมาตลอด คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มี passion แบบลุกโชนตลอดเวลา แต่พวกเขาอึดพอที่จะผ่านช่วงที่มันยากได้ ส่วนคนที่ไม่ได้รักจริง พอเจอแรงเสียดทาน ก็ถอย

ดังนั้น คำว่า Passion สำหรับ Jobs ไม่ได้กำลังพูดถึงไฟที่ลุกโชนเพียงชั่วข้ามคืน แต่เขากำลังพูดถึง ‘ความอึด’ ในการยืนระยะ

Passion ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือความอดทน

หลายคนเข้าใจผิดว่าความหลงใหลคือสภาวะที่เรามีหรือไม่มีมันติดตัวมาแต่เกิด แต่ในโลกของการทำงานจริง Passion คือการยอมตื่นขึ้นมาจัดการกับกองงานตรงหน้าในบ่ายวันพฤหัสบดีที่แสนจืดชืด ในวันที่ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีใครกดไลก์ แต่คุณยังเลือกที่จะทำมันต่อ

เขามองว่าการทำงานใหญ่หรือการทำธุรกิจ มันเหมือนเรากำลังวิ่งมาราธอนที่ไม่มีเส้นชัยชัดเจน ระหว่างทางคุณต้องเจอทั้งความน่าเบื่อ ปัญหาจุกจิก และวันที่อยากจะเลิกทำวันละหลาย ๆ รอบ Jobs เลยบอกว่า ถ้าคุณไม่ได้รักงานนั้นจริง ๆ คุณจะยอมแพ้แน่นอน เพราะคนปกติที่ไหนจะยอมทนกับความเหนื่อยสายตัวแทบขาดได้นานขนาดนั้น ถ้าใจมันไม่รัก

แต่ความพลาดของพวกเราส่วนใหญ่คือ เรามักแยกไม่ออกระหว่างความตั้งใจ กับความกดดัน เราชอบคิดไปเองว่า คนที่ตั้งใจทำงานคือคนที่ต้องยุ่งตลอดเวลา ต้องนั่งปั่นงานจนลืมกินข้าว หรือต้องเครียดหน้าดำคร่ำเครียด แต่จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่ Passion แต่มันคือการฝืน ซึ่งถ้าเราฝืนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไฟมันจะมอดและกลายเป็นอาการหมดไฟในที่สุด Jobs เลยพยายามบอกว่า เราต้องเหลือช่องว่างให้ตัวเองได้พัก ได้สนุก และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์บ้าง งานมันถึงจะเดินหน้าต่อได้ยาว ๆ

แล้วเราทนทำสิ่งเหล่านี้ไปตลอดรอดฝั่งได้ยังไง? เคล็ดลับของ Jobs คือให้มองไปที่ความรู้สึกของคน เขาไม่ได้สร้าง iPhone แค่เพราะอยากขายของ แต่เขาสนใจว่าคนใช้จะรู้สึกยังไงเมื่อได้ใช้มัน 

งานของเราก็เหมือนกันครับ ถ้าเรามัวแต่มองว่ามันคือหน้าที่ มันก็จะเป็นแค่ภาระที่หนักอึ้ง แต่ถ้าลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่า "งานที่เรากำลังง่วนอยู่เนี่ย มันไปช่วยให้ชีวิตใครดีขึ้นบ้าง?" พอเราเห็นคุณค่าตรงนี้ งานที่เคยดูน่าเบื่อจะเริ่มมีความหมายขึ้นมาทันที

สุดท้ายสิ่งที่ผู้นำต้องระวังคือ ความเครียดมันติดต่อกันได้ ถ้าหัวหน้าทำงานแบบอมทุกข์ ลูกน้องก็หมดไฟตามได้ง่าย ๆ ดังนั้นถ้าวันนี้คุณเริ่มรู้สึกไม่สนุก อย่าแค่ทนไปวัน ๆ แต่ให้ลองเปลี่ยนวิธีทำงาน หรือหาแง่มุมใหม่ ๆ ที่ทำให้ใจกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง

เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้างานมันไม่ดึงดูดให้เราแคร์อีกต่อไป ต่อให้คุณจะอึดแค่ไหน คุณก็ไปไม่ถึงฝันอยู่ดี

อ้างอิง: inc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

5 ทักษะแห่งอนาคตที่ CEO LinkedIn บอกว่าคุณต้องมี ถ้าไม่อยากให้ AI แย่งงานในปี 2026

โลกการทำงานตอนนี้โดน AI ป่วนไปหมด หลายคนเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ว่าตัวเองจะตกงานหรือโดนแย่งงานไหม แต่ Ryan Roslansky ซีอีโอของ LinkedIn ออกมาบอกว่าใจเย็นๆ ก่อน เพราะถึง AI จะเก่งแค่ไหน มน...

Responsive image

สรุปหน้าตา Layoff ไตรมาสแรก ชี้ AI เริ่มลงสนามแย่งงานเอง ทำสายเทคฯ ปลิว 52,000 ตำแหน่ง

เรามักจะได้ยินคำว่า ‘AI จะไม่แย่งงาน แต่คนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะแย่งงาน’ แต่จากข้อมูลล่าสุดในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าประโยคนี้อาจจะต้องถูกนำมาทบทวนใหม่...

Responsive image

197 วันบนอวกาศสอนอะไร ? เมื่อนักบินอวกาศ NASA มาเล่าทุกเรื่องที่คนบนโลกไม่เคยรู้ ตารางชีวิตแบ่งทุก 5 นาที นอนในห้องเท่าตู้โทรศัพท์ ตื่นมาเช็กอีเมลเหมือนคนบนโลก และเซลล์มะเร็งที่โตแบบ 3D ได้เฉพาะในอวกาศ

Serena Auñón-Chancellor คือนักบินอวกาศหญิงของ NASA ที่มีอีกสถานะเป็นทั้งแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์การบิน เธอใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) นานถึง 197 วัน ในภารกิจ Exp...