Money20/20 Asia เผยรายงานฉบับใหม่ “2026: The Future of Fintech in APAC” ส่งสัญญาณชัดว่า ฟินเทคเอเชียก้าวพ้นยุค “ลอกโมเดลตะวันตก” และกำลังสร้างนวัตกรรมของตัวเองในแบบที่โลกยังไม่เคยเห็น

รายงานฉบับนี้จัดทำจากการสำรวจและสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 10 รายทั่วเอเชีย ระหว่างพฤษภาคม–ตุลาคม 2025 โดยสะท้อนภาพอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อยู่ในช่วงทดลองอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งในมิติของเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ และบทบาทของภาครัฐ
แรงขับสำคัญมาจากเทรนด์อย่าง AI ที่ขยับสู่การใช้งานจริง, Stablecoin และ Tokenization ที่เริ่มมีกรอบกำกับชัดเจน โมเดล Super App และ Embedded Finance ที่ฝังบริการการเงินในชีวิตประจำวัน รวมไปถึง Hyper-localisation ที่ออกแบบโซลูชันตามบริบทเฉพาะของแต่ละประเทศ
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชียไม่ใช่แค่การเติบโตของตลาด แต่คือการร่วมกันออกแบบภูมิทัศน์การเงินรูปแบบใหม่ที่อาจส่งอิทธิพลจากเอเชียสู่เวทีโลก
ตัวเลขแรกที่น่าสนใจคือ 22.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า Southeast Asia คือภูมิภาคที่พวกเขาโฟกัสหรือมีแผนขยายธุรกิจในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า ซึ่งสูงกว่า North Asia (13.4%), Middle East (13.3%) และ สหรัฐฯ (10.9%) อย่างชัดเจน
แม้ว่าอัตราการเติบโตของตลาดฟินเทค Southeast Asia จะชะลอลงมาอยู่ที่ 22.9% ต่อปี (จากเดิม 31.4%) แต่ตัวเลขนี้ยังถือว่าแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น และยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์นวัตกรรมการเงินของโลก
61.2% ขององค์กรในภูมิภาคนำ AI หรือ Machine Learning มาใช้จริงแล้ว มีเพียง 3.5% เท่านั้นที่ยังไม่เริ่ม และกำลังขยับจากการใช้ AI แบบเป็นผู้ช่วย (Assistive AI) ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินธุรกรรมการเงินหลายขั้นตอนได้เองโดยแทบไม่ต้องมีคนดูแล
ตัวอย่างเช่น OCBC Bank ที่ใช้ GenAI จัดการคำร้องเรียนลูกค้าแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ Net Promoter Score (NPS) เพิ่มขึ้น 20–30% อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเรื่อง Bias ความโปร่งใส และ Regulatory Lag หรือสภาวะที่กฎระเบียบตามเทคโนโลยีไม่ทันยังต้องจับตา
87% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีมุมมองเชิงบวกหรือเป็นกลางต่อ Tokenization ขณะที่ Blockchain/DLT ถูกจัดอันดับให้เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสร้างผลกระทบสูงเป็นอันดับ 2 รองจาก AI สะท้อนว่าโครงสร้างการเงินแบบดิจิทัลกำลังขยับจากแนวคิดสู่การใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม ทิศทางในแต่ละประเทศยังแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในภาคเอกชน การประยุกต์ใช้เริ่มเห็นภาพชัด เช่น Durianpay ในอินโดนีเซีย ใช้ Stablecoin สำหรับการโอนเงินข้ามชาติแบบเกือบเรียลไทม์ ขณะที่ Mercari ในญี่ปุ่น ร่วมมือกับ USDC เปิดให้ผู้ใช้แปลงเงินเป็น Stablecoin เพื่อรับผลตอบแทน
ภาพรวมจึงไม่ใช่แค่กระแสความสนใจ แต่เป็นการขยับเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านกฎระเบียบและโมเดลธุรกิจที่เริ่มลงมือทำจริง
โมเดล Super App ถูกยกให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างที่สร้างประสบการณ์ผู้ใช้ดีที่สุดในฟินเทคเอเชีย เพราะไม่เพียงรวมบริการไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แต่ยังช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้า และสร้างระบบนิเวศที่ต่อยอดบริการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ GCash ในฟิลิปปินส์ ที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 94 ล้านราย และเครือข่ายร้านค้ากว่า 6 ล้านราย ขณะที่ Grab ขยายบริการครอบคลุม 8 ประเทศในภูมิภาค กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมการเดินทาง อาหาร การชำระเงิน และบริการทางการเงินไว้ด้วยกัน
ขณะเดียวกัน Embedded Finance ก็กำลังขยายบทบาทจาก B2C ไปสู่ B2B มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยที่ถูกฝังอยู่ในแอป AirAsia MOVE ผ่านความร่วมมือกับ Tune Protect หรือ Bank Mandiri ที่ผสาน Wise Platform เข้าในแอปของตนเอง เพื่อให้ลูกค้าโอนเงินระหว่างประเทศได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม
SME คิดเป็น มากกว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมดในเอเชีย แต่ยังคงถูก Traditional Finance เพิกเฉย ช่องว่างนี้จึงกลายเป็นพื้นที่เติบโตสำคัญของ Digital Lending ในภูมิภาค
72.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยว่า Fintech Solution สำหรับ SME คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อดิจิทัล ระบบชำระเงิน หรือการใช้ข้อมูลทางเลือกมาประเมินความเสี่ยงแทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน
กรณีที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ Wing Bank (กัมพูชา) ที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในชนบทสามารถรับชำระเงินผ่าน KHQR Code และขอสินเชื่อดิจิทัลสูงถึง 50,000 ดอลลาร์ได้ภายในนาทีเดียว โดยใช้ข้อมูล Transaction จริงเป็นฐานในการประเมินเครดิต แทนการพึ่งพาเอกสารหรือทรัพย์สินค้ำประกันแบบเดิม
ผลสำรวจสะท้อนภาพที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดย 43.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Regulator ในเอเชียมีท่าทีเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม ขณะที่ 36.5% มองว่าเป็นกลาง และมีเพียง 4.2% เท่านั้นที่มองในแง่ลบ
ท่าทีนี้สะท้อนผ่านความร่วมมือเชิงนโยบายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ASEAN Cross-border QR Payment Connectivity ที่เชื่อมระบบชำระเงินข้ามประเทศ กรอบ Open Banking ของมาเลเซียและอินโดนีเซีย หรือกฎหมาย Protection from Scams ของสิงคโปร์ที่มุ่งยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค
CEO ของบริษัท Regtech ระดับโลกรายหนึ่งสรุปภาพนี้ไว้ชัดเจนว่า “เราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีใน ASEAN เพราะ Regulator ร่วมมือกันได้ดีกว่าในหลายภูมิภาคของโลก”
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าบทบาทของภาครัฐในเอเชียกำลังขยับจากผู้กำกับควบคุม ไปสู่พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบการเงินยุคใหม่
หนึ่งในข้อสังเกตที่ชัดเจนที่สุดในรายงานฉบับนี้มาจากคำพูดของ CEO ฟินเทคที่ให้บริการ Cloud-native แก่ธนาคาร เขาพูดถึง "เทรนด์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในเอเชีย" ว่าคือการที่ภูมิภาคนี้กำลัง หยุดเป็นแค่ผู้ตามและเริ่มเป็นผู้นำ
“เทรนด์ฟินเทคที่น่าตื่นเต้นที่สุดในเอเชีย สำหรับผม คือการที่ภูมิภาคนี้กำลังเลิกเป็นสตาร์ทอัพแบบ ‘ทำตามคนอื่น’ และหยุดลอกเลียนโมเดลฟินเทคจากตะวันตก”
ในอดีต ฟินเทคเอเชียจำนวนไม่น้อยเติบโตจากการหยิบโมเดลในซิลิคอนแวลลีย์มาปรับใช้กับตลาดท้องถิ่น ซึ่งแม้จะสร้างการเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็จำกัดศักยภาพเชิงนวัตกรรมของภูมิภาค
แต่ปี 2026 กำลังพิสูจน์ว่าเอเชียมีนวัตกรรมที่โลกตะวันตกไม่มี ไม่ว่าจะเป็น
ความต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เอเชียไม่ได้แค่ "Digitize" สิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่กำลัง สร้างโมเดลที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และระดับการพัฒนาทางการเงินในระดับที่ซิลิคอนแวลลีย์ไม่เคยเผชิญ
Strategic Partnerships Lead ของบริษัท AI Platform ระดับโลกสรุปได้อย่างน่าสนใจว่า คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมวันนี้ไม่ใช่ “เทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ “เราอยากเป็นใครในภูมิทัศน์ใหม่นี้”
และดูเหมือนว่าฟินเทคเอเชียกำลังตอบคำถามนั้นด้วยแนวทางของตัวเอง ไม่ใช่ในฐานะสำเนาของใครอีกต่อไป
แม้ทิศทางโดยรวมจะเป็นบวก แต่อุตสาหกรรมฟินเทคเอเชียยังต้องเผชิญโจทย์ใหญ่หลายด้านที่ไม่อาจมองข้าม
หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถดึงประชากรกว่า 166 ล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีธนาคารเข้าสู่ระบบการเงินได้ งานวิจัยคาดการณ์ว่า GDP ของภูมิภาคอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 14% ตัวเลขนี้สะท้อนศักยภาพมหาศาลที่ยังรอการปลดล็อก
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงได้ ก็ต่อเมื่ออุตสาหกรรมเลิกอยู่ในโหมด “ทดลอง” และเดินหน้าสู่การ “Deploy ใช้งานจริง” อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น AI, Open Banking, Stablecoin หรือ Embedded Finance ทุกเทคโนโลยีต้องออกจาก Sandbox และพิสูจน์ประสิทธิภาพในสนามจริง ทั้งด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของผู้ใช้
Danny Levy, EVP & MD ของ Money20/20 Asia สรุปไว้อย่างตรงจุดว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จของฟินเทคต้องเปลี่ยนจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การใช้งานได้จริงอย่างมั่นใจ” และนั่นคือโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมฟินเทคเอเชียต้องเร่งตอบในปีนี้
คำถามสำคัญคือ ทำไม Money 20/20 ถึงเลือกจัดที่ประเทศไทยเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ? เพื่อหาคำตอบที่ลึกไปกว่าแค่เรื่องการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่ามาเยือน Techsauce ได้พูดคุยกับ ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ถึงกลยุทธ์เบื้องหลังที่ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางเชิงยุทธศาสตร์ของฟินเทคโลก
ดร. ศุภวรรณ ย้ำว่าว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นจุดเชื่อมต่อที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึง ด้วยเที่ยวบินตรงหลายร้อยเที่ยวต่อวัน และโรงแรมที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่นักธุรกิจฟินเทคทั่วโลกให้ความสำคัญ
ดร. ศุภวรรณ ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ความสำคัญของการจัดงานฟินเทคระดับ Global ในไทยนั้นสร้างมูลค่ามหาศาลเกินกว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากผู้เข้าร่วมงานในกลุ่มการเงินมักมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงถึง 80,000 - 120,000 บาทต่อทริป และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสร้าง Visibility หรือการ "เปิดหน้า" ให้กับ Startup และ SME ไทยให้โลกเห็น
ในอดีตผู้ประกอบการไทยอาจต้องใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อเดินทางไปสร้างเครือข่ายในต่างแดน แต่การนำเวทีระดับโลกมาไว้ที่กรุงเทพฯ คือการสร้างระบบนิเวศที่ดึงนักลงทุนและคู่ค้ามาหาถึงที่ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ระบุว่าโอกาสทองของฟินเทคในเอเชียคือการปลดล็อกข้อจำกัดให้ SME ที่มักจะถูกธนาคารดั้งเดิมเพิกเฉย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังรออยู่คือเรื่องของ Cybersecurity รวมถึงปัญหาความไม่สอดคล้องของกฎหมายระหว่างประเทศ ดร. ศุภวรรณ ยอมรับว่ากฎระเบียบบางอย่างในไทยอาจยังไม่เอื้อต่อความรวดเร็วของเทคโนโลยี แต่ TCEB กำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสร้าง Ease of Doing Business โดยการจัดประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และสมาคมฟินเทค เพื่อหารือแนวทางผ่อนปรนและสนับสนุนการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น โดยใช้กรณีศึกษาจาก Money20/20 เป็นจุดเริ่มต้น
สำหรับผู้ที่ต้องการนำ Insight เหล่านี้ไปต่อยอดในเชิงธุรกิจจริง Money20/20 Asia 2026 จะเป็นเวทีสำคัญของผู้เล่นที่กำลังกำหนดอนาคตการเงินในภูมิภาค ทั้ง Keynote Speaker จาก KBank, Bangkok Bank, Standard Chartered, Revolut และอีกกว่า 350 เสียง พร้อม Decision-maker กว่าครึ่งของงานที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง ติดตามรายละเอียดได้ที่ asia.money2020.com
อ้างอิง: Money 20/20 Asia
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด