Eco Expo Asia งานแสดงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นในฮ่องกงต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 21 ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะไทยเป็นหนึ่งในห้าประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมกับอินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งสะท้อนว่างานนี้กำลังขยายวงจากเวทีของจีนและฮ่องกงไปสู่ตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างจริงจัง การขยายวงครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่จีนเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 และฮ่องกงมีแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของตัวเอง โดยทั้งสองแผนต่างชูการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทิศทางหลัก
งาน Eco Expo Asia 2026 เพิ่งเปิดฉากที่ศูนย์แสดงสินค้า AsiaWorld-Expo ฮ่องกง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 29 ตุลาคม 2026 ภายใต้แนวคิด Connecting the World for a Sustainable Future งานนี้จัดร่วมกันโดยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council: HKTDC) กับ Messe Frankfurt (HK) และมีสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นผู้ร่วมจัด ปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 340 รายจาก 15 ประเทศและภูมิภาค อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและตัวแทนองค์กรกึ่งรัฐราว 200 คน จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ประเทศในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และอาเซียน เดินทางมาร่วมงานด้วย

การขยายตัวของงานปีนี้มีนโยบายรัฐเป็นแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง Sophia Chong กรรมการบริหาร HKTDC อธิบายว่า ทั้งแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงและนโยบายประจำปี (Policy Address) ฉบับล่าสุด ต่างตั้งเป้าสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและน่าอยู่ ซึ่งช่วยเติมแรงส่งให้อุตสาหกรรมสีเขียว โดย Eco Expo Asia ทำหน้าที่เป็นเวทีการค้าสีเขียวสำคัญของภูมิภาค ที่รวบรวมเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันจากทั่วโลก ให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ นักลงทุน และสถาบันวิจัยได้มาพบกัน
Sophia ยังหวังว่างานนี้จะช่วยใช้จุดแข็งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และศูนย์กลางเทคโนโลยีสีเขียวอัจฉริยะ เพื่อผลักดันความร่วมมือข้ามภูมิภาค และพาบริษัทเข้าสู่ตลาดใหม่
ในมุมของภาครัฐ Tse Chin-wan เลขาธิการสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของฮ่องกง มองว่าแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงเดินไปในทิศทางเดียวกับแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีน โดยมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแกนหลัก ฮ่องกงจึงจะใช้บทบาท 'ผู้เชื่อมโยงชั้นยอด' (Super Connector) และ 'ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มชั้นยอด' (Super Value-Adder) ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในภูมิภาคและระดับโลก
อีกความเคลื่อนไหวที่ Tse Chin-wan ชี้ให้เห็นคือ ปีนี้สำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของฮ่องกงจับมือกับกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน จัดการประชุม Belt and Road Green Innovation Conference ที่ฮ่องกงเป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับงาน Eco Expo Asia เพื่อให้สองงานเสริมแรงกัน ส่วนพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม โดยมี Tse Chin-wan, Sophia Chong และ Jack Wong รองผู้จัดการทั่วไปของ Messe Frankfurt (HK) ร่วมงาน

เมื่อผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จำนวนพาวิลเลียนปีนี้จึงขยับขึ้นเป็น 18 แห่ง ไฮไลต์ใหม่คือพาวิลเลียนอาเซียน (ASEAN Pavilion) ที่รวม 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม โดยมีบริษัทเทคโนโลยีสีเขียว 12 รายนำโซลูชันมาจัดแสดง ครอบคลุมการบำบัดน้ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน การเงินสีเขียว บริการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) อาคารสีเขียว และผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม
นอกจากอาเซียนแล้ว พาวิลเลียนจากแคนาดา อิตาลี เกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ก็กลับมาร่วมงานอีกครั้ง ขณะที่ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ มณฑลชิงไห่มาร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมด้วย 9 เมืองในเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) รวมถึงมาเก๊า กวางสี หูหนาน เซี่ยงไฮ้ และหนานจิงของมณฑลเจียงซู
สำหรับเจ้าบ้านอย่างฮ่องกงก็ส่งทัพใหญ่ไม่แพ้กัน บริษัทอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (Hong Kong Science and Technology Parks Corporation) พาสตาร์ทอัพท้องถิ่น 11 รายมาโชว์โซลูชันด้านพลังงาน พาวิลเลียนฮ่องกงซึ่งมีสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกงเป็นผู้ประสานงาน รวบรวมบริษัทท้องถิ่นไว้ 19 ราย และคณะกรรมการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Campaign Committee) ก็พาสตาร์ทอัพอีก 22 รายมาแสดงนวัตกรรมสีเขียวที่พัฒนาในฮ่องกง
ส่วนบูธของรัฐบาลฮ่องกงซึ่งรวมหน่วยงานรัฐไว้ 11 แห่ง ปีนี้เปิดโซนประสบการณ์เทคโนโลยีสีเขียวแบบครบวงจรขึ้นใหม่ โดยแบ่งเป็น 4 ธีม ธีมแรกคือ Green Flat ห้องพักจำลองที่สร้างจากเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้างแบบยั่งยืน เพื่อให้ผู้ชมเห็นว่าการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนเป็นอย่างไร ส่วนอีก 3 ธีม ได้แก่ Green Match, Green Cooperation และ Green Innovation มุ่งจับคู่ความร่วมมือระหว่างบริษัทสีเขียว และเปิดโอกาสในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การที่พาวิลเลียนอาเซียนเปิดตัวในปีเดียวกับที่ฮ่องกงเร่งพาบริษัทจีนออกต่างประเทศไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ HKTDC ในฐานะสมาชิกคณะทำงาน GoGlobal Task Force ได้เปิดโซน GoGlobal Connect เป็นครั้งแรกในงานนี้ เพื่อช่วยให้บริษัทด้านสิ่งแวดล้อมจากจีนแผ่นดินใหญ่ใช้บริการวิชาชีพของฮ่องกงเป็นทางผ่านสู่ตลาดโลก
ในวันแรกของงานยังมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขยายธุรกิจสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งมี Lihe Technology ผู้แสดงสินค้าจากมณฑลหูหนาน มาเล่าประสบการณ์หลังลงนามบันทึกความเข้าใจกับคณะผู้แทนจากคาซัคสถานในงานปีที่แล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐจากประเทศในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ตัวแทนสำนักงานส่งเสริมการลงทุนฮ่องกง (InvestHK) และบริษัทสิ่งแวดล้อมจากจีนอีกหลายรายร่วมแลกเปลี่ยนด้วย ก่อนปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายที่เชื่อมบริษัทสีเขียวกับภูมิภาคอาเซียน
ประเด็นนี้ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งผู้จัดเตรียมสัมมนา GoGlobal Seminar โดยดึงตัวแทนนิคมอุตสาหกรรมจากมาเลเซียและไทย ธนาคาร Bank of China (Hong Kong) และหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮ่องกง (Hong Kong Accreditation Service) มาร่วมหารือว่าฮ่องกงจะผสานการเงินสีเขียวระดับสากล ความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน มาตรฐานการรับรองระดับโลก และความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรม ให้เป็นระบบนิเวศที่ช่วยเร่งให้บริษัทสีเขียวจีนขยายเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้เร็วขึ้นอย่างไร

นอกจากเวทีเจรจาธุรกิจแล้ว ตัวเทคโนโลยีที่จัดแสดงก็เดินตามทิศทางนโยบายเช่นกัน เพราะเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจีนเพิ่งออกแผนปฏิบัติการเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนถึงจุดสูงสุดในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ขณะที่นโยบายประจำปี 2026 ของฮ่องกงก็มีมาตรการรูปธรรมตั้งแต่พลังงานไร้คาร์บอน พลังงานไฮโดรเจน การขนส่งสีเขียว ไปจนถึงการลดขยะและรีไซเคิล งานปีนี้จึงจัดโซนตาม 4 ธีมให้สอดรับกับนโยบายเหล่านี้
ธีมแรกคือ Green Energy in Motion ซึ่งรวมโซลูชันพลังงานสีเขียวสำหรับการเดินเรือ การขนส่งทางบก และการบิน ไฮไลต์อยู่ที่ EcoCeres ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยมาร่วมงานครั้งแรกพร้อมนำ SAF และน้ำมันพืชผ่านกระบวนการไฮโดรทรีต (Hydrotreated Vegetable Oil: HVO) ที่ผลิตจากวัตถุดิบเหลือใช้มาจัดแสดง เพื่อตอบรับเป้าหมายของรัฐบาลฮ่องกงที่ต้องการสร้างห่วงโซ่คุณค่าของ SAF ขณะที่ TriTerra Technology นำเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วชนิดติดผนัง ที่บริษัทระบุว่าบางที่สุดในตลาดขณะนี้ มาโชว์ในพาวิลเลียนของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง
ธีมที่สองคือ Frontier Green Tech ซึ่งรวมสตาร์ทอัพและบริษัทที่แยกตัวออกมาจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัยราว 30 ราย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือฟิล์มเซลลูโลสจากแบคทีเรียที่ผลิตจากกากชา ผลงานของมหาวิทยาลัยจีนฮ่องกง (The Chinese University of Hong Kong) ซึ่งทั้งแข็งแรง ยืดหยุ่น และกันน้ำ จึงใช้เป็นบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน หรือแม้แต่หนังชีวภาพรุ่นใหม่ได้ ส่วนมหาวิทยาลัยหลิงหนาน (Lingnan University) นำระบบบริหารกองยานพาหนะที่ผสาน AI กับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Artificial Intelligence of Things: AIoT) และ AI เชิงภูมิศาสตร์ (GeoAI) มาช่วยลดความล่าช้าในการเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพของกองยานขนส่งสาธารณะและเชิงพาณิชย์
ธีมที่สามคือ Building for a Greener City ซึ่ง Hyper-Tech Environmental นำ Oizom ระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วย Internet of Things (IoT) มาจัดแสดง ระบบนี้ใช้เทคโนโลยีเก็บตัวอย่างอากาศแบบแอ็กทีฟที่จดสิทธิบัตรไว้ เพื่อติดตามระดับมลพิษและเสียงรบกวนสำหรับเมืองอัจฉริยะ ขณะที่ Umwelt Consulting นำหน้าต่างและระเบียงกันเสียง InvisQuiet ที่ใช้กระจกหน้าต่างเองเป็นแผงกั้นเสียง จึงลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ โดยกินพื้นที่ในห้องน้อยลงและใช้วัสดุน้อยลงด้วย
ธีมสุดท้ายคือ From Waste to Worth ซึ่ง Chongqing Sanfeng Environment Group นำโครงการแปลงขยะเป็นพลังงานมาจัดแสดง โดยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ของบริษัทถูกนำไปใช้แล้วในจีนและอีก 10 ประเทศ ส่วน Baguio Green Technology นำระบบจัดการขยะอัจฉริยะที่รวมเครื่องรีไซเคิลอัจฉริยะ เทคโนโลยี IoT และแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ไว้ด้วยกัน เพื่อติดตามข้อมูลการรีไซเคิลและช่วยให้ธุรกิจทำรายงาน ESG ได้ง่ายขึ้น
ในส่วนของเวทีความรู้ งานปีนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 วันตามธีมหลัก โดยมีเวทีเสวนาและหัวข้อเฉพาะทางกว่า 30 เวที รวมเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำอุตสาหกรรมกว่า 80 คน จากจีนแผ่นดินใหญ่ ออสเตรเลีย มาเลเซีย ไทย และประเทศอื่นในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เวทีหลักคือ Eco Asia Conference ซึ่งพูดถึงการพัฒนาสีเขียวในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบาย เทคโนโลยี การเงินสีเขียว อาคารสีเขียว ไปจนถึงการใช้งานในอุตสาหกรรม ผู้ร่วมเวทีมีทั้ง Clarence Leung ประธานคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสภาอุตสาหกรรมก่อสร้างฮ่องกง Kenny Wong ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและโครงการในฮ่องกงของ ALBA Group Asia และ Henry Ho หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของ China State Construction Engineering (HK)
หนึ่งในเซสชันที่น่าสนใจของวันแรกคือการบรรยายของศาสตราจารย์ Su Hui จากภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) ผู้นำทีมพัฒนาหอสังเกตการณ์คาร์บอนด้วยภาพหลายสเปกตรัม (Multi-Spectral Imaging Carbon Observatory: MUSICO) ซึ่งเพิ่งติดตั้งบนสถานีอวกาศเทียนกงของจีนในปีนี้ ศาสตราจารย์ Su เล่าถึงการใช้งานจริงของ MUSICO และร่วมแลกเปลี่ยนกับศาสตราจารย์ Kenneth Leung ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการหลักแห่งชาติด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง (City University of Hong Kong) ในประเด็นเทคโนโลยีติดตามสภาพอากาศสุดขั้ว
วันที่ 27 ตุลาคมก็มีเวทีให้ติดตามอีกหลายเวที ทั้งเซสชันภาครัฐของ Eco Asia Conference ที่เจ้าหน้าที่จากจีนแผ่นดินใหญ่และตัวแทนโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) จะมาอัปเดตนโยบายสิ่งแวดล้อม และวงเสวนาเรื่องนวัตกรรมเพื่อสร้างเส้นทางสายไหมสีเขียว (Green Silk Road) นอกจากนี้ยังมีเวทีที่หน่วยงานรัฐฮ่องกง 5 แห่ง ได้แก่ กรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กรมการบินพลเรือน กรมวิศวกรรมโยธาและการพัฒนา กรมบริการไฟฟ้าและเครื่องกล และกรมการประปา จะมาเล่าความต้องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้ภาคอุตสาหกรรมฟัง เพื่อเปิดทางให้โซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำไปใช้จริง ส่วนเวที Startup Edge Exhibitor Forum จะชวนสตาร์ทอัพสายสิ่งแวดล้อมมาแบ่งปันประสบการณ์ และตัวแทนมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะเล่าว่าเทคโนโลยีสีเขียวเดินทางจากห้องแล็บสู่ตลาดได้อย่างไร
ถัดมาในวันที่ 28 ตุลาคม จะเป็นคิวของเวที Hydrogen Economy Forum ครั้งที่ 7 ซึ่ง Eddie Cheung ปลัดสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา (ด้านสิ่งแวดล้อม) จะขึ้นกล่าวปาฐกถา ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Sammy Kong ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและการขายภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมของ The Hong Kong and China Gas Company และ Thomas Lui ผู้อำนวยการฝ่ายลดคาร์บอนและวางแผนระบบแบบบูรณาการของ CLP Power Hong Kong จะร่วมกันพูดถึงการใช้เชื้อเพลิงสีเขียวและเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในฮ่องกง
หลังจากสามวันแรกที่เน้นการเจรจาธุรกิจ วันที่ 29 ตุลาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน จะเป็นวันเปิดให้ประชาชนทั่วไป (Public Day) เข้าชมฟรี เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและชวนให้คนหันมาใช้ชีวิตแบบรักษ์โลก ภายในงานจะมีเวิร์กช็อปและทอล์กด้านสิ่งแวดล้อมหลายรายการ โดยตัวแทนจากหอสังเกตการณ์ฮ่องกง (Hong Kong Observatory) สมาคมเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งเอเชีย (Asia Circular Economy Association) และ Leung Wing Mo อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ฮ่องกง จะมาคุยเรื่องความร้อนสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับคนที่สนใจเส้นทางอาชีพ ศาสตราจารย์ Karen Cheung นายกสมาคม UNESCO ฮ่องกง จะร่วมกับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยหลิงหนานและอีกหลายองค์กร จัดเวทีเสวนาด้านอาชีพ (Career Forum) เพื่อเล่าแนวโน้มตลาดงานสีเขียว และชวนคนรุ่นใหม่คว้าโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนช่วงท้าย Ways Out Hong Kong กิจการเพื่อสังคมท้องถิ่น จะมาเล่าเรื่องการนำเศษอาหารมาอัปไซเคิลเป็นเครื่องประดับ
งาน Eco Expo Asia 2026 จัดขึ้นโดยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ร่วมกับ Messe Frankfurt (HK) Ltd และมีสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นผู้ร่วมจัด โดยเปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 29 ตุลาคม ที่ AsiaWorld-Expo ฮ่องกง
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล [email protected] หรือ [email protected] หรือเข้าไปที่ www.ecoexpoasia.com
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด