ย้อนดูธุรกิจ ‘ซ่อง’ ในอดีตที่เคยถูกกฎหมาย และ ‘โสเภณี’ แรงงานลับที่สังคมไม่พูดถึง | Techsauce

ย้อนดูธุรกิจ ‘ซ่อง’ ในอดีตที่เคยถูกกฎหมาย และ ‘โสเภณี’ แรงงานลับที่สังคมไม่พูดถึง

เคยรู้ไหมว่า ในโลกนี้มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่อยู่รอดจากทุกการ Disruption และอาจเป็นเพียงแค่ธุรกิจเดียวที่ AI ยังเข้ามาแทนที่ไม่ได้… ธุรกิจนั้นก็คือ ‘ซ่องและโสเภณี’ อาชีพเก่าแก่ของมนุษยชาติ คาดว่าเป็นอาชีพแรกที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ 

แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ประเทศไทยเคยใช้ธุรกิจนี้ในการสร้างชาติมาแล้ว เงินจำนวนกว่า 50,000 บาท คือภาษีที่รัฐบาลไทยเคยเก็บได้จากโสเภณีเมื่อ 150 ปีที่แล้ว ซึ่งมากพอที่จะบอกได้ว่า…อาชีพนี้เคยรุ่งเรืองและสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติพอสมควร 

บทความนี้จึงอยากชวนมาย้อนดูธุรกิจ ‘ซ่อง’ และ ‘โสเภณี’ อีกหนึ่งแหล่งหาเงินชั้นดีของรัฐบาลไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และพามาหาคำตอบว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง

โมเดลธุรกิจซ่องไทยในอดีต

โสเภณีในไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่เคยมีหลักฐานที่ระบุไว้ชัดเจน แต่เคยปรากฏคำว่า ‘หญิงนครโสเภณี’ ไว้ครั้งแรกในหนังสือกฎหมายโบราณชื่อว่า “กฎหมายลักษณะผัวเมีย” ซึ่งมีการบัญญัติขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ในแผ่นดินของพระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. 1857 – พ.ศ. 1912)

โมเดลซ่องไทยยุคแรก: บุกเบิกอาชีพโสเภณี

กฎหมายได้ให้ความหมายของคำว่าหญิงนครโสเภณีเอาไว้ว่า เป็นหญิงงามเมืองที่ใช้เสน่ห์และร่างกายทำมาหากิน ชายใดเอาไปเป็นภรรยาก็จะถูกสังคมตราหน้าว่าต่ำ นอกจากจะสะท้อนถึงมุมมองของสังคมที่มีต่อโสเภณีแล้ว ในด้านวิธีการทำงานก็เข้าข่ายโสเภณีในแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน จึงอาจอนุมานได้ว่าธุรกิจซ่องและโสเภณีเริ่มแพร่หลายขึ้นในสมัยอยุธยานี่แหละ

ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องถูกสังคมรังเกียจ ทำไมผู้หญิงเหล่านี้ถึงเลือกที่จะเป็นโสเภณี ? 

ต้องย้อนกลับไปในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่อาชีพโสเภณีเกิดขึ้นมาในฐานะอาชีพที่เลือกทำไม่ได้ เนื่องจากโสเภณียุคแรก คือ ผู้หญิงที่ถูก ‘นำมาขาย’ หรือ ‘ขายตัวเอง’ เพื่อเป็นทาส และนายเงินบังคับให้มาขายตัวอีกทีหนึ่ง ซึ่งตามระบบศักดินาในสมัยนั้น ทาสเป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุด ไร้อำนาจและขาดอิสระในการตัดสินใจ ชีวิตจะเป็นไปอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งของนายเงิน 

หลักฐานที่เด่นชัดที่สุดเกี่ยวกับธุรกิจซ่องและการบังคับขู่เข็ญก็คือ บันทึกของลาลูแบร์ อัครราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศสที่เดินทางมายังอยุธยาในสมัยของพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199 – พ.ศ. 2231) ซึ่งในบันทึกระบุอย่างชัดเจนว่า “ขุนนางผู้บิดาก็ขายบุตรีส่งให้แก่ชายผู้หนึ่ง ซึ่งมีความชอบธรรมที่จะเกณฑ์สตรีที่ตนซื้อมา เป็นหญิงแพศยาหาเงินได้ โดยชายผู้มีชื่อนั้นต้องเสียภาษีถวายพระมหากษัตริย์…”

ชายคนที่ลาลูแบร์กล่าวถึงก็คือ ‘ออกญามีน’ เจ้าของซ่องที่มียศเป็นถึงออกญา ซึ่งก็ตีความได้ว่าโมเดลแรกของธุรกิจซ่องและโสเภณีนั้นเริ่มต้นจาก ‘ระบบทาสและการบังคับขู่เข็ญ’ > ช่องทางหารายได้พิเศษของเหล่าขุนนางในสมัยอยุธยา > และพัฒนามาเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เพราะต้องเสียภาษีให้แก่กษัตริย์

โมเดลซ่องในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น: ซ่องนานาชาติ 

เวลาล่วงเลยผ่านไป จากสมัยอยุธยาสู่กรุงธนบุรี การค้าประเวณีก็ยังอยู่คู่สังคมไทยมาตลอด แต่เมื่อเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแม้จะยังมีการนำทาสมาค้าประเวณีอยู่บ้าง แต่ก็มีหญิงบางประเภทที่สมัครใจจะเป็นโสเภณี ทำให้ในสมัยนี้มีโสเภณีเพิ่มขึ้นมาถึง 5 รูปแบบ  อาทิ 

  • หญิงหาเงินจร (โสเภณีเถื่อน) แอบค้าประเวณี ไม่มีสังกัดซ่อง และไม่เสียภาษีให้รัฐ
  • สมัครใจ เต็มใจที่จะทำอาชีพโสเภณี มีสังกัดซ่อง ได้ค่าแรง 50% จากเงินที่หาได้ และเจ้าของซ่องจะเป็นคนเสียภาษีให้รัฐแทน
  • หญิงทาส ขายตัวเป็นทาส และโดนกดขี่ให้มาเป็นโสเภณี
  • ลูกจ้าง หญิงที่มาสมัครเป็นโสเภณีและรับเงินล่วงหน้า จากนั้นจะทำงานหาเงินคืนให้แก่เจ้าของซ่อง *รูปแบบนี้เกิดหลังการเลิกทาส
  • หัวหน้า คล้ายแมวมองที่คอยชักชวนหญิงสาวหน้าตาดี มาแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูเป็นผู้ดี เพื่อหาคนเลี้ยงที่มีฐานะ ส่วนใหญ่จะเจอได้ตามห้างฝรั่ง

รูปแบบอาชีพโสเภณีที่เปลี่ยนแปลงไป จากรูปแบบการค้ามนุษย์ สู่รูปแบบธุรกิจ ทำให้โมเดลซ่องในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเริ่มมีระบบนายจ้างลูกจ้าง และมีเจ้าของซ่องที่เป็นผู้ประกอบการทั่วไป (ไม่ใช่ขุนนาง) เพิ่มขึ้นมา ซ่องดังๆ ในสมัยนั้นก็มีโรงยายแฟงและโรงยายเต๊า 

เมื่อซ่องมีผู้ประกอบการมากขึ้น การแข่งขันเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เจ้าของซ่องเริ่มมีการปรับปรุงและตกแต่งซ่องของตนให้สวยงามและสะอาดสะอ้าน ทำให้ซ่องในสมัยนี้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและมีมาตรฐานมากขึ้น

ซ่องดังๆ ก็ต้องพยายามสร้าง ‘Customer Experience’ ที่ดีเพื่อแข่งขันกัน บางแห่งถึงขั้นจัดธีมเพื่อเอาใจลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน เนื่องจากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไทยทำการค้ากับจีนรุ่งเรือง คนจีนจึงย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก 

ทำให้ในช่วงนั้นมีซ่องที่ตกแต่งเป็นสไตล์จีนอยู่ไม่น้อยเลย และโสเภณีที่ทำงานในซ่องจีนก็ต้องคัดคนที่เป็นสาวหมวย ถ้าเป็นสาวจีนได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าเป็นสาวไทยก็จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อจีนเพื่อให้เข้ากับธีมของซ่อง

โสเภณีสร้างชาติจริงไหม เมื่อธุรกิจขายบริการถูกฉวยผลประโยชน์

รัฐบาลไม่ได้มีการซื้อขายโสเภณีด้วยตนเอง แต่เมื่อธุรกิจซ่องรุ่งเรืองมากขึ้นก็นำมาซึ่ง ‘การหาผลประโยชน์’ ระหว่างรัฐ-เจ้าภาษี-นายเงิน โดยเหตุการณ์เริ่มต้นในสมัยของรัชกาลที่ 4 

ในช่วงเวลานั้นประเทศไทยได้มีการทำสนธิสัญญาสนธิสัญญาเบาว์ริงกับจักรวรรดิบริเตน (อังกฤษ) ซึ่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอย่างหนัก รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ส่งผลให้มีการเก็บภาษีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย เช่น ภาษีฝิ่น ภาษีสุกร ภาษีปลากัด ภาษีปลาทู ภาษีผ้าไหม ภาษีผัก ภาษีถัง อากรการพนัน ฯลฯ และหนึ่งในนั้นก็คือ ภาษีค่าธรรมเนียมโสเภณี หรือ ภาษีบำรุงถนน โดยรัฐจะเรียกเก็บเพื่อเป็นค่าจดทะเบียนหญิงโสเภณี 

นอกจากนี้หลักฐานยังชี้ว่า แค่ภาษีจากโสเภณีอย่างเดียวรัฐบาลก็ได้เงินไปกว่า 50,000 บาท ซึ่งมากกว่ารายได้ทั้งหมดที่ได้จากมณฑลทางใต้ถึง 10,000 บาท 

ทำไมต้องมีภาษีบำรุงถนน ?

‘ภาษีบำรุงถนน’ เกิดขึ้นมาจากการที่โสเภณีฟ้องร้องเจ้าของซ่องเรื่องโกงค่าตัว ทำให้รัฐบาลสืบทราบจนรู้ว่าเจ้าของซ่องเหล่านี้ไม่ได้โกงแค่ค่าตัวโสเภณี แต่ยังยักยอกเงินภาษีของรัฐบาลไปอีกด้วย จึงทำให้รัฐบาลต้องประกาศให้มีภาษีนี้ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ในข้อกฎหมายที่รัฐบาลระบุเกี่ยวกับภาษีบำรุงถนนก็มีบางส่วนที่ทำขึ้นมาเพื่อปกป้องสิทธิของโสเภณี เช่น ห้ามบังคับทาสที่ไม่เต็มใจมาขายตัว ห้ามโกงค่าตัว ไม่งั้นนายเงินจะต้องถูกลงโทษด้วยการเสียค่าปรับหรือซื้อทรายให้กับรัฐ 

แต่ภาพรวมของข้อกฎหมายไม่ได้มีการปกป้องคุ้มครองโสเภณีอย่างรัดกุม เพียงแค่ระบุว่าหาก ‘โสเภณีฟ้องร้อง’ และสืบรู้ว่าเป็นความจริงนายเงินจะต้องถูกลงโทษ ซึ่งบทลงโทษก็เป็นค่าปรับที่ต้องจ่ายให้แก่รัฐบาลทั้งสิ้น เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลในตอนนั้นให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางภาษีจากโสเภณีมากที่สุด

รัฐบาลนำเงินส่วนนี้ไปทำอะไร ?

เนื่องจากในช่วงนี้มีการค้ากับต่างชาติมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องมุ่งสร้างและซ่อมแซมถนน เพื่อพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งภายในประเทศให้ดีขึ้น เห็นได้ชัดจากหลักฐานที่รัฐบาลใช้เงินจำนวนมากไปกับการก่อสร้างและปรับปรุงการคมนาคมภายในประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นคลองภาษีเจริญ ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมืองที่เรารู้จักกันในปัจจุบันก็ล้วนต้องใช้ทุนสร้างมหาศาล ซึ่งบันทึกระบุว่า งบที่นำมาขุดคลองสร้างถนนมีทั้งที่พระมหากษัตริย์ออกเอง และหยิบยืมจากขุนนางมาด้วย เมื่อนำมาพิจารณากับกฏหมายการเก็บภาษีบำรุงถนน จึงสามารถตีความได้ว่าภาษีนี้มีมาเพื่อซัพพอร์ตรัฐบาลในการสร้างถนนหนทางในประเทศ อย่างน้อยๆ ก็คือการซื้อทรายเพื่อมาถมทำถนน

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐบาลโอนถ่ายอำนาจการเก็บภาษีนั้นกลับมาที่ตนเอง (ก่อนหน้านี้ใช้ระบบเจ้าภาษีนายอากร มีเอกชนรับเหมาเก็บให้) ผ่านการตั้ง พ.ร.บ. ป้องกันสัญจรโรครัตนโกสินทรศก 127 มีเนื้อหาอนุญาตให้ค้าประเวณีได้แต่สำนักโสเภณีและโสเภณีต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย (คล้ายการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี)

โดยกำหนดให้โสเภณีต้องเสียค่าจดทะเบียน 12 บาท/ 3 เดือน เพราะทางการบังคับให้ตรวจโรคทุก 3 เดือน นอกจากนี้ยังระบุว่าหญิงที่จะมาขายตัวต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวมถึงเจ้าของซ่องต้องเสียค่าจดทะเบียน 30 บาท/ 3 เดือน ให้แก่รัฐบาลด้วย

ข้อมูลจากบันทึกพระราชบัญญัติระบุว่ารัฐจะเก็บเงินภาษีนี้ภาษีเดียวได้ราวปีละ 39,540 บาท มากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้มาก แต่เงินภาษีที่ได้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้มีการระบุว่าจะนำไปซื้อทรายและสร้างถนนแบบก่อนหน้านี้ แต่ในเมื่อผู้เก็บคือกรมสุขาภิบาลจึงคาดว่ารัฐนำเงินส่วนนี้มาใช้ควบคุมโรคระบาดทางเพศแทน


แหล่งซ่องยอดนิยมที่ทำเงินมหาศาล ได้แก่ สำเพ็ง รายได้ที่รัฐบาลเคยเก็บจากเขตนี้สูงถึง 335,142 บาทส่วนมากเป็นซ่องจีน นับเป็นแหล่งที่ธุรกิจค้าประเวณีรุ่งเรืองมากที่สุดในสมัยนั้น, และบางรัก ส่วนมากเป็นซ่องฝรั่งเรียกกันว่าบาร์ รายได้ที่รัฐบาลเคยเก็บจากเขตนี้สูงถึง 24,246 บาท *รายได้รวมทุกภาษีไม่ใช่แค่ภาษีโสเภณีเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขเหล่าเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าธุรกิจค้าประเวณีรุ่งเรืองมากในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัฐบาลกอบโกยรายได้มหาศาลจากภาษีนี้ นอกจากนี้ยังมีการนำเงินภาษีโสเภณีมาสร้าง โรงพยาบาลหญิงหาเงิน ใน พ.ศ. 2440 อีกด้วย เพื่อตรวจโรคให้แก่ผู้หญิงเหล่านี้โดยเฉพาะ แต่ต่อมามีประชาชนทั่วไปเข้ารับการรักษามากขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงพยาบาลกลาง  

Sex Worker ในปัจจุบันยังคงถูกมองข้ามในสังคมไทย

ในปัจจุบันอาชีพโสเภณีก็ไม่เคยหายไปจากสังคมไทยเลย รวมถึงรูปแบบการบริการและการทำงานก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม แต่ก็ยังคงถูกมองข้ามและไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลอย่างจริงจังอยู่ดี เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ร่าง พ.ร.บ.มาตรการคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศได้ผ่านการจัดทำและรับฟังความคิดเห็น แต่ปัจจุบันยังคงถูกแช่แข็ง ไม่มีการสานต่อใดๆ เกิดขึ้น

ตามการรายงานจากประชาไท เมื่อวันที่  18 ม.ค. 2567 มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ และตัวแทนพนักงานบริการ (Sex Worker) ได้ออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ 

นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ประกอบชีพนี้ก็หวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นสิ่งที่เข้ามาลบล้าง พ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และทำให้อาชีพค้าบริการไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป ซึ่ง Sex Worker ของไทยก็จะได้รับการคุ้มครองไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ ในสังคม

แม้เราจะไม่รู้ถึงเม็ดเงินที่หมุนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่ ‘7 คลอง 4 ถนน 1 โรงพยาบาล’ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเคยได้จากธุรกิจซ่องและโสเภณีในอดีตมาทั้งนั้น หากเทียบกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายสื่อเรื่องเพศอย่าง Onlyfans ก็ยังมีกฏหมายลิขสิทธิ์ที่คุ้มครอง Creators จากการถูกเอาเปรียบและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 

ดังนั้นก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้รัฐบาลต้องละเว้นการคุ้มครองแรงงาน Sex Worker ที่มีส่วนสร้างชาติ จริงไหม ?

อ้างอิง: cuir.car.chula.ac.th, silpa-mag , silpa-mag, buuir.buu.ac.th, dspace.spu.ac.th , law.tu.ac.th 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

DataWise ที่ปรึกษาด้าน Data & AI ครบวงจร ผสานความเชี่ยวชาญให้เข้ากับความต้องการลูกค้าได้ลงตัว

คุยเรื่องเทคโนโลยีในองค์กร กับ DataWise ผู้ให้บริการ Data & AI ครบวงจร...

Responsive image

LVMH จะเนรมิตโอลิมปิก ปารีส 2024 ให้เป็นมหกรรมกีฬาที่หรูหราที่สุดในโลก

โอลิมปิก ปารีส 2024 จะกลายเป็นมหกรรมกีฬาที่หรูหราและมีสไตล์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ หลัง LVMH อาณาจักรแบรนด์หรูระดับโลกรับหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก และช่วยรังสรรค์ความยิ่งใหญ่ของก...

Responsive image

Traffy Fondue เตรียมนำ 'AI' มาขับเคลื่อน เปลี่ยนเมืองจากเสียงสะท้อนของ 'คน'

Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเมืองอย่างครบวงจร...