
กลางหุบเขาหิมะของดาวอส เมืองเล็ก ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ที่กลายเป็นเวทีใหญ่ของการถกเถียงอนาคตโลก ผู้คนในห้องประชุมหนึ่งของ World Economic Forum ปี 2026 นั่งนิ่งรอฟังบทสนทนาที่ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยหรือจีดีพี แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น เมื่อโค้ดสามารถแต่งเพลงได้ แล้ว “มนุษย์” ยังจำเป็นอยู่ตรงไหนในโลกของเสียงดนตรี?
เวทีเสวนาหัวข้อ "When Code and Creativity Collide" ดำเนินรายการโดย Juliet Mann จาก CGTN โดยมีวิทยากรระดับแม่เหล็กสองท่านที่เป็นตัวแทนจากสองขั้วความคิดในวงการดนตรีและเทคโนโลยีมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ Harvey Mason Jr. ซีอีโอของ The Recording Academy ผู้จัดงาน Grammy Awards ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของสถาบัน กฎระเบียบ และมาตรฐานอุตสาหกรรม และ will.i.am ศิลปินระดับโลกผู้ก่อตั้ง FYI.AI ที่สวมหมวกนักนวัตกรรม เป็นตัวแทนของฝั่งเทคโนโลยีล้ำยุคและวิสัยทัศน์แห่งอนาคต บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจรายละเอียดเชิงลึกของการถกเถียงที่สะท้อนให้เห็นว่าโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
เมื่อ Juliet ถาม Harvey ว่า “คุณกลัวแค่ไหนที่ AI จะกระทบกับดนตรีและความคิดสร้างสรรค์?” เขาหยุดคิดเล็กน้อยก่อนตอบอย่างซื่อตรงว่า เขา “กลัวนิดหน่อย แต่มองบวกมาก” เพราะสำหรับเขา ดนตรีไม่ใช่แค่ไฟล์เสียง แต่คือศิลปะที่เขาลงแรงฝึกฝนมาทั้งชีวิต เขายอมรับว่า AI มีพลังมหาศาล แต่นั่นยิ่งทำให้โลกต้องมี “รั้วป้องกัน” ชัดเจน ว่าศิลปินควรได้รับเครดิต การยินยอม และค่าตอบแทนที่เหมาะสมอย่างไร เมื่อเสียงของพวกเขาถูกนำไปใช้โดยเทคโนโลยีที่ไม่มีวันเหนื่อยล้า
ในขณะที่ Harvey พูดด้วยน้ำเสียงของผู้พิทักษ์ศิลปิน will.i.am กลับมองภาพใหญ่ในแบบของนักจินตนาการ เขามองว่าอุตสาหกรรมดนตรีทุกวันนี้กำลังใช้ “ซูเปอร์ทูล” อย่าง AI ไปกับสิ่งที่เล็กเกินไปเอาไว้เลียนแบบเพลงเดิม โครงสร้างเดิม ความสำเร็จเดิม ๆ เขาใช้คำแรงอย่าง “อาเจียนจินตนาการเดิม ๆ” เพื่อบอกว่าเรายังคิดไม่พ้นกรอบ ทั้งที่ทุกครั้งที่เทคโนโลยีใหม่ถือกำเนิด มันควรสร้างแนวเพลงใหม่ และ อุตสาหกรรมใหม่ ไม่ใช่แค่สำเนาของของเก่า และเขาเชื่อว่า AI ควรยืนเคียงข้างอุตสาหกรรมเดิมในฐานะ AI Industry ที่มีภาษาของตัวเอง
เมื่อการสนทนาไหลไปถึงคำถามว่า “อะไรจะเป็นของหายากที่สุด เมื่อ AI แต่งเพลงได้เอง” Harvey เชื่อว่า สิ่งนั้นคือ “รสนิยมและการตัดสินใจ” เขายกภาพของโปรดิวเซอร์อย่าง Quincy Jones ที่ไม่ใช่แค่คนต่อจิ๊กซอว์เสียงให้เป็นเพลง แต่คือผู้คัดเลือกและรวมไอเดียจากหลายแหล่งให้กลายเป็นผลงานที่คนทั้งโลกจดจำ ในวันที่ใคร ๆ ก็สามารถพิมพ์ข้อความแล้วได้เพลงกลับมาทันที คนที่รู้ว่า “อะไรควรอยู่ อะไรควรถูกตัดทิ้ง” จะยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม เขายังมองว่าการเข้าถึงเครื่องมือสร้างเพลงที่ง่ายขึ้นจะทำให้มีนักทำเพลงสมัครเล่นเพิ่มขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งขับเน้นความต่างระหว่างการให้ระบบสร้างเพลงกับศิลปินที่ใช้เครื่องมือเดียวกันทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน”
ในอีกฟากหนึ่งของบทสนทนา will.i.am ชวนทุกคนมองโลกที่ซับซ้อนกว่านั้น เขาพูดถึงยุคที่เรา “วิ่งตามอัลกอริทึม” เพื่อทำคลิปหรือเพลงให้ไวรัล ทั้งที่มนุษย์กำลังเดาสุ่มไปเรื่อย ๆ ว่าแพลตฟอร์มต้องการอะไร ในขณะที่ AI รุ่นถัดไปจะเข้าใจอัลกอริทึมแบบเรียลไทม์ รู้ทันว่าอะไรควรถูกส่งให้ใคร ในเวลาไหน และอย่างไร เขาเตือนว่าถ้าเกมยังเป็น “ใครทำตามอัลกอริทึมได้ดีกว่า” มนุษย์จะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง เพราะ AI จะสร้างคอนเทนต์ที่ถูกออกแบบเฉพาะบุคคลและเฉพาะกลุ่มได้พร้อม ๆ กันในระดับที่ไม่มีมนุษย์คนไหนตามทัน
แต่เขาก็ไม่เชื่อว่า AI จะชนะในทุกสนาม เพราะยังมีพื้นที่สำคัญที่ AI เข้าไม่ถึง นั่นคือ การแสดงสดของมนุษย์ การโต้ตอบกันในห้องเดียวกัน เสียงหัวเราะ การเล่นดนตรีที่ผิดคีย์เล็กน้อยแต่กลับทำให้คนทั้งฮอลล์ยิ้มได้ เขายกตัวอย่างกีฬาให้เห็นภาพอย่างเรียบง่าย เกมฟุตบอลที่คุณดูเมื่อคืน ต่อให้สนุกแค่ไหน คุณไม่ได้ย้อนกลับไปดูมันซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะคุณรู้ว่ามันถูกสร้างมาเพื่อเป็นโมเมนต์ครั้งเดียวแล้วจบ การแสดงสดและความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นแหละ คือความเป็นมนุษย์ที่ AI เลียนแบบไม่ได้
Harvey เสริมบนแนวคิดนี้ด้วยการกลับไปที่แก่นของดนตรี ความทรงจำและอารมณ์ เขาบอกว่าต่างจากกีฬา ดนตรีคือสิ่งที่เรา “อยากกลับไปฟังซ้ำ” เพื่อย้อนกลับไปยังช่วงเวลาและความรู้สึกเดิม เสียงเพลงที่แต่งมาจากชีวิตจริง ความเจ็บปวดจริง ความรักจริง จะยิ่งมีค่าในวันที่ผู้ฟังรู้ว่าอีกฟากหนึ่งของสมาร์ทโฟนคือ “เครื่องจักร” ไม่ใช่คน เขาเชื่อว่าในวันที่เพลงจาก AI มีอยู่เต็มไปหมดความจริงและความเป็นมนุษย์จะกลายเป็นพรีเมียมที่ผู้ฟังยินดีตามหาและให้คุณค่ามากขึ้น
จากนั้นบทสนทนาก็ค่อย ๆ ลึกลงไปในพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องศิลปินกับ AI แต่เป็นเรื่อง “มนุษย์กับข้อมูลของตัวเอง” เมื่อพูดถึงการโคลนเสียง การลอกสไตล์ และการสร้างเพลงจากข้อมูลส่วนบุคคล Juliet ถามตรง ๆ ว่าควรมีกติกาใหม่หรือไม่ Harvey ตอบชัดว่า “แน่นอน ต้องมี” เพื่อปกป้องสิทธิและรายได้ของคนทำงานสร้างสรรค์ เขาเล่าว่ากติกาของ Grammy เองก็ต้องถูกทบทวนทุกปี ในยุคที่เพลงซึ่งมีองค์ประกอบจาก AI เริ่มถูกส่งเข้าชิงรางวัล เพื่อให้แน่ใจว่ารางวัลยังถูกส่งมอบให้ “มนุษย์” ที่ลงแรงสร้างสรรค์ผลงานอยู่เบื้องหลัง
สำหรับ will.i.am นี่ไม่ใช่เรื่องของศิลปินอย่างเดียว เขาเชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นทนาย นักการเงิน ผู้ช่วย หรือคนธรรมดาทั่วไปจำเป็นต้องมี “ระบบเก็บข้อมูลตัวเอง” เขาเปรียบให้เห็นภาพว่า ในยุคหนึ่งเราไม่อาจจินตนาการการซื้อบ้านที่ไม่มีตู้เย็นหรือไม่มีระบบน้ำประปา แต่ในยุค AI เขาเชื่อว่าบ้านที่ไม่มี data center เล็ก ๆ สำหรับเก็บและรัน AI ส่วนตัว จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าอยู่ไม่ต่างกัน นี่ไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่เป็นเรื่องของอำนาจในการกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเอง เพราะถ้าเราไม่เป็นเจ้าของข้อมูลของเราเอง คนที่ทำนายอนาคตเราแทนก็จะเป็นบริษัทที่ครอบครองแพลตฟอร์มและโมเดลเหล่านั้น
หนึ่งในช่วงที่ชวนให้ทั้งห้องเงียบลง คือจังหวะที่ will.i.am พูดถึงอนาคตที่ AI แต่งเพลงจากระดับ “โมเลกุลและเซลล์” เขาวาดภาพวันที่ AI อย่าง AlphaFold ซึ่งเข้าใจโครงสร้างโปรตีน ถูกนำมาผสานกับ AI แต่งเพลงและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อสร้าง “ดนตรีจาก DNA ของเราเอง” เขาเชื่อว่าวันหนึ่งมนุษย์จะได้ยินเพลงที่สะท้อนจังหวะของเซลล์ หัวใจ และความไม่สมดุลในร่างกายของตัวเอง ดนตรีที่เป็นทั้งศิลปะและการแพทย์ เป็นทั้งความงามและการบำบัดไปพร้อมกัน ทำให้คำที่ว่า “Music is math” ขยายความไปไกลถึง “Music is organic” ด้วย
ในมุมของคนดนตรีอย่าง Harvey ภาพอนาคตแบบนั้นอาจฟังดูไกล แต่เขาก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า AI กำลังเก่งขึ้นอย่างรวดเร็วในสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเขตหวงห้ามของมนุษย์ มันสามารถแต่งเนื้อ ทำนอง โครงคอร์ด และรูปแบบโปรดักชันที่คนฟังจำนวนมากชอบได้แล้ว เพียงแต่ว่าเขาเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า “ความไม่สมบูรณ์แบบ ความผิดพลาด และเรื่องเล่าจากชีวิตจริงของเรา” คือสิ่งที่สะท้อนออกมาในดนตรี และทำให้เพลงของมนุษย์ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อวงเสวนาไหลไปถึงคำถามเรื่อง “ใครจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” จากการที่ AI ทำให้ต้นทุนการสร้างสรรค์ต่ำลง Harvey พูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ตอนนี้ยังไม่ใช่ศิลปิน” เขาหวังว่าอนาคตจะมีกฎหมายและมาตรการที่เปิดโอกาสให้คนที่มีเสียง มีใบหน้า มีชื่อ มีเรื่องราว สามารถกลายเป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจที่พวกเขาควบคุมได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบสตรีมมิงหรือแพลตฟอร์ม AI เก็บเกี่ยวส่วนใหญ่ไปเพียงฝ่ายเดียว
ช่วงท้ายของเซสชั่น Juliet ทิ้งคำถามง่าย ๆ แต่กินใจว่า “ในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า ‘ศิลปิน’ ในสายตาคุณจะหน้าตาเป็นอย่างไร?” Harvey ตอบว่า โลกคงมีศิลปินหลายแบบ ทั้งคนที่ยืนหยัดใช้เครื่องดนตรีแบบเดิม ทั้งศิลปินที่กอดเทคโนโลยีเต็มตัว และอาจมี “ศิลปินหุ่นยนต์” หรือแพลตฟอร์มที่สร้างเพลงได้เองโดยไม่ต้องสั่งการใด ๆ เขาหวังเพียงอย่างเดียวว่า มนุษย์จะไม่ยอมติดอยู่ในวงจรของ “การทำซ้ำความคิดเดิม ๆ” แต่จะใช้ AI เป็นบันไดไปสู่เสียงใหม่ ๆ เรื่องเล่าใหม่ ๆ ที่ AI เองก็ยังนึกไม่ถึง
ส่วน will.i.am ทิ้งคำสั้น ๆ แต่ทรงพลังไว้ให้ทั้งห้องคิดต่อ เขาบอกว่าท่ามกลางโลกที่บริษัทเทคโนโลยีถือครองเครื่องจักรที่ทำนายพฤติกรรมมนุษย์ได้ละเอียดกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง หน้าที่ของมนุษย์กลับกลายเป็นการ “ต้องกล้าไม่ให้ถูกคาดเดา” ใช้ AI ส่วนตัวช่วยคำนวณและคาดการณ์ แต่เลือกใช้ชีวิตจริงให้เกินกว่าสิ่งที่โมเดลคาดไว้เสมอ
บทสนทนากว่า 30 นาทีในดาวอสครั้งนี้ไม่ได้ทิ้งคำตอบตายตัวให้กับคนดนตรีหรือนักเทคโนโลยี แต่ทิ้งคำถามชุดใหม่แทน หากวันหนึ่งเพลงที่คุณฟังถูกเขียนขึ้นจากข้อมูลชีวภาพของคุณเอง แต่งโดยระบบที่เข้าใจอัลกอริทึมมากกว่าที่คุณเข้าใจตัวเอง สิ่งที่เรียกว่า “งานศิลป์” จะเป็นของใคร? และในโลกที่โค้ดสามารถสร้างท่วงทำนองได้ไม่รู้จบ คุณจะยังเลือกฟังเสียงที่สั่นออกมาจากหัวใจของมนุษย์อีกคนอยู่หรือไม่
อ้างอิง: ข้อมูลจากงาน World Economic Forum 2026 เซสชัน When Code and Creativity Collide
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด