คุณรู้มั้ยว่า? ปัจจุบัน มีทาสมากกว่า 45.8 ล้านคนทั่วโลก แถมยังเพิ่มขึ้นถึง 28% จากปีที่แล้วด้วย! เชื่อว่าเราทุกคนคงได้ยินคำว่า “ทาส” กันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของความบันเทิงอย่างละคร “นางทาส” หรือว่าจะเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของเราอย่าง “การเลิกทาส” ในสมัยราชการที่ 5 ซึ่งหลายๆ คนก็คงคิดว่า ระบบทาสนี้เป็นเรื่องในอดีต และหมดไปจากสังคมโลกของเราไปเนิ่นนานแล้ว

impact of blockchain and bitcoin on slavery issue

แรงงานทาส ปัญหาสังคมที่ยังแก้ไม่หาย

ที่จริงแล้วแรงงานทาส ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมปัจจุบัน ทาสเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะต้องทำงานหนักแบบที่ไม่เคยได้รับค่าจ้าง ถูกทำร้ายร่างกาย บังคับให้แต่งงาน ค้าบริการทางเพศ หลอกให้เป็นหนี้แล้วต้องชดใช้แบบไม่มีวันหมด และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ 26% ของทาสนั้นยังเป็นเด็ก

อย่างในประเทศไทยของเรา มีการคาดการณ์ว่ามีแรงงานทาสถึง 425,500 คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน นี่เป็นตัวเลขที่เราไม่ควรละเลย โดยแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเล กระทั่ง EU ก็ได้ออกมาให้ใบเหลืองและคว่ำบาตรไม่รับอาหารทะเลจากประเทศไทยเป็นเวลา 1 ปี เพื่อกดดัน ให้เกิดการแก้ไขในเรื่องนี้ จนรัฐบาลต้องออกนโยบายมาเป็นวาระแห่งชาติเพื่อปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

ความพยายามในการแก้ไขแรงงานทาสนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญข้อนึงก็คือ "ธุรกิจ" เนื่องการใช้แรงงานทาสนั้นถือว่าทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจลดลง เพราะไม่ต้องจ่ายค่าแรง ทำให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายเจ้า เลือกที่จะปิดตาข้างนึงในเรื่องนี้ โดยหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากธุรกิจ โดยเฉพาะแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ หันมาให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา เช่นมีการตรวจสอบกระบวนการผลิต ไม่รับซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตที่ใช้แรงงานทาส ก็จะสามารถช่วยชีวิตของผู้คนให้พ้นจากแรงงานทาสไปได้มาก

ปัจจุบันมีองค์กรที่ชื่อว่า Fairtrade International เข้ามาตรวจสอบดูแลในเรื่องนี้ โดยหากเราซื้อสินค้าแล้วเห็นว่ามีตรา Fairtrade หมายความว่าทางผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ได้มีการดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ของ Fairtrade International เช่น มีการจ่ายเงินค่าจ้างตามสมควร พนักงานได้เข้าร่วมสหภาพ และมีการจัดระบบที่อยู่อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการตรวจสอบนั้นใช้เวลาและค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ทำให้องค์กรสามารถตรวจสอบได้เพียงแต่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น

บทบาทของบล็อกเชนและบิทคอยน์

บล็อกเชนและบิทคอยน์จะสามารถเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบล็อกเชน ทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของสินค้าหรือส่วนประกอบของสินค้าได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ใช่เพียงแต่จะเก็บข้อมูลว่าสินค้านั้นๆ ผ่านสถานที่ใดมาบ้าง ยังสามารถเก็บข้อมูลด้านอุณหภูมิที่สินค้าเคยผ่านมา ต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละขั้นตอน หรือว่าชื่อของพนักงานที่ผลิตสินค้าชิ้นนั้นๆ ให้เรา ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อไอโฟนมาหนึ่งเครื่อง เราสามารถตรวจสอบได้เลยว่าเลนส์จากกล้องในไอโฟนของเรา ผลิตมาจากที่ไหน โรงงานใด พนักงานชื่ออะไร และพนักงานคนนั้นได้รับค่าจ้างเท่าไหร่ ทีนี้ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอย่าง Fairtrade International หรือว่าผู้บริโภคเอง ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เมื่อผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ที่ผลิตสินค้าให้เรา และมีเทคโนโลยีที่สามารถทำให้เราตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจซื้อได้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าผู้ผลิตและผู้จำหน่ายแบรนด์ต่างๆ จะต้องหันมาให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานทาสมากขึ้น

อีกปัญหาที่สำคัญก็คือ การที่มีพ่อแม่ส่วนหนึ่งเต็มใจขายลูกของตัวเองมาเป็นทาส เพราะว่าไม่มีทางเลือกอื่นในการทำมาหากินอีกแล้ว อีกทั้งประชากรโลกยังมีการเพิ่มอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันแรงงานทาสในตลาด สามารถหาซื้อได้ในราคาเพียง 90 ดอลลาร์หรือ ประมาณ 3 พันบาทเท่านั้น เราสามารถช่วยให้ประชากรเหล่านี้ทำมาหากินได้ด้วยตัวเอง เช่นการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่มีความต้องการในตลาดโลก โดยสามารถทำได้ที่บ้านเกิดกับครอบครัว ทำการขายโดยตรงให้กับโรงงานหรือผู้ผลิตต่างๆ ไม่ว่าผู้รับซื้อจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม แล้วทำการชำระเงินด้วยบิทคอยน์ ทำให้แม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแย่เพียงใด ผู้คนก็สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคารด้วยซ้ำ จากนั้นก็สามารถนำบิทคอยน์นั้นมาใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพได้ นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตแล้ว ยังลดช่องว่างระหว่างชนชั้น และพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศนั้นๆ อีกด้วย

ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยบนโลกใบนี้ มีคุณภาพชีวิตแบบที่เราอาจจะนึกไม่ถึง ผู้คนที่แม้กระทั่งเกิดป่วยขึ้นมา เขาจะโดนจับโยนลงทะเลทิ้งไป เพราะว่า “มูลค่าชีวิต” ของคนๆ นั้น น้อยเกินกว่าที่จะได้รับการดูแลแบบ “มนุษย์” คนนึง เราเชื่อว่าเทคโนโลยี ไม่ว่าเป็นบิทคอยน์ บล็อกเชน หรืออื่นๆ หากถูกนำมาใช้แล้วจะสามารถทำให้โลกนี้ เป็นโลกที่น่าอยู่ขึ้นได้สำหรับ “ทุกคน” จริงๆ

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

coins-co-th logo

Coins.co.th ก่อตั้งในเดือนมิถุนายน 2014 โดยมีเป้าหมายในการทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีความราบรื่นและเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการใช้โทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยี Blockchain โดยมุ่งหวังให้ผู้บริโภคและธุรกิจขนาดย่อม ได้รับบริการทางการเงินระดับโลกจากเรา Coins.co.th ดำเนินการอยู่ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ (ในชื่อ Coins.ph) และมีแผนจะขยายไปในประเทศต่างๆ ใน South East Asia

RELATED ARTICLE

Responsive image

Bic Camera เตรียมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin แล้ว ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นรับรองการชำระเงินผ่าน Virtual Currency อีกหลายสกุล

เป็นอีกข่าวที่น่าตื่นเต้นเมื่อญี่ปุ่นออกมารับรองการชำระเงินผ่าน bitcoin และ Virtual Currency ต่างๆ อีกหลายสกุล อย่างไรก็ตามมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลออกมาจากบางบริษัทว่ารัฐฯ ไม่ได้ใ...

Responsive image

หนึ่งใน 4 ยักษ์ใหญ่ด้าน Accounting Firm Deloitte เปิดตัว Bitcoin ATM

เมื่อต้นสัปดาห์ยักษ์ใหญ่ด้าน Accounting Firm Deloitte เปิดตัว Bitcoin ATM  หรือเรียกย่อๆ ว่า BTM สามารถให้คนแลกเปลี่ยน digital currency ในสกุลเงินดอลล่าร์ แคนนาดา ได้แล้ว......

Responsive image

สัมภาษณ์พิเศษ ถกทุกประเด็น ICO กับ Omise, Corporate Venture Capital, สมาคมฟินเทค และ ก.ล.ต.

ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา คำหนึ่งที่พูดถึงกันบ่อยก็คือ ICO ซึ่งเป็นการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่ Techsauce ได้เคยนำเสนอกันไปบ้างแล้ว จุดหักเหสำคัญคือกรณีที่จีนแบน ICO ส่งผลให้เงินดิจิทัล...