‘เชื่อมโลกสู่อนาคตสีเขียว’ บนเวที Eco Expo Asia 2026 จีน ฮ่องกง และ UN ชี้ไม่มีประเทศไหน สามารถรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้ลำพัง

การพูดถึง ‘Connecting the World for a Sustainable Future’ มักพาเราไปสู่ภาพบูธเทคโนโลยีสีเขียวกับการจับคู่ธุรกิจในงานแสดงสินค้า ทว่า Huang Runqiu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน วางโจทย์ไว้กว้างกว่านั้น เพราะในมุมของ Huang Runqiu มนุษยชาติคือประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน และไม่มีประเทศใดเอาตัวรอดจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศได้เพียงลำพัง

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา บนเวทีพิธีต้อนรับงาน Eco Expo Asia ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม ที่ AsiaWorld-Expo ฮ่องกง ภายใต้ธีม ‘Connecting the World for a Sustainable Future’ Huang Runqiu ชวนมองว่าการเชื่อมนโยบาย อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และตลาดสีเขียวระหว่างประเทศเข้าหากัน คือหัวใจของการรับมือวิกฤตครั้งนี้

โจทย์เดียวกันนี้ถูกตอบต่อจากอีกหลายมุมในวันเดียวกัน ตั้งแต่ Dr. Samuel Chui อธิบดีกรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ที่เล่าว่าฮ่องกงจะทำหน้าที่ตัวเชื่อมอย่างไร ไปจนถึงช่วงภาครัฐของการประชุม Eco Asia Conference ซึ่ง Luo Xiaoli รองอธิบดีกรมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้ประโยชน์ทรัพยากร กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน และ Ariesta Ningrum ผู้อำนวยการ Climate Technology Centre and Network (CTCN) ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nati  ons Environment Programme (UNEP) ขึ้นกล่าวต่อกัน

วิกฤตที่ข้ามพรมแดนทำให้ความร่วมมือกลายเป็นทางรอด

Huang Runqiu เปิดด้วยภาพของวิกฤตสิ่งแวดล้อมสามด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งส่งผลรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ยกมาคือฤดูร้อนปีนี้ที่ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี และเหตุน้ำแข็งถล่มในเนปาลที่ลามเป็นโคลนถล่มข้ามพรมแดน จนสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ปลายน้ำ

เมื่อภัยไม่สนใจเส้นแบ่งประเทศ เสียงเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมมือกันจึงดังขึ้นเรื่อย ๆ และ Huang Runqiu มองว่าการเชื่อมนโยบาย อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และตลาดสีเขียวระหว่างประเทศเข้าหากันอย่างลึกซึ้งคือสิ่งจำเป็น งาน Eco Expo Asia ที่รวมตัวแทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้แสดงสินค้า และผู้ซื้อมืออาชีพจากหลายประเทศ จึงทำหน้าที่ทั้งเป็นหน้าต่างโชว์ผลงานล้ำหน้า และเป็นช่องทางเปิดบทสนทนาระหว่างพันธมิตรในห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ตัวเลขที่จีนใช้ยืนยันว่าลดมลพิษกับการเติบโตเดินไปพร้อมกันได้

ก่อนชวนประเทศอื่นร่วมมือ Huang Runqiu ไล่เรียงผลงานของจีนภายใต้แนวคิดอารยธรรมเชิงนิเวศของ Xi Jinping ซึ่งเน้นลดคาร์บอน ลดมลพิษ ขยายพื้นที่สีเขียว และเติบโตไปพร้อมกัน โดยแบ่งเป็นสี่ด้าน

ด้านแรกคือคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นต่อเนื่องผ่านภารกิจปกป้องฟ้าใส น้ำใส และผืนดินสะอาด ในปี 2025 ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั้งประเทศลดลงเหลือ 28 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สัดส่วนจุดตรวจวัดน้ำผิวดินที่มีคุณภาพดีขึ้นไปถึง 91.4% เพิ่มขึ้น 8 จุดเปอร์เซ็นต์ในห้าปี ขณะที่ลำน้ำสายหลักของแม่น้ำแยงซีรักษาคุณภาพน้ำระดับ II ได้ต่อเนื่อง 6 ปี และแม่น้ำเหลืองต่อเนื่อง 4 ปี (สำนักข่าวซินหัว) ส่วนอัตราการบำบัดน้ำเสียในชนบทก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2020

ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ Huang Runqiu ระบุว่าพืชและสัตว์ป่าเกือบ 500 ชนิดมีระดับภัยคุกคามลดลง และสัตว์ป่าหายากกว่า 300 ชนิดมีประชากรเพิ่มขึ้น อีกทั้งพื้นที่ป่าของจีนครอบคลุมเกินกว่า 25% ของประเทศ จนจีนมีส่วนในพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกถึงหนึ่งในสี่ และกลายเป็นประเทศที่ทรัพยากรป่าไม้เติบโตมากและเร็วที่สุด รวมถึงมีพื้นที่ปลูกป่ามากที่สุดในโลก

ด้านที่สองคือการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำ จีนสร้างระบบจ่ายไฟฟ้าสะอาดและระบบผลิตเหล็กสะอาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงระบบพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุด ในครึ่งแรกของปี 2026 พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 60.7% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ (Eastmoney) และเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ก็แซงหน้าถ่านหินเป็นครั้งแรก จนขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตมากที่สุดของประเทศ (People's Daily) นอกจากนี้ไฟฟ้าสีเขียวยังคิดเป็นเกือบ 40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งสังคม และในปี 2025 จีนผลิตและขายรถยนต์พลังงานใหม่ได้เกิน 16 ล้านคัน ครองอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 (สำนักข่าวซินหัว) อุตสาหกรรมสีเขียวจึงกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ทั้งของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศ

ด้านที่สามคือการปฏิรูปเชิงสถาบันที่ใช้ทั้งเครื่องมือทางกฎหมายและกลไกตลาด จีนประกาศใช้ประมวลกฎหมายนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Huang Runqiu ระบุว่าเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของโลกที่ตั้งชื่อตามนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเปิดตลาดซื้อขายการลดก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจระดับประเทศ ตลอดจนการปฏิรูประบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและใบอนุญาตปล่อยมลพิษ และการยกระดับเครือข่ายตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมสู่ระบบดิจิทัล

ด้านที่สี่คือบทบาทบนเวทีโลก Huang Runqiu ยกเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution) ปี 2035 ที่ Xi Jinping ประกาศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จีนตั้งเป้าลดการปล่อยแบบสัมบูรณ์ครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจและก๊าซเรือนกระจกทุกชนิด อีกเรื่องคือกองทุนความหลากหลายทางชีวภาพคุนหมิง (Kunming Biodiversity Fund) ที่อนุมัติไปแล้ว 31 โครงการ ใน 45 ประเทศกำลังพัฒนา และเพิ่งประกาศรายชื่อรอบที่สามอีก 9 โครงการจาก 9 ประเทศ ระหว่างการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 (17th Conference of the Parties: COP17) ที่กรุงเยเรวาน อาร์เมเนีย (National Business Daily) โดยยังมีอีกเกือบ 20 โครงการรอพิจารณาภายในสิ้นปี

ฮ่องกงในฐานะประตูที่เชื่อมจีนเข้ากับโลก

จากภาพใหญ่ของจีน Huang Runqiu ขยับมาที่ฮ่องกง โดยมองว่าฮ่องกง ‘มีแผ่นดินแม่หนุนหลังและเชื่อมต่อกับโลก’ จึงเป็นประตูสำคัญของการเปิดประเทศ ขณะเดียวกันการปล่อยคาร์บอนของฮ่องกงก็ลดลงราวหนึ่งในสี่จากจุดสูงสุดในปี 2014 อัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลก และมูลค่าการออกตราสารหนี้สีเขียวและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนครองอันดับหนึ่งของเอเชียมาแปดปีติดต่อกัน

ความคาดหวังต่อฮ่องกงยังปรากฏในเชิงนโยบาย เมื่อปลายปี 2025 เจ็ดหน่วยงานของจีนซึ่งนำโดยกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันออกแผนปฏิบัติการสร้างพื้นที่นำร่อง ‘จีนที่สวยงาม’ ในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) (กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมจีน) โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในเบื้องต้นภายในปี 2035 และเปิดพื้นที่ให้ฮ่องกงทดลองนโยบายใหม่ก่อนที่อื่น

บนพื้นฐานนี้ Huang Runqiu เสนอสามแนวทาง ข้อแรกคือใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ เพราะเบื้องหลังนโยบายและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมดคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมของจีนมีรายได้เกิน 2.2 ล้านล้านหยวน และใช้งบวิจัยและพัฒนาคิดเป็น 2.9% ของรายได้ Huang Runqiu จึงอยากเห็นความร่วมมือด้านพลังงานใหม่ การผลิตสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่พาเทคโนโลยีออกจากห้องแล็บไปสู่การผลิตจริง โดยมีฮ่องกงเป็นศูนย์กลางบริการเทคโนโลยีสีเขียวให้ทั่วโลก

ข้อที่สองคือใช้การเปิดกว้างเป็นสายสัมพันธ์เพื่อร่วมสร้างเส้นทางสายไหมสีเขียว โดย Huang Runqiu อ้างถึงการประชุม Belt and Road Green Innovation Conference 2026 ที่จัดในฮ่องกงหนึ่งวันก่อนหน้า ซึ่งหารือเรื่องการเงินสีเขียว นวัตกรรมสีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ส่วนข้อที่สามคือใช้การประสานงานเป็นแรงหนุนเพื่อสร้างอ่าวที่สวยงามระดับโลก เพราะกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า ‘ดื่มน้ำสายเดียวกัน อยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกัน’ การเชื่อมนโยบายและมาตรฐานระหว่างสามพื้นที่จึงเป็นงานที่ต้องทำร่วมกัน

ฮ่องกงขอเป็นทั้งผู้เชื่อมและผู้เพิ่มมูลค่าให้เส้นทางสีเขียว

หาก Huang Runqiu วางให้ฮ่องกงเป็นประตู Dr. Samuel Chui ก็เล่าต่อว่าประตูบานนี้กำลังเปิดออกอย่างไร Dr. Samuel Chui เริ่มจากแผนพัฒนาห้าปีที่ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเพิ่งประกาศ ซึ่งมีการพัฒนา Greater Bay Area และข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เป็นหนึ่งในประเด็นหลัก โดยการเปลี่ยนผ่านสีเขียวคือแก่นของการพัฒนาคุณภาพสูงภายใต้ Belt and Road และฮ่องกงจะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้เชื่อมโยงขั้นสูง (Super-connector) และผู้เพิ่มมูลค่าขั้นสูง (Super Value-adder)’

งานของกรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจึงแบ่งเป็นสี่ทิศทาง ได้แก่ แพลตฟอร์มพัฒนาสีเขียวสำหรับภาคอุตสาหกรรม ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรจากประเทศ Belt and Road งาน Eco Expo Asia ที่ใช้แลกเปลี่ยนแนวคิดและเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านวิจัยกับสถาบันอย่างสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน (Chinese Academy of Sciences) ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฮ่องกงลงนามบันทึกความเข้าใจกับศรีลังกา ปรับแบบจำลองมลพิษทางอากาศให้เหมาะกับศรีลังกาและถ่ายทอดแบบจำลองคุณภาพน้ำให้ รวมถึงลงนามกับ Global Sanitation Graduate School จนฮ่องกงกลายเป็นหนึ่งในหกศูนย์กลางนานาชาติของสถาบัน ในชื่อศูนย์เอเชียตะวันออก

ผลลัพธ์ที่วัดได้ในช่วงเดียวกันคือการจัดคณะศึกษาดูงานให้ 16 ประเทศ มีผู้เข้าอบรมกว่า 200 คน และแลกเปลี่ยนความรู้กับ 28 ประเทศ ส่วนปีนี้ฮ่องกงตั้งศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาสีเขียวอย่างยั่งยืนสำหรับ Belt and Road ขึ้นใหม่ และเพิ่งจัดหลักสูตรมาสเตอร์คลาสให้ผู้เข้าร่วม 60 คน จากอุตสาหกรรมในฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และประเทศ Belt and Road ราวสี่ประเทศ ก่อนจะพาผู้เข้าร่วมราว 20 คนไปศึกษาดูงานที่มณฑลหูหนานในโครงการ Green Silk Road International Training Programme ครั้งที่สอง

ถัดจากการฝึกคน Dr. Samuel Chui เล่าถึง Hong Kong Green Technology Innovation Centre (HKGTi) ศูนย์ที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นการใช้งานจริง ผ่านโครงการ Green Technology Bridgehead Programme ที่จะเริ่มในปี 2027 (รัฐบาลฮ่องกง) และโครงการเร่งการเติบโตสีเขียว (Green Accelerator) ที่ร่วมกับองค์กรให้ทุนหลายแห่ง โดยสนับสนุนตั้งแต่ขั้นพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ไปจนถึงระดับยูนิคอร์น

อีกเครื่องมือที่ Dr. Samuel Chui ชูคือฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมฮ่องกง (Hong Kong Environmental Database) ซึ่งรวมชั้นข้อมูลสิ่งแวดล้อมกว่า 200 ชั้น พร้อมมุมมองสามมิติและการอ้างอิงพิกัดทางภูมิศาสตร์ และจะย้ายขึ้นไปอยู่บน HKGTi เพื่อให้ประเทศ Belt and Road ใช้งานออนไลน์ได้ Dr. Samuel Chui อธิบายว่าการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) เคยทั้งแพงและใช้เวลานาน แต่เครื่องมือออนไลน์ที่ใช้ AI อุปกรณ์ตรวจวัดรุ่นใหม่ และแบบจำลองอัจฉริยะช่วยเร่งกระบวนการได้ ในโครงการหนึ่งที่ผ่านมา การนำฐานข้อมูลมาใช้ตั้งแต่ต้นเพื่อเลือกทางเลือกที่คุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ช่วยประหยัดค่าก่อสร้างได้ราว 40%

ความร่วมมือข้ามพรมแดนยังเกิดขึ้นบนเวทีเดียวกัน เมื่อกรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อมฮ่องกงและสถาบันวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน (Chinese Research Academy of Environmental Sciences) แลกเปลี่ยนเอกสารข้อตกลงความร่วมมือด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาบุคลากร ต่อยอดผลงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม และวางมาตรฐานร่วมกัน โดยมี Liu Chunyan รองผู้อำนวยการสถาบัน และ Dr. Samuel Chui เป็นผู้แลกเปลี่ยนเอกสาร ภายใต้การเป็นสักขีพยานของ Huang Runqiu และ Tse Chin-wan รัฐมนตรีว่าการสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาฮ่องกง

อุตสาหกรรมจีนขยับจากผู้ลดมลพิษมาเป็นผู้ส่งมอบเทคโนโลยีสีเขียว

เมื่อฮ่องกงเตรียมตัวเป็นตัวกลาง คำถามต่อมาคือเทคโนโลยีที่จะถูกส่งต่อนั้นมาจากไหน Luo Xiaoli ตอบคำถามนี้ในหัวข้อ ‘Act on the Concept of Green Development to Fully Advance the Green and Low-Carbon Development of the Industrial Sector’ โดยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมคือพื้นที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เพราะทั้งต้องลดผลกระทบจากการผลิตของตัวเอง และยังป้อนเทคโนโลยีกับผลิตภัณฑ์สีเขียวสู่ตลาดด้วย

ผลงานที่ Luo Xiaoli ยกมามีสี่ด้าน ได้แก่ การใช้พลังงานสีเขียวที่กว้างขึ้นจนการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลดลงต่อเนื่อง การนำกากของเสียอุตสาหกรรมและทรัพยากรรีไซเคิลกลับมาใช้มากขึ้นทุกปี ระบบการผลิตสีเขียวที่มีโรงงานสีเขียวระดับชาติกว่า 8,000 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวกว่า 600 แห่ง รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์สิ่งแวดล้อมที่มีมูลค่าการผลิตเกิน 9 แสนล้านหยวนต่อปี

จากฐานนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่งออกแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวคาร์บอนต่ำ ฉบับที่ 15 (สำนักข่าวซินหัว) ซึ่งให้น้ำหนักกับบทบาทของอุตสาหกรรมในการส่งมอบเทคโนโลยี อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ให้ทั้งสังคมมากขึ้น งานในขั้นต่อไปจึงมีสามเรื่อง เรื่องแรกคือเร่งนวัตกรรม โดยใช้ AI และอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม (Industrial Internet) ยกระดับการผลิตและการใช้งานอุปกรณ์สีเขียวให้เป็นดิจิทัลและอัจฉริยะ เรื่องที่สองคือเพิ่มกำลังการส่งมอบ ด้วยการเปิดสถานการณ์ใช้งานใหม่ ๆ ให้ธุรกิจขยายจากการผลิตอย่างเดียวไปสู่การขายสินค้าพร้อมบริการ ส่วนเรื่องที่สามคือปรับสภาพแวดล้อมการพัฒนา ทั้งการวางมาตรฐานรายกลุ่มอุปกรณ์ และการจับคู่แหล่งเงินทุนกับความต้องการของธุรกิจ

Luo Xiaoli ปิดท้ายว่าเทคโนโลยีและอุปกรณ์คือหลักประกันสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสีเขียวของจีน และฮ่องกงมีจุดแข็งเฉพาะตัวในเรื่องนี้ จึงหวังให้ Eco Expo Asia เป็นจุดเริ่มของความร่วมมือที่จับต้องได้

UN เตือน 1.5 องศาจะถูกข้ามแน่ แต่โลกยังเลือกได้ว่าจะข้ามนานแค่ไหน

หากเวทีของจีนและฮ่องกงเล่าถึงเครื่องมือที่มีอยู่ในมือ Ariesta Ningrum ก็พาไปดูว่าโลกยังขาดอีกมากเพียงใด ภายใต้กรอบ ‘Protecting People and Planet Through Transformative Action’ Ariesta Ningrum อ้างรายงาน Global Environment Outlook ฉบับล่าสุดของ UNEP ที่เตือนว่าโลกได้เข้าสู่พื้นที่ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของที่ดินและการกลายเป็นทะเลทราย รวมถึงมลพิษและขยะ ซึ่งล้วนเกิดจากระบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน และเสริมแรงกันจนต้องแก้ไปพร้อมกัน

ตัวเลขที่ Ariesta Ningrum ยกมาคือสิ่งมีชีวิตราว 1 ล้านชนิดจากราว 8 ล้านชนิดกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ ที่ดิน 20-40% ของโลกเสื่อมโทรมในปี 2022 และขยะมูลฝอยที่ตอนนี้เกิน 2 พันล้านตันต่อปีมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 3.8 พันล้านตันภายในปี 2050 ด้วยนโยบายแบบเดิม เป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่นานาชาติตกลงกันไว้ส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มไม่บรรลุ

ด้านสภาพภูมิอากาศ UNEP เพิ่งออกรายงานสองฉบับ คือ Limiting Overshoot และ Emissions Gap Report 2026 (UNEP) ซึ่งระบุว่าการที่อุณหภูมิโลกจะทะลุเพดาน 1.5 องศาเซลเซียสในอนาคตอันใกล้เลี่ยงไม่ได้แล้ว โจทย์จึงเปลี่ยนเป็นการกดจุดสูงสุดให้ต่ำและสั้นที่สุด ในฉากทัศน์ที่ทะลุเพดานน้อยที่สุด โลกต้องลดก๊าซเรือนกระจกลง 18% ภายในปี 2030 45% ภายในปี 2035 และ 69% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับระดับปี 2025 Ariesta Ningrum ย้ำว่าทุกเศษเสี้ยวขององศาและทุกปีที่อยู่เหนือ 1.5 องศาล้วนเพิ่มความเสี่ยง แต่ขนาดและระยะเวลาของภาวะทะลุเพดาน (Overshoot) ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองและนโยบาย

ทางออกที่ Ariesta Ningrum เสนอจึงไม่ใช่การปรับทีละเล็กละน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีผลิตพลังงาน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และจัดการทรัพยากร ผ่านแนวทางที่ขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและทั้งสังคม (Whole-of-Government, Whole-of-Society) ซึ่งคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพราะรายงานของ UNEP ประเมินว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหภาคสุทธิจะเริ่มปรากฏราวปี 2050 และเพิ่มเป็น 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2070 (UNEP)

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและการเงินคือเงื่อนไขแรกก่อนจะเปลี่ยนระบบอื่นได้ ตั้งแต่การยกเลิกเงินอุดหนุนที่สร้างความเสียหาย การนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาคิดในราคา ไปจนถึงการจัดทิศทางเงินทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เพื่อปฏิรูประบบพลังงาน ระบบวัสดุและขยะด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลก และระบบอาหารที่ต้องลดการสูญเสียอาหาร ขณะเดียวกันการลดก๊าซมีเทนและมลพิษที่มีฤทธิ์รุนแรงอย่างรวดเร็วจะช่วยชะลอความร้อนในระยะใกล้ และประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว โดยให้การลดก๊าซเรือนกระจกกับการปรับตัวเดินไปพร้อมกัน

การเชื่อมโลกที่ได้ผลต้องเริ่มจากความต้องการของประเทศผู้ใช้จริง

งานของ CTCN ซึ่ง Ariesta Ningrum เป็นผู้นำอยู่ คือการเชื่อมประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มโลกใต้ (Global South) เข้ากับความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และพันธมิตรที่จำเป็น ด้วยแนวทางที่ให้ประเทศเป็นผู้กำหนดโจทย์เอง เพื่อเปลี่ยนลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศให้เป็นโซลูชันที่ปรับใช้และขยายผลได้จริง

Ariesta Ningrum มองว่าการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี อุปกรณ์ บริการ และเงินทุนสีเขียว สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมผู้คนเข้าหากัน พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือ แต่หัวใจคือความร่วมมือต้องเริ่มจากความต้องการของประเทศที่จะนำไปใช้ ซึ่ง Belt and Road ได้เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว และในบทสรุป Ariesta Ningrum ทิ้งท้ายว่า ‘วิทยาศาสตร์ให้ทั้งคำเตือนและเส้นทางข้างหน้า’

จากคำเตือนของ Huang Runqiu ว่าไม่มีประเทศใดรอดได้ลำพัง ถึงข้อเสนอของ Ariesta Ningrum ว่าความร่วมมือต้องเริ่มจากผู้ใช้จริง ‘Connecting the World’ บนเวทีนี้จึงหมายถึงการเชื่อมโจทย์ของแต่ละประเทศเข้ากับเครื่องมือที่ใช้ได้จริง

อ้างอิง : 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ส่องเทรนด์นวัตกรรมรักษ์โลกในงาน Eco Expo Asia 2026 งานที่ฮ่องกงเป็นสะพานเชื่อมพาบริษัทด้านสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดโลก

Eco Expo Asia 2026 เปิดฉากที่ฮ่องกง ผู้แสดงสินค้ากว่า 340 รายจาก 15 ประเทศและภูมิภาค เปิดพาวิลเลียนอาเซียนครั้งแรกโดยมีไทยร่วมด้วย พร้อมโซน GoGlobal ที่ช่วยพาบริษัทสีเขียวสู่ตลาดโล...

Responsive image

เจาะเบื้องหลัง AgriTech ของ AXONS ใช้ AI แก้โจทย์การเกษตรอย่างไร ตั้งแต่การทำฟาร์มถึง Food Supply Chain

ในปี 2050 ที่ประชากรโลกอาจพุ่งทะลุ 10,000 ล้านคน เราจะเอาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงคนทั้งโลก ?...

Responsive image

เปลี่ยนขยะพลาสติก ให้เป็นคุกกี้โปรตีนสูง นวัตกรรมสุดล้ำฉบับ NASA ที่ฟังดูแปลก แต่นี่อาจเป็นอาหารแห่งอนาคต

นักวิจัยเปิดตัว µBites คุกกี้โปรตีนสูงที่เปลี่ยนขยะพลาสติกและซังข้าวโพดให้เป็นอาหาร ผ่านเทคโนโลยียีสต์ดัดแปลงพันธุกรรม ทางรอดใหม่ของ NASA และอาหารแห่งอนาคต...