ส่องเทรนด์นวัตกรรมรักษ์โลกในงาน Eco Expo Asia 2026 งานที่ฮ่องกงเป็นสะพานเชื่อมพาบริษัทด้านสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดโลก

Eco Expo Asia งานแสดงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นในฮ่องกงต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 21 ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะไทยเป็นหนึ่งในห้าประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมกับอินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งสะท้อนว่างานนี้กำลังขยายวงจากเวทีของจีนและฮ่องกงไปสู่ตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างจริงจัง การขยายวงครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่จีนเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 และฮ่องกงมีแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของตัวเอง โดยทั้งสองแผนต่างชูการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทิศทางหลัก

งาน Eco Expo Asia 2026 เพิ่งเปิดฉากที่ศูนย์แสดงสินค้า AsiaWorld-Expo ฮ่องกง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 29 ตุลาคม 2026 ภายใต้แนวคิด Connecting the World for a Sustainable Future งานนี้จัดร่วมกันโดยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council: HKTDC) กับ Messe Frankfurt (HK) และมีสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นผู้ร่วมจัด ปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 340 รายจาก 15 ประเทศและภูมิภาค อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและตัวแทนองค์กรกึ่งรัฐราว 200 คน จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ประเทศในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และอาเซียน เดินทางมาร่วมงานด้วย

แผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกง คือแรงส่งให้งานปีนี้ใหญ่ขึ้น

การขยายตัวของงานปีนี้มีนโยบายรัฐเป็นแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง Sophia Chong กรรมการบริหาร HKTDC อธิบายว่า ทั้งแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงและนโยบายประจำปี (Policy Address) ฉบับล่าสุด ต่างตั้งเป้าสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและน่าอยู่ ซึ่งช่วยเติมแรงส่งให้อุตสาหกรรมสีเขียว โดย Eco Expo Asia ทำหน้าที่เป็นเวทีการค้าสีเขียวสำคัญของภูมิภาค ที่รวบรวมเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันจากทั่วโลก ให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ นักลงทุน และสถาบันวิจัยได้มาพบกัน

Sophia ยังหวังว่างานนี้จะช่วยใช้จุดแข็งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และศูนย์กลางเทคโนโลยีสีเขียวอัจฉริยะ เพื่อผลักดันความร่วมมือข้ามภูมิภาค และพาบริษัทเข้าสู่ตลาดใหม่

ในมุมของภาครัฐ Tse Chin-wan เลขาธิการสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของฮ่องกง มองว่าแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงเดินไปในทิศทางเดียวกับแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีน โดยมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแกนหลัก ฮ่องกงจึงจะใช้บทบาท 'ผู้เชื่อมโยงชั้นยอด' (Super Connector) และ 'ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มชั้นยอด' (Super Value-Adder) ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในภูมิภาคและระดับโลก

อีกความเคลื่อนไหวที่ Tse Chin-wan ชี้ให้เห็นคือ ปีนี้สำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของฮ่องกงจับมือกับกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน จัดการประชุม Belt and Road Green Innovation Conference ที่ฮ่องกงเป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับงาน Eco Expo Asia เพื่อให้สองงานเสริมแรงกัน ส่วนพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม โดยมี Tse Chin-wan, Sophia Chong และ Jack Wong รองผู้จัดการทั่วไปของ Messe Frankfurt (HK) ร่วมงาน

18 พาวิลเลียนจากทั่วโลก และพาวิลเลียนอาเซียนที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรก

เมื่อผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จำนวนพาวิลเลียนปีนี้จึงขยับขึ้นเป็น 18 แห่ง ไฮไลต์ใหม่คือพาวิลเลียนอาเซียน (ASEAN Pavilion) ที่รวม 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม โดยมีบริษัทเทคโนโลยีสีเขียว 12 รายนำโซลูชันมาจัดแสดง ครอบคลุมการบำบัดน้ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน การเงินสีเขียว บริการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) อาคารสีเขียว และผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม

นอกจากอาเซียนแล้ว พาวิลเลียนจากแคนาดา อิตาลี เกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ก็กลับมาร่วมงานอีกครั้ง ขณะที่ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ มณฑลชิงไห่มาร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมด้วย 9 เมืองในเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) รวมถึงมาเก๊า กวางสี หูหนาน เซี่ยงไฮ้ และหนานจิงของมณฑลเจียงซู

สำหรับเจ้าบ้านอย่างฮ่องกงก็ส่งทัพใหญ่ไม่แพ้กัน บริษัทอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (Hong Kong Science and Technology Parks Corporation) พาสตาร์ทอัพท้องถิ่น 11 รายมาโชว์โซลูชันด้านพลังงาน พาวิลเลียนฮ่องกงซึ่งมีสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกงเป็นผู้ประสานงาน รวบรวมบริษัทท้องถิ่นไว้ 19 ราย และคณะกรรมการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Campaign Committee) ก็พาสตาร์ทอัพอีก 22 รายมาแสดงนวัตกรรมสีเขียวที่พัฒนาในฮ่องกง

ส่วนบูธของรัฐบาลฮ่องกงซึ่งรวมหน่วยงานรัฐไว้ 11 แห่ง ปีนี้เปิดโซนประสบการณ์เทคโนโลยีสีเขียวแบบครบวงจรขึ้นใหม่ โดยแบ่งเป็น 4 ธีม ธีมแรกคือ Green Flat ห้องพักจำลองที่สร้างจากเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้างแบบยั่งยืน เพื่อให้ผู้ชมเห็นว่าการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนเป็นอย่างไร ส่วนอีก 3 ธีม ได้แก่ Green Match, Green Cooperation และ Green Innovation มุ่งจับคู่ความร่วมมือระหว่างบริษัทสีเขียว และเปิดโอกาสในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ฮ่องกงวางตัวเป็นสะพาน ส่งบริษัทสีเขียวจีนบุกตลาดอาเซียน

การที่พาวิลเลียนอาเซียนเปิดตัวในปีเดียวกับที่ฮ่องกงเร่งพาบริษัทจีนออกต่างประเทศไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ HKTDC ในฐานะสมาชิกคณะทำงาน GoGlobal Task Force ได้เปิดโซน GoGlobal Connect เป็นครั้งแรกในงานนี้ เพื่อช่วยให้บริษัทด้านสิ่งแวดล้อมจากจีนแผ่นดินใหญ่ใช้บริการวิชาชีพของฮ่องกงเป็นทางผ่านสู่ตลาดโลก

ในวันแรกของงานยังมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขยายธุรกิจสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งมี Lihe Technology ผู้แสดงสินค้าจากมณฑลหูหนาน มาเล่าประสบการณ์หลังลงนามบันทึกความเข้าใจกับคณะผู้แทนจากคาซัคสถานในงานปีที่แล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐจากประเทศในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ตัวแทนสำนักงานส่งเสริมการลงทุนฮ่องกง (InvestHK) และบริษัทสิ่งแวดล้อมจากจีนอีกหลายรายร่วมแลกเปลี่ยนด้วย ก่อนปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายที่เชื่อมบริษัทสีเขียวกับภูมิภาคอาเซียน

ประเด็นนี้ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งผู้จัดเตรียมสัมมนา GoGlobal Seminar โดยดึงตัวแทนนิคมอุตสาหกรรมจากมาเลเซียและไทย ธนาคาร Bank of China (Hong Kong) และหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮ่องกง (Hong Kong Accreditation Service) มาร่วมหารือว่าฮ่องกงจะผสานการเงินสีเขียวระดับสากล ความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน มาตรฐานการรับรองระดับโลก และความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรม ให้เป็นระบบนิเวศที่ช่วยเร่งให้บริษัทสีเขียวจีนขยายเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้เร็วขึ้นอย่างไร

จากน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตจากของเสีย ถึงฟิล์มชีวภาพจากกากชา

นอกจากเวทีเจรจาธุรกิจแล้ว ตัวเทคโนโลยีที่จัดแสดงก็เดินตามทิศทางนโยบายเช่นกัน เพราะเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจีนเพิ่งออกแผนปฏิบัติการเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนถึงจุดสูงสุดในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ขณะที่นโยบายประจำปี 2026 ของฮ่องกงก็มีมาตรการรูปธรรมตั้งแต่พลังงานไร้คาร์บอน พลังงานไฮโดรเจน การขนส่งสีเขียว ไปจนถึงการลดขยะและรีไซเคิล งานปีนี้จึงจัดโซนตาม 4 ธีมให้สอดรับกับนโยบายเหล่านี้

ธีมแรกคือ Green Energy in Motion ซึ่งรวมโซลูชันพลังงานสีเขียวสำหรับการเดินเรือ การขนส่งทางบก และการบิน ไฮไลต์อยู่ที่ EcoCeres ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยมาร่วมงานครั้งแรกพร้อมนำ SAF และน้ำมันพืชผ่านกระบวนการไฮโดรทรีต (Hydrotreated Vegetable Oil: HVO) ที่ผลิตจากวัตถุดิบเหลือใช้มาจัดแสดง เพื่อตอบรับเป้าหมายของรัฐบาลฮ่องกงที่ต้องการสร้างห่วงโซ่คุณค่าของ SAF ขณะที่ TriTerra Technology นำเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วชนิดติดผนัง ที่บริษัทระบุว่าบางที่สุดในตลาดขณะนี้ มาโชว์ในพาวิลเลียนของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง

ธีมที่สองคือ Frontier Green Tech ซึ่งรวมสตาร์ทอัพและบริษัทที่แยกตัวออกมาจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัยราว 30 ราย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือฟิล์มเซลลูโลสจากแบคทีเรียที่ผลิตจากกากชา ผลงานของมหาวิทยาลัยจีนฮ่องกง (The Chinese University of Hong Kong) ซึ่งทั้งแข็งแรง ยืดหยุ่น และกันน้ำ จึงใช้เป็นบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน หรือแม้แต่หนังชีวภาพรุ่นใหม่ได้ ส่วนมหาวิทยาลัยหลิงหนาน (Lingnan University) นำระบบบริหารกองยานพาหนะที่ผสาน AI กับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Artificial Intelligence of Things: AIoT) และ AI เชิงภูมิศาสตร์ (GeoAI) มาช่วยลดความล่าช้าในการเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพของกองยานขนส่งสาธารณะและเชิงพาณิชย์

ธีมที่สามคือ Building for a Greener City ซึ่ง Hyper-Tech Environmental นำ Oizom ระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วย Internet of Things (IoT) มาจัดแสดง ระบบนี้ใช้เทคโนโลยีเก็บตัวอย่างอากาศแบบแอ็กทีฟที่จดสิทธิบัตรไว้ เพื่อติดตามระดับมลพิษและเสียงรบกวนสำหรับเมืองอัจฉริยะ ขณะที่ Umwelt Consulting นำหน้าต่างและระเบียงกันเสียง InvisQuiet ที่ใช้กระจกหน้าต่างเองเป็นแผงกั้นเสียง จึงลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ โดยกินพื้นที่ในห้องน้อยลงและใช้วัสดุน้อยลงด้วย

ธีมสุดท้ายคือ From Waste to Worth ซึ่ง Chongqing Sanfeng Environment Group นำโครงการแปลงขยะเป็นพลังงานมาจัดแสดง โดยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ของบริษัทถูกนำไปใช้แล้วในจีนและอีก 10 ประเทศ ส่วน Baguio Green Technology นำระบบจัดการขยะอัจฉริยะที่รวมเครื่องรีไซเคิลอัจฉริยะ เทคโนโลยี IoT และแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ไว้ด้วยกัน เพื่อติดตามข้อมูลการรีไซเคิลและช่วยให้ธุรกิจทำรายงาน ESG ได้ง่ายขึ้น

ผู้นำกว่า 80 คนร่วมถก ตั้งแต่กล้องวัดคาร์บอนบนสถานีอวกาศถึงพลังงานไฮโดรเจน

ในส่วนของเวทีความรู้ งานปีนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 วันตามธีมหลัก โดยมีเวทีเสวนาและหัวข้อเฉพาะทางกว่า 30 เวที รวมเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำอุตสาหกรรมกว่า 80 คน จากจีนแผ่นดินใหญ่ ออสเตรเลีย มาเลเซีย ไทย และประเทศอื่นในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เวทีหลักคือ Eco Asia Conference ซึ่งพูดถึงการพัฒนาสีเขียวในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบาย เทคโนโลยี การเงินสีเขียว อาคารสีเขียว ไปจนถึงการใช้งานในอุตสาหกรรม ผู้ร่วมเวทีมีทั้ง Clarence Leung ประธานคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสภาอุตสาหกรรมก่อสร้างฮ่องกง Kenny Wong ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและโครงการในฮ่องกงของ ALBA Group Asia และ Henry Ho หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของ China State Construction Engineering (HK)

หนึ่งในเซสชันที่น่าสนใจของวันแรกคือการบรรยายของศาสตราจารย์ Su Hui จากภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) ผู้นำทีมพัฒนาหอสังเกตการณ์คาร์บอนด้วยภาพหลายสเปกตรัม (Multi-Spectral Imaging Carbon Observatory: MUSICO) ซึ่งเพิ่งติดตั้งบนสถานีอวกาศเทียนกงของจีนในปีนี้ ศาสตราจารย์ Su เล่าถึงการใช้งานจริงของ MUSICO และร่วมแลกเปลี่ยนกับศาสตราจารย์ Kenneth Leung ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการหลักแห่งชาติด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง (City University of Hong Kong) ในประเด็นเทคโนโลยีติดตามสภาพอากาศสุดขั้ว

วันที่ 27 ตุลาคมก็มีเวทีให้ติดตามอีกหลายเวที ทั้งเซสชันภาครัฐของ Eco Asia Conference ที่เจ้าหน้าที่จากจีนแผ่นดินใหญ่และตัวแทนโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) จะมาอัปเดตนโยบายสิ่งแวดล้อม และวงเสวนาเรื่องนวัตกรรมเพื่อสร้างเส้นทางสายไหมสีเขียว (Green Silk Road) นอกจากนี้ยังมีเวทีที่หน่วยงานรัฐฮ่องกง 5 แห่ง ได้แก่ กรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กรมการบินพลเรือน กรมวิศวกรรมโยธาและการพัฒนา กรมบริการไฟฟ้าและเครื่องกล และกรมการประปา จะมาเล่าความต้องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้ภาคอุตสาหกรรมฟัง เพื่อเปิดทางให้โซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำไปใช้จริง ส่วนเวที Startup Edge Exhibitor Forum จะชวนสตาร์ทอัพสายสิ่งแวดล้อมมาแบ่งปันประสบการณ์ และตัวแทนมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะเล่าว่าเทคโนโลยีสีเขียวเดินทางจากห้องแล็บสู่ตลาดได้อย่างไร

ถัดมาในวันที่ 28 ตุลาคม จะเป็นคิวของเวที Hydrogen Economy Forum ครั้งที่ 7 ซึ่ง Eddie Cheung ปลัดสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา (ด้านสิ่งแวดล้อม) จะขึ้นกล่าวปาฐกถา ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Sammy Kong ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและการขายภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมของ The Hong Kong and China Gas Company และ Thomas Lui ผู้อำนวยการฝ่ายลดคาร์บอนและวางแผนระบบแบบบูรณาการของ CLP Power Hong Kong จะร่วมกันพูดถึงการใช้เชื้อเพลิงสีเขียวและเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในฮ่องกง

วันสุดท้ายเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรี

หลังจากสามวันแรกที่เน้นการเจรจาธุรกิจ วันที่ 29 ตุลาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน จะเป็นวันเปิดให้ประชาชนทั่วไป (Public Day) เข้าชมฟรี เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและชวนให้คนหันมาใช้ชีวิตแบบรักษ์โลก ภายในงานจะมีเวิร์กช็อปและทอล์กด้านสิ่งแวดล้อมหลายรายการ โดยตัวแทนจากหอสังเกตการณ์ฮ่องกง (Hong Kong Observatory) สมาคมเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งเอเชีย (Asia Circular Economy Association) และ Leung Wing Mo อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ฮ่องกง จะมาคุยเรื่องความร้อนสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับคนที่สนใจเส้นทางอาชีพ ศาสตราจารย์ Karen Cheung นายกสมาคม UNESCO ฮ่องกง จะร่วมกับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยหลิงหนานและอีกหลายองค์กร จัดเวทีเสวนาด้านอาชีพ (Career Forum) เพื่อเล่าแนวโน้มตลาดงานสีเขียว และชวนคนรุ่นใหม่คว้าโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนช่วงท้าย Ways Out Hong Kong กิจการเพื่อสังคมท้องถิ่น จะมาเล่าเรื่องการนำเศษอาหารมาอัปไซเคิลเป็นเครื่องประดับ

งาน Eco Expo Asia 2026 จัดขึ้นโดยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ร่วมกับ Messe Frankfurt (HK) Ltd และมีสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นผู้ร่วมจัด โดยเปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 29 ตุลาคม ที่ AsiaWorld-Expo ฮ่องกง 

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล [email protected] หรือ [email protected] หรือเข้าไปที่ www.ecoexpoasia.com

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะเบื้องหลัง AgriTech ของ AXONS ใช้ AI แก้โจทย์การเกษตรอย่างไร ตั้งแต่การทำฟาร์มถึง Food Supply Chain

ในปี 2050 ที่ประชากรโลกอาจพุ่งทะลุ 10,000 ล้านคน เราจะเอาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงคนทั้งโลก ?...

Responsive image

เปลี่ยนขยะพลาสติก ให้เป็นคุกกี้โปรตีนสูง นวัตกรรมสุดล้ำฉบับ NASA ที่ฟังดูแปลก แต่นี่อาจเป็นอาหารแห่งอนาคต

นักวิจัยเปิดตัว µBites คุกกี้โปรตีนสูงที่เปลี่ยนขยะพลาสติกและซังข้าวโพดให้เป็นอาหาร ผ่านเทคโนโลยียีสต์ดัดแปลงพันธุกรรม ทางรอดใหม่ของ NASA และอาหารแห่งอนาคต...

Responsive image

MIT ดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรีย ทำหน้าที่สวิตช์รับส่งข้อมูล ปูทางสู่การสร้างเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่ช่วยเคลือบใบพืชหน้าแล้ง และ สู้ศัตรูพืช

ทีมวิจัย MIT ดัดแปลงแบคทีเรีย Pantoea agglomerans 5 สายพันธุ์ให้ทำหน้าที่เป็นทรานซิสเตอร์และตัวส่งต่อสัญญาณ พิมพ์ลงบนวุ้นเลี้ยงเชื้อเป็นแผงวงจรมีชีวิตที่คำนวณตรรกะและบวกเลขได้ วงจร...