
สมองป๊อปคอร์น คือภาวะที่สมองเสพติดสิ่งกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้รู้สึกว่าโลกในชีวิตจริงมันน่าเบื่อและดึงความสนใจเราไม่ได้ หลายคนจึงเริ่มโฟกัสกับอะไรนานๆ ได้ยากขึ้น เพราะสมองคุ้นชินกับการเสพคอนเทนต์อยู่ตลอดเวลา แม้คำนี้จะเพิ่งได้รับความสนใจ แต่จริงๆ แล้วเรื่องที่สื่อมีผลกระทบต่อสมองไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนักวิทย์ได้ศึกษาเรื่องนี้กันมานานหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่ยุคภาพยนตร์ โทรทัศน์ จนมาถึงสมาร์ตโฟนในปัจจุบัน
มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการใช้โทรศัพท์มากเกินไปไม่ได้กระทบแค่สายตาหรือสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสมอง เช่น ถ้าใช้นานเกินไปอาจทำให้สมองจำข้อมูลไม่ดีเท่าเดิมและยังมีพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการเล่นโทรศัพท์ระหว่างเข้าห้องน้ำที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่นอกจากเรื่องสุขภาพกายแล้ว พฤติกรรมการติดโซเชียลแบบนี้อาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า 'สมองป๊อปคอร์น' หรือภาวะที่สมองเคยชินกับการได้รับสิ่งกระตุ้นตลอดเวลา
คำนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบว่าสมองของมนุษย์คุ้นเคยกับการรับข้อมูลไวๆ เปลี่ยนเรื่องเร็วๆ เหมือนเมล็ดข้าวโพดที่กำลังคั่วและค่อย ๆ แตกตัวขึ้นมาทีละเมล็ด ซึ่งเปรียบเหมือนกับการที่พอเราเล่นมือถือหรือไถฟีดโซเชียลบ่อยๆ สมองจะชินกับการถูกกระตุ้นตลอดเวลา พอกลับมาใช้ชีวิตปกติในโลกความเป็นจริงที่จังหวะมันช้ากว่า สมองก็เลยทนความน่าเบื่อไม่ได้
วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ว่า การที่เราเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ มันจะเข้าไปเปลี่ยนกลไกความสุขในสมอง ทำให้สมองหลั่ง ‘สารแห่งความสุข’ ออกมาน้อยลงตามธรรมชาติ แล้วหันไปเสพติดความสุขที่ได้ง่ายๆ จากการเล่นแอปต่างๆ แทน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงรู้สึกอยากหยิบมือถือขึ้นมาเล่นตลอดเวลามากกว่าการลุกไปใช้ชีวิต
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยยืนยันว่าคนที่เสพติดหน้าจอมากๆ โครงสร้างของสมองส่วนที่คอยควบคุมเรื่องสมาธิ ความจำและการคิดวิเคราะห์จะเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ซึ่งจะทำให้คนๆ นั้นกลายเป็นคนวอกแวกและหลุดโฟกัสได้ง่ายมาก
ยิ่งในเด็กหรือวัยรุ่นที่โตมากับโซเชียลมีเดีย สมองจะถูกฝึกให้ชอบอะไรที่ไวและมีความสุขแบบเร็ว ผลที่ตามมาคือพวกเขาจะไม่สามารถนั่งทำความเข้าใจอะไรที่ซับซ้อนได้นานๆ ซึ่งกระทบเรื่องการเรียนเต็มๆ นอกจากนี้การคุยกันผ่านจอมากเกินไปยังทำให้ทักษะการเข้าสังคมในชีวิตจริงแย่ลง แถมเสียงแจ้งเตือนที่เด้งอยู่ตลอดเวลาก็ทำให้คนเราเครียดและขี้กังวลขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าอาการสมองป๊อปคอร์นอาจไม่ใช่โรคถาวร แต่มันเป็นแค่ความเคยชินที่เราสามารถแก้ไขและฝึกสมองใหม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีง่ายๆ เริ่มจากการลองจำกัดเวลาการเล่นโทรศัพท์ให้เหลือแค่วันละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 20 นาที (ไม่รวมการใช้คุยเรื่องงานหรือเรื่องสำคัญ) ถ้ากลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหว ลองใช้โหมดตั้งเวลาจำกัดการใช้แอปที่มีอยู่ในมือถือมาเป็นตัวช่วยบังคับ
อีกวิธีที่ได้ผลดีคือ ปิดเสียงแจ้งเตือนแอปที่ไม่จำเป็นแล้ววางมือถือให้อยู่ห่างจากตัวไปเลย สำคัญที่สุดคือ ‘อย่าวางมือถือไว้ตรงหัวเตียง’ จะได้ตัดปัญหาการเผลอหยิบมาเล่นก่อนนอนและหลังตื่นนอนทันที แน่นอนว่าช่วงแรกมันอาจจะหงุดหงิดและขัดใจตัวเอง เพราะสมองเรากำลังเรียกร้องหาโทรศัพท์ แต่ถ้าเราเอาชนะความอยากเล่นได้ สมองและสมาธิของเราจะกลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิมแน่นอน
อ้างอิง: sciencing
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด