เมื่อกฎระเบียบวิ่งนำหน้าความเป็นจริง เปิดวงเสวนา Bolt Thailand ถกอนาคต Ride-Hailing ประเทศไทย ทางออกเพื่อคนขับและผู้โดยสาร

ตัวเลขการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันในไทยยังอยู่ที่ 'หลักสิบเปอร์เซ็นต์' จากผู้ขับขี่ทั้งหมดในระบบ ขณะที่กำหนดการบังคับใช้กฎระเบียบมาถึงแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าควรกำกับดูแลหรือไม่ แต่คือจะกำกับดูแลอย่างไรไม่ให้ระบบนิเวศทั้งหมดพังทลาย

เวทีเสวนาโต๊ะกลมของ Bolt Thailand เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา เปิดพื้นที่ให้นักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย ตัวแทนแพลตฟอร์ม และผู้ขับขี่ตัวจริง มานั่งคุยกันบนเวทีเดียวกัน ภายใต้หัวข้อ 'การเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันในเมืองไทย' และสิ่งที่ได้ยินจากทุกฝ่ายมีน้ำเสียงที่ตรงกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือ กรอบกฎหมายปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้

ต้นทุนที่มองไม่เห็น: เมื่อกฎระเบียบกดดันคนตัวเล็ก

ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว นักเศรษฐศาสตร์ผู้ร่วมเสวนา เปิดประเด็นด้วยภาพความจริงที่ตรงไปตรงมา ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ในระบบ Ride-Hailing มีส่วนต่างระหว่างรายได้กับต้นทุน (Margin) ที่บางมาก โดยเฉพาะในยุคที่ราคาพลังงานสูงขึ้น การเพิ่มต้นทุนจากค่าจดทะเบียน ค่าประกันรถสาธารณะ และค่าดำเนินการต่างๆ จึงไม่ใช่แค่ 'ภาระเพิ่ม' แต่อาจเป็นจุดที่ทำให้การขับรถผ่านแอปฯ ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

'ถ้ามีการกฎระเบียบเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิด Supply Shock มหาศาล ลองนึกภาพว่าถ้าเราหยุดรถที่ไม่ได้จดทะเบียนทั้งหมด มันก็จะเป็นปัญหา' ดร.สุทธิกร กล่าว

แต่ผลกระทบไม่ได้จบอยู่แค่ฝั่งผู้ขับขี่ เมื่อรายได้สุทธิลดลง คนขับต้องทำงานเพิ่มชั่วโมง ต้องเร่งรีบ และสิ่งที่ตามมาคือความปลอดภัยของผู้โดยสารที่ลดลงไปด้วย ขณะเดียวกัน หากจำนวนผู้ขับขี่หายไปจากระบบ ผู้ใช้บริการก็ต้องรอนานขึ้น หรืออาจหันกลับไปใช้บริการนอกระบบที่ไม่มีมาตรฐานคุ้มครองใดๆ

Sharing Economy ที่กำลังถูกตัดขา

ประเด็นที่ ดร.สุทธิกร ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ หัวใจของบริการ Ride-Hailing อยู่ที่แนวคิด Sharing Economy รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ 1 คันที่เจ้าของใช้เดินทางวันละ 2 ชั่วโมง ถ้าสามารถนำมาให้บริการเพิ่มอีก 3 ถึง 4 ชั่วโมง มันคือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลที่เกิดจากสินทรัพย์ที่เคยจอดทิ้งไว้เปล่าประโยชน์

ดร.สุทธิกร ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงว่าเคยเจอผู้ขับขี่คนหนึ่งที่เป็นทหารชั้นประทวน เพิ่งย้ายมากรุงเทพฯ มีรถ 1 คัน และใช้เวลาหลังเลิกงานช่วง 16:00 ถึง 17:00 น. มาขับรับผู้โดยสารเพื่อหารายได้เสริม ซึ่งเป็นช่วง Peak Hour ที่ตลาดกำลังขาดแคลน Supply พอดี

'ถ้าเราบอกว่าเรามี License สำหรับ Full-time เราก็ควรจะมีกฎระเบียบบางอย่างสำหรับคนที่ทำ Part-time ด้วย ที่เขาไม่จำเป็นต้องปรับตัวเข้ามาอยู่ในระบบ 100%'

แนวคิดนี้คล้ายกับระบบวีซ่านักศึกษาในออสเตรเลียที่อนุญาตให้ทำงานได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ไม่ใช่บังคับให้ทุกคนต้องทำงานเต็มเวลาหรือไม่ทำเลย

Ride-Hailing ในฐานะ 'ระบบเชื่อมต่อ' ที่ขาดไม่ได้

อีกมิติที่เวทีเสวนานี้ให้น้ำหนักอย่างมากคือบทบาทของ Ride-Hailing ในฐานะ Feeder System หรือระบบเชื่อมต่อสำหรับขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่ไม่มีใครอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า 100% การเรียกรถผ่านแอปฯ คือตัวเชื่อมที่ทำให้คนสามารถเดินทางจากบ้านในซอยลึกไปถึงสถานีได้ภายในไม่กี่นาที

ดร.สุทธิกร ยกตัวอย่างว่า คนที่อยู่ย่านราชพฤกษ์แต่ทำงานแถวสุขุมวิท ถ้าขับรถไปเองอาจต้องออกจากบ้านแต่เช้ามาก แต่ถ้าเรียกรถไปสถานีบางหว้าแล้วต่อรถไฟฟ้า ก็ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 นาที เวลาที่ประหยัดได้นี้กลับไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง

'ถ้า Ride-Hailing ขาดหายไป มันทำให้การใช้ประโยชน์ของระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ที่รัฐลงทุนไว้เนี่ย ไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่จริงๆ'

บทเรียนจากต่างประเทศ: แกนกลางอยู่ที่แพลตฟอร์ม ไม่ใช่ตัวรถ

ดร. สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการด้านกฎหมาย ให้ภาพเปรียบเทียบที่น่าสนใจจากการกำกับดูแล Ride-Hailing ในต่างประเทศ โดยชี้ว่ามีจุดร่วมสำคัญที่ประเทศไทยควรพิจารณา

ประการแรก ทุกประเทศสร้าง 'หมวดหมู่เฉพาะ' สำหรับบริการ Ride-Hailing แยกจากแท็กซี่ ออสเตรเลียใช้คำว่า Booking Service Provider อังกฤษใช้ Private Hire Vehicle สิงคโปร์ใช้ Private Hire Car สะท้อนว่า Ride-Hailing เป็นบริการคนละประเภทกับแท็กซี่ จึงไม่สามารถนำกฎของแท็กซี่มาใช้แบบ 'ก๊อปปี้เพสต์' ได้

ประการที่สอง ศูนย์กลางของระบบกำกับดูแลอยู่ที่แพลตฟอร์ม ไม่ใช่ตัวรถ อย่างรัฐ New South Wales ของออสเตรเลีย กฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตรวจสอบประวัติคนขับ จัดเก็บข้อมูล และเปิดเผยข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ให้หน่วยงานกำกับดูแล สิงคโปร์ก็ใช้แนวทางคล้ายกัน ทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลเชิงรุกได้โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มโดยตรง

ประการที่สาม หลายประเทศใช้ระบบ 'สติกเกอร์' แทนการเปลี่ยนป้ายทะเบียน รถยังคงเป็นรถส่วนบุคคล แต่ติดสัญลักษณ์ระบุว่าอยู่ในระบบเมื่อให้บริการ และสามารถถอดออกได้เมื่อไม่ได้ให้บริการ วิธีนี้ทำให้ไม่กระทบมูลค่ารถ ไม่ขัดกับสัญญาลิสซิ่ง และยังตอบโจทย์ของรัฐที่ต้องการรู้ว่ารถคันไหนอยู่ในระบบ

'แกนกลางของระบบกำกับที่ประสบผลสำเร็จในต่างประเทศ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวรถ แต่คือการกำหนดหน้าที่ให้แพลตฟอร์มอย่างชัดเจน' 

ดร. สลิลธร ชี้ว่าไทยเริ่มขยับไปในทิศทางเดียวกันแล้ว จากประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อปี 2568 ที่กำหนดหน้าที่ให้แพลตฟอร์มโดยตรงเป็นครั้งแรก ทั้งเรื่องการยืนยันตัวตนคนขับ การเก็บและเปิดเผยข้อมูล และการจัดการความเสี่ยงของผู้โดยสาร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ย้ายศูนย์กลางของการกำกับจากคนขับและตัวรถไปสู่แพลตฟอร์ม

เสียงจากคนขับ: 'บริบทการทำงานต่างกัน แล้วจะเหมือนกันเพื่ออะไร'

คุณมนทิตา ตัวแทนผู้ขับขี่ที่มาร่วมเวที ให้มุมมองจากประสบการณ์ตรงที่ทำให้เห็นว่ากฎระเบียบปัจจุบันมีจุดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหลายประการ

ปัญหาแรกคือการนำกฎระเบียบของรถแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์มาใช้กับบริการผ่านแอปฯ ทั้งที่บริบทการทำงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จักรยานยนต์รับจ้างแบบวินมีหัวหน้าวินและกรรมการวินรับรองการจดทะเบียนได้ทันที แต่ผู้ขับขี่ผ่านแอปฯ ไม่มีสถานที่ตั้งวิน ต้องหา 'เจ้าบ้าน' ในกรุงเทพฯ มารับรอง ซึ่งหมายความว่าต้องขอสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านจากคนอื่น สิ่งที่แทบไม่มีใครยินดีให้เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้

'แอปพลิเคชันมีข้อมูลเยอะกว่าป้ายเหลืองด้วยซ้ำ มีข้อมูลรถ ป้ายทะเบียน ภาษี แม้กระทั่งวันนี้เราไปจุดไหนมาบ้าง แอปพลิเคชันรู้หมดเพราะใช้ GPS แต่ที่มันไม่ได้คือคำว่ากฎหมายไม่รองรับ'

คุณมนทิตา ยังย้อนไปถึงช่วงโควิดที่อาชีพไรเดอร์กลายเป็น 'อาชีพทอง' ให้คนที่ตกงานจากบริษัทปิดกิจการ และเป็นทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัยกว่ารถโดยสารสาธารณะในช่วงที่โรคติดต่อรุนแรง สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ลึกกว่าแค่เรื่องการขนส่ง

แพลตฟอร์มขยับ แต่ยังไปไม่สุดโดยลำพัง

คุณสุภัทธา เนียมวณิชกุล หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ บริษัท โบลท์ ประเทศไทย เปิดเผยว่าแพลตฟอร์มพยายามส่งเสริมให้ผู้ขับขี่จดทะเบียนมาตลอด แต่ตัวเลขยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เมื่อสอบถามผู้ขับขี่ในหลายจังหวัดว่าใครมีใบขับขี่สาธารณะแล้ว เกือบทั้งห้องยกมือ แต่พอถามว่าใครจดทะเบียนครบทุกขั้นตอนแล้ว 'ก็จะหายวูบไปเลย เหลือไม่กี่คนในห้อง'


ปัญหาหลัก 2 ข้อที่ทำให้กระบวนการไปไม่ถึงปลายทาง ได้แก่ ต้นทุนการจดทะเบียนที่ยังสูงเกินไปสำหรับคนขับพาร์ทไทม์ โดยเฉพาะค่าประกันรถสาธารณะที่ลิสซิ่งกำหนดให้เป็นชั้นสูง และข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่อยู่ในอำนาจของแพลตฟอร์มจะแก้ไขได้เอง

อย่างไรก็ตาม Bolt ไม่ได้รอภาครัฐอย่างเดียว ล่าสุดเพิ่งประกาศความร่วมมือกับ Chubb, สมาคมธุรกิจเช่าซื้อประเทศไทย และโบรกเกอร์ Dr.Money เปิดตัวแพ็กเกจประกันภัยสาธารณะราคาประหยัดพร้อมระบบผ่อน 0% สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการจดทะเบียน รย.18 โดยจุดสำคัญคือประกันนี้ไม่ได้ล็อกคนขับไว้กับโบลท์เท่านั้น แต่คุ้มครองตลอดเวลาไม่ว่าจะขับกับแพลตฟอร์มใด หรือแม้แต่ไม่มีผู้โดยสาร ซึ่งต่างจากประกันรายวันของบางแพลตฟอร์มที่คุ้มครองเฉพาะเมื่อให้บริการกับแพลตฟอร์มนั้นเท่านั้น

ข้อเสนอจากทุกฝ่าย: Roadmap ไม่ใช่ Deadline

สิ่งที่วิทยากรทุกท่านเห็นตรงกันคือ ไม่มีใครปฏิเสธความจำเป็นของการกำกับดูแล แต่วิธีการและจังหวะเวลาต่างหากที่เป็นปัญหา ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากเวทีนี้มีหลายมิติ

ในเชิงโครงสร้าง ดร.สุทธิกร เสนอว่าภาครัฐควรมีคณะกรรมการ (Committee) ระดับประเทศที่มองภาพรวมเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม Ride-Hailing ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างออกกฎระเบียบจนกลายเป็น 'จิ๊กซอว์ที่ไม่ต่อกัน' โดยชี้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ราว 4 ถึง 5 หมื่นล้านบาท ใหญ่พอที่จะต้องมียุทธศาสตร์ระดับชาติรองรับ

ในเชิงกฎหมาย ดร. สลิลธร เสนอให้พิจารณาใช้ระบบสติกเกอร์แทนการเปลี่ยนป้ายทะเบียน ซึ่งจะแก้ปัญหาคอขวดเรื่องไฟแนนซ์ไม่ยินยอมและมูลค่ารถลดลงได้ทันที และยังเปิดทางให้ใช้โมเดลประกันแบบ Pay As You Go ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่จริงมากกว่า

ในเชิงนโยบาย คุณสุภัทธาจากโบลท์ ประเทศไทย เสนอให้ภาครัฐสร้าง Roadmap ที่ชัดเจนร่วมกับทุกฝ่าย โดยใช้แนวทาง Regulatory Sandbox ทดสอบนโยบายใหม่ก่อนบังคับใช้จริง แทนที่จะเร่งบังคับใช้กฎหมายในจังหวะที่ระบบยังไม่พร้อม ซึ่งอาจสร้างผลเสียมหาศาลกับทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเศรษฐกิจโดยรวม

จากเวทีเสวนาสู่ทางออกที่รอคำตอบ

เสียงจากเวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ชัดว่า ปัญหาของอุตสาหกรรม Ride-Hailing ไทยไม่ได้อยู่ที่ 'ความไม่เต็มใจ' ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่กรอบกฎระเบียบที่ออกแบบมาจากยุคก่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ถูกนำมาใช้กับบริการที่มีธรรมชาติแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ผู้ขับขี่อยากเข้าระบบแต่ทำไม่ได้ แพลตฟอร์มพร้อมให้ข้อมูลแต่ต้องการคนนำที่แข็งแกร่ง นักวิชาการมีโมเดลต่างประเทศให้เรียนรู้ สิ่งที่ขาดคือผู้นำจากภาครัฐที่จะเข้ามาปลดล็อกคอขวดเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่โฟกัสที่การบังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบเดิม

เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่คือการสร้างระบบนิเวศ Ride-Hailing ที่มีเสถียรภาพ ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเศรษฐกิจของประเทศ

คำถามตอนนี้คือ ภาครัฐพร้อมจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้หรือไม่

ที่มา: เวทีเสวนาโต๊ะกลม Bolt Thailand 'การเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันในเมืองไทย'

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

CP Group จับมือ NTT Docomo Global ยกระดับ Amaze Super App สู่ Loyalty E-commerce ระดับประเทศ และเปิดตัว Amaze Survey และ Amazing Japan

CP Group และ Ascend Commerce จับมือ NTT DOCOMO Global ยกระดับ Amaze Super App สู่ Loyalty E-commerce ระดับประเทศ เปิดตัว Amaze Survey ร่วมกับ INTAGE, Amazing Japan และ Consumer Eng...

Responsive image

จากพื้นที่เช่า สู่ Tech Ecosystem ส่องวิธีคิดของ ‘ศศิธร วรัญญูวัฒนา’ ผู้นำ True Digital Park ที่เปลี่ยนออฟฟิศให้เช่าเป็นโอกาสทางธุรกิจ

เจาะลึกแนวคิดการสร้าง Tech Ecosystem ของ True Digital Park ภายใต้การนำของคุณแท็ป-ศศิธร วรัญญูวัฒนา จากพื้นที่สู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมคน ธุรกิจ และโอกาส พร้อมบทเรียนสำคัญเรื่อง “การปรั...

Responsive image

Dell ชี้ AI PC และ Workstation คือเฟสต่อไปของ Enterprise AI ช่วยพนักงาน ประหยัดเวลา 2.17 ชั่วโมง/วัน ผลิตภาพเพิ่ม 30% จากงานวิจัยของ IDC

Dell Technologies เผยงานวิจัย IDC ชี้ 48% ขององค์กรใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกเริ่มใช้ AI PC แล้ว และ 95% มองว่า Workstation จะสำคัญต่อโครงการ AI ใน 2 ปีข้างหน้า สะท้อนแนวคิด AI Compute Co...