หนังโฆษณาความยาวเกือบ 10 นาที ทำยอดวิวบน YouTube ทะลุ 10 ล้านวิว แต่กลับมีคอมเมนต์แค่ 20 อัน เจ้าของแบรนด์โทรเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงกังวลว่าคอนเทนต์ชิ้นนี้ล้มเหลวหรือเปล่า คำตอบที่ได้กลับตรงกันข้าม เพราะตัวเลขคอมเมนต์ที่น้อยนิดไม่ได้แปลว่าคนไม่สนใจ แต่มันคือสัญญาณของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่แบรนด์ส่วนใหญ่มองไม่เห็นต่างหาก
นี่คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่ ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Uppercuz Creative เจ้าของช่อง 'การตลาดการเตลิด' ที่มีผู้ติดตามรวมทุกแพลตฟอร์มกว่า 5 แสนคน และเลขาธิการสมาคม Content Creator ไทย ยกขึ้นมาเล่าบนเวที session 'คอนเทนต์ไม่ฟีดครึ่งปีหลังอัลกอริทึม เอาไงดี' ในงาน SUPALAI Presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 ภายใต้ธีม 'The Festival of Futuristic Minds'
แทนที่จะแจกสูตรสำเร็จว่าต้องโพสต์กี่โมง ใส่แฮชแท็กกี่ตัว หรือทำคลิปยาวกี่วินาทีถึงจะถูกใจอัลกอริทึม คุณศรัณย์เลือกที่จะจูนความเข้าใจของคนทำคอนเทนต์ใหม่ทั้งหมด ว่าทำไมคอนเทนต์ถึงไม่ฟีดเหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่นักการตลาดกับแบรนด์ควรโฟกัสจริง ๆ ในครึ่งปีหลังนี้

ก่อนจะไปถึงเรื่องอัลกอริทึม คุณศรัณย์ปูพื้นให้เห็นภาพใหญ่ก่อนว่าวันนี้คอนเทนต์อยู่ในภาวะล้นเกิน (Content Overload) อย่างรุนแรง ช่องท่องเที่ยวมีเป็นพัน ช่องการตลาดมีเป็นร้อย ช่อง CEO Branding ก็มีเป็นพัน ช่องแต่งหน้าอีกเป็นพัน ทุกอย่างเหมือนกันไปหมดจนผู้บริโภคไม่รู้จะเลือกดูใคร
ปัญหานี้อธิบายได้ด้วยหลักอุปสงค์และอุปทาน (Demand Supply) แบบพื้นฐาน เพราะจำนวนคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตและพร้อมจะเสพคอนเทนต์นั้นทรงตัวเท่าเดิม แต่จำนวนผู้ผลิตคอนเทนต์หรือ Content Creator กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อของมีมากกว่าคนดู การแข่งขันจึงดุเดือดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมการเสพแบบ 'ไถผ่าน' ผู้บริโภคไม่ได้ตั้งใจดู แต่นอนอยู่บนเตียง เปิดทีวีทิ้งไว้ มือถือก็ไถไปเรื่อย ๆ ความตั้งใจที่จะจดจ่อกับคอนเทนต์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งน้อยลงมาก ถ้าคอนเทนต์ไม่ดีจริง ไม่มีจุดที่สะดุดตาหรือดึงความสนใจ (Hook) ได้จริง คนก็ไถผ่านไปทันที
ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดบนแพลตฟอร์มเดียว แต่เป็นเส้นทางข้ามหลายแพลตฟอร์ม (Multi-platform Journey) โดยเฉลี่ยคนหนึ่งคนเปิดดูราว 5 ถึง 6 แพลตฟอร์มก่อนจะกดซื้อ เมื่อต้องแบ่งความสนใจไปหลายที่ ระยะเวลาที่แต่ละคอนเทนต์จะได้รับความสนใจจึงสั้นลงไปอีก
อีกหนึ่งอาการของยุคนี้คือคอนเทนต์ถูกลืมเร็วมาก แม้แต่ดราม่าที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจก็ยังเปลี่ยนมือกันแทบรายวัน คุณศรัณย์ชี้ว่าสมัยก่อนการวางแผนใช้ Influencer โปรโมตสินค้าหนึ่งตัววางแผนกันเป็นเดือน แต่วันนี้บางแคมเปญทุ่มงบ 3 ถึง 5 ล้านบาท จ้าง Influencer ทำคอนเทนต์ให้จบภายในสัปดาห์เดียว เพราะรู้ดีว่าคนลืมไว ข้อมูลที่ไหลเข้ามาในแต่ละวันนั้นมากเกินกว่าจะจดจำอะไรได้นาน
ปิดท้ายภาพใหญ่ด้วยวิกฤตความเชื่อใจ (Trust Crisis) ผู้บริโภคไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ อีกต่อไป เพราะโดนหลอกมาจนไม่รู้จะเชื่อใครดี ตั้งแต่เรื่องอาหารเสริมไปจนถึงข้อมูลสุขภาพ ทำให้คนต้องไปดูจาก Creator หลายคน หลายครั้ง กว่าจะมั่นใจว่าอะไรจริงหรือไม่จริง ซึ่งวนกลับไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการเสพข้ามหลายแพลตฟอร์มอีกครั้ง
จุดที่คุณศรัณย์อยากให้ทุกคนเข้าใจคือ บ่อยครั้งคนทำคอนเทนต์โทษตัวเองมากเกินไปว่าทำของไม่ดีพอ ทั้งที่ปัจจัยใหญ่อาจมาจากโมเดลธุรกิจของตัวแพลตฟอร์มเอง
คุณศรัณย์หยิบข้อมูลผลประกอบการจากนิตยสาร Forbes Thailand ขึ้นมาให้ดู โดยให้โฟกัสแค่บรรทัดเดียว นั่นคือแพลตฟอร์มรายใหญ่มีรายได้ราว 54,411.9 ล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไรราว 3,000 ล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา จากที่เคยขาดทุนกว่า 3,600 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเมื่อแพลตฟอร์มต้องทำกำไร ของฟรีอย่างการเข้าถึง (Reach) และการมีส่วนร่วม (Engagement) แบบไม่เสียเงิน ก็ต้องค่อย ๆ ลดทอนลงตามกาลเวลา
ลองดูที่มาของรายได้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok เป็นตัวอย่าง รายได้มาจากส่วนแบ่งการขายสินค้าใน Shop การลงโฆษณา (Ads) และการให้ของขวัญ โดยเงินก้อนใหญ่อยู่ที่ฝั่งโฆษณา เมื่อถึงเวลาที่แพลตฟอร์มต้องการกำไร ยอดวิวและ Engagement ของคอนเทนต์ที่ไม่ได้จ่ายเงินจึงลดลงจนแทบไม่เหลือ โค้ดส่วนลดน้อยลง คูปองน้อยลง ทั้งหมดล้วนมาจากเหตุผลเดียวกัน
แต่คุณศรัณย์ก็ย้ำเตือนอีกด้านว่า ยอดวิวเยอะไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป และยอดวิวน้อยก็ไม่ได้แปลว่าแย่เสมอไป หลายครั้งที่เจอ Creator หรือแบรนด์ตั้งใจทำของดีมาก แต่กลับมานั่งโทษตัวเองเมื่อคนไม่ดู สิ่งที่อยากบอกคือ ถ้าทำของดีจริง สุดท้ายจะมีวันของเราเอง เพียงแต่ช้าหรือเร็วต่างกัน บางคนใช้เวลา 3 ปี บางคนใช้ 5 ปี บางแบรนด์ใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะปังขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญคืออย่าไปผูกติดกับตัวเลขมากเกินไป
ประเด็นนี้ยังสะท้อนสงครามตัวเลขระหว่างแบรนด์กับเอเจนซี (Agency) ด้วย เพราะหลายครั้งแบรนด์สั่งงานเอเจนซีโดยกำหนดเป้า Engagement Rate และยอด Reach เป็นตัวเลขตายตัว โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามา สุดท้ายเอเจนซีก็ต้องไปทำคอนเทนต์ที่ดึงคนเข้ามาเยอะ ๆ ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่คอนเทนต์น้ำดี กลายเป็นการเกาะกระแสดราม่าไปเรื่อย เป็นสงครามของตัวเลขที่ทั้งสองฝ่ายมองไม่ตรงกัน
หัวใจสำคัญที่คุณศรัณย์อยากให้แยกแยะให้ออกคือ มันมีสองด้านที่คนมักเอามารวมกันจนสับสน ด้านหนึ่งคือตรรกะของอัลกอริทึม อีกด้านคือพฤติกรรมของคน
ในฝั่งอัลกอริทึม เป้าหมายของมันค่อนข้างตรงไปตรงมา นั่นคืออยากนำส่งคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เพราะทุกวันนี้คอนเทนต์น้ำเสียอย่างคลิปที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แนวดราม่าผัว ๆ เมีย ๆ ซ้ำ ๆ กันเต็มแพลตฟอร์มไปหมด เมื่อของล้น แพลตฟอร์มก็ต้องเลือกว่าจะดันคอนเทนต์ไหน นอกจากนี้อัลกอริทึมยังพยายามนำส่งคอนเทนต์ให้ตรงกับความสนใจของแต่ละคน นำส่งตามพฤติกรรมการซื้อ เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจับมือกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Shopee กับ Facebook หรือ TikTok Shop ของ TikTok เอง เมื่อรู้ว่าใครซื้ออะไรก็นำส่งคอนเทนต์ให้ตรงใจได้ รวมถึงดันคอนเทนต์ที่กำลังมาแรง และที่สำคัญที่สุดคือคอนเทนต์ที่สร้างยอดขาย เพราะนั่นคือรายได้ของแพลตฟอร์มโดยตรง
แต่สิ่งที่คนมักลืมคือฝั่งพฤติกรรมของคน ซึ่งเป็นด้านที่คุณศรัณย์ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ยากและวัดผลแทบไม่ได้ แต่กลับมีอิทธิพลมหาศาล

แนวคิดที่คุณศรัณย์เน้นย้ำมากที่สุดคือ Dark Social หรือพฤติกรรมที่ผู้บริโภครับรู้และสนใจคอนเทนต์ แต่ไม่แสดงออกผ่านการกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ใด ๆ เลย ทำให้แบรนด์ติดตามผลไม่ได้ว่าใครสนใจอะไรจริง ๆ
ลองนึกถึงเวลาแบรนด์เปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ หลายคนเห็นคลิปแล้วอยากได้ แต่ไม่กล้าคอมเมนต์ว่าอยากได้เพราะกลัวเพื่อนมองว่าไม่มีเงินซื้อ หรือไม่กล้าวิจารณ์ว่ารุ่นนี้ไม่ดีเพราะกลัวถูกมองว่าคิดลบ สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ แต่แคปหน้าจอส่งให้เพื่อนในแชต หรือทักไปคุยกันในไลน์กลุ่มแทน นี่คือเหตุผลว่าทำไมหนังโฆษณา 10 นาทีถึงได้ยอดวิว 10 ล้านแต่มีคอมเมนต์แค่ 20 อัน เพราะคนชอบแต่ไม่รู้จะคอมเมนต์ว่าอะไร
คุณศรัณย์ชี้ว่ากว่า 50 ถึง 60% ของการปิดการขายในยุคนี้เกิดขึ้นแบบ Dark Social ยกตัวอย่างเพื่อนสนิทที่ส่งคลิปร้านหมูกระทะเปิดใหม่ผ่าน Reels บน Instagram มาชวนไปกิน ทั้งที่คลิปนั้นมียอดวิวแค่ราว 700 วิว แต่กลับทำให้เกิดการตัดสินใจไปกินจริง ร้านนั้นไม่มีทางรู้เลยว่ากระบวนการบอกต่อแบบนี้เกิดขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่คนทำคอนเทนต์จะหยุดทำเพราะยอดวิวน้อยไม่ได้ เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าคอนเทนต์ถูกส่งต่อไปถึงใครบ้าง
จากแนวคิดนี้ คุณศรัณย์ได้นิยามคำว่า Shadowban ขึ้นมาในความหมายของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ผู้ใช้ทำกันเองเงียบ ๆ โดยที่แบรนด์ไม่มีทางรับรู้ เช่น การที่ลูกศิษย์คนหนึ่งต้องคอยส่งคลิปไปโน้มน้าวให้สามียอมมาเรียนคอร์สด้วยกัน ทั้งหมดนี้เป็นพลังของการบอกต่อที่เกิดจากคนสองคนคิดเห็นตรงกัน จึงส่งต่อสิ่งหนึ่งให้กัน ไม่ใช่โฆษณา แต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าโฆษณา
นอกจากนี้ คุณศรัณย์ยังชี้ให้เห็นพฤติกรรมคนไทยอีกหลายอย่างที่อัลกอริทึมก็วัดไม่ได้ ทั้งนิสัยชอบเป็นนักสืบ เห็นอะไรนิดหน่อยก็ซูมเข้าซูมออกหารายละเอียด ซึ่งถ้าแบรนด์เอาไปออกแบบเป็นลูกเล่นในคอนเทนต์ก็จะสนุก พฤติกรรมการเสพเงียบ ๆ รับรู้คนเดียวไม่บอกใคร รวมถึงความขี้เกียจที่มากขึ้น คนดูคลิปด้วยความเร็ว 1.5 เท่า หรือกดข้ามไปข้างหน้า ไม่ใช่ขี้เกียจรับรู้ แต่ขี้เกียจรอให้คอนเทนต์เดินไปถึงจุดที่ต้องการ คอนเทนต์ที่เนิบนาบจึงไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมนี้อีกต่อไป
พฤติกรรมที่ชัดที่สุดคือการชอบดราม่าและสอดรู้สอดเห็น เวลาเกิดวิกฤตหรือดราม่า บางบริษัทถึงขั้นทำการบริหารจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) เป็นวาระแห่งชาติ เตรียมผู้บริหาร ฝ่ายกฎหมาย เอเจนซี และทีมครีเอทีฟ ยืนรอรับมือ คนทำงานสายการตลาดเองก็ตามอ่านทุกอย่าง รับรู้ครบหมด แต่กลับไม่กดไลก์ ไม่คอมเมนต์ ไม่แชร์ ดูแล้วก็จบไป ทำให้เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คนมักเหมารวมพฤติกรรมเหล่านี้ไปโทษอัลกอริทึม ทั้งที่จริงมันคือพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไป
อีกประเด็นที่กระทบโดยตรงคือคนไม่กดติดตามแบรนด์และ Creator เหมือนเดิม คุณศรัณย์เล่าว่าน้อง ๆ Gen Z จำนวนมากบอกว่าไม่จำเป็นต้องตามช่องไหนเลย เพราะถ้าตามไปก็จะไม่ได้เจอคอนเทนต์ของช่องนั้นอยู่ดี ประกอบกับทุกคนมีช่องท่องเที่ยว ช่องทำอาหาร ช่องการตลาดครบหมดแล้ว ถ้าวันนี้สร้างความแตกต่างที่โดดเด่นจริง ๆ ไม่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตามเพิ่ม สุดท้ายเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อยอด Engagement แต่คนกลับเลือกไปโทษอัลกอริทึมแทน
ปัจจัยสุดท้ายคือการที่คนต้องแบ่งเวลาไปใช้หลายโซเชียลมีเดีย ในเมื่อทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม แต่ต้องแบ่งให้ทั้ง Facebook, TikTok, Instagram และ Google ยิ่งค่าอินเทอร์เน็ตและค่าบริการสตรีมมิงถูกลง คู่แข่งของคอนเทนต์เราจึงไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดียด้วยกัน แต่ยังมีทั้งเกมและความบันเทิงอื่น ๆ รอบตัวอีกมากมาย ที่คนดูคอนเทนต์เราน้อยลงจึงไม่ใช่เพราะอัลกอริทึมไม่รักเรา แต่เพราะคนไม่มีเวลามากพอต่างหาก
ทั้งหมดนี้นำไปสู่สิ่งที่คุณศรัณย์เรียกว่า Creator Mode นั่นคือผู้ใช้ไม่อยากดูคอนเทนต์ที่ดูเป็นองค์กร (Corporate) แบบจัดเต็มอีกแล้ว แต่อยากดูคอนเทนต์ที่มีความเป็น Creator ทำเองมากกว่า นี่คือเหตุผลที่ช่วงนี้ CEO ของบริษัทต่าง ๆ พากันออกมาทำ CEO Branding กันมากขึ้น เพราะคนรู้สึกว่าคอนเทนต์แบรนด์จัด ๆ นั้นดูไม่จริงใจ คุณศรัณย์เปรียบเทียบว่าเมื่อทุก Creator ไหลไปทำคอนเทนต์สไตล์เป็นกันเองเหมือนกันหมด ผู้บริโภคก็จะเชื่อว่าคอนเทนต์แบบ Creator-made คือของจริง ส่วนใครที่ยังทำคอนเทนต์แนว Corporate สุดโต่งก็จะกลายเป็นพวกน้อยที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คุณศรัณย์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า 'พวกมากลากพวกน้อย'

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คุณศรัณย์ทำการบ้านด้วยการสำรวจกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และ Creator ราว 80 คน ทั้งจากลูกศิษย์ ลูกค้า และการพูดคุย โดยย้ำว่าเป็นข้อมูลจากประสบการณ์และการทดลองจริง ไม่ใช่ตัวเลขทางการจากแพลตฟอร์ม
สำหรับ TikTok คุณศรัณย์มองว่านี่ไม่ใช่จังหวะที่หวือหวาของแพลตฟอร์มนี้แล้ว ใครที่คิดจะกระโดดมาทำ TikTok อย่างเดียวอาจไม่ใช่จังหวะที่ดี เพราะตอนนี้เข้าสู่ยุค TikTok Shop เต็มตัว คอนเทนต์ที่ไม่สร้างยอดขายจะถูกลดการมองเห็นลง เนื่องจากมีโฆษณาประเภทที่จะไปลงกับคลิปที่ปักตะกร้าแล้วขายดี ทำให้ยอดวิวโดยรวมของคอนเทนต์ปักตะกร้าที่ขายไม่ออกลดลงไป นอกจากนี้คอนเทนต์ที่ผิดกฎแพลตฟอร์มก็ถูกลดการมองเห็น ซึ่งสิ่งที่คุณศรัณย์ไม่ชอบที่สุดคือการที่ไม่มีไกด์ไลน์ชัดเจนว่าอะไรผิดอะไรถูก ขนาดคลิปจุดพลุตอนปีใหม่ยังถูกระบบเตือนว่าเป็นวัตถุอันตรายและลดการนำส่ง คอนเทนต์ที่ผิดกฎหมายก็เช่นกัน เพราะ TikTok จดทะเบียนบริษัทในไทยจึงต้องอ้างอิงกฎหมายไทย ทั้ง อย. และ มอก. ทำให้คอนเทนต์หมอทำอะไรได้ยากขึ้นมากเพราะติดข้อกำหนดของแพทยสภา และสุดท้ายคอนเทนต์ที่ไม่มีคุณภาพ ถ่ายไม่ดี ตัดไม่ดี เสียงไม่ดี ก็จะถูกลดการมองเห็นเช่นกัน
แพลตฟอร์มที่คุณศรัณย์มองว่าเป็นจังหวะที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้คือ Instagram จากการทดลองกับลูกศิษย์ราว 50 คน ด้วยการนำคอนเทนต์ชิ้นเดียวกันไปลงทุกแพลตฟอร์ม โดยลง TikTok ก่อน ตามด้วย Instagram, Facebook และ YouTube ผลปรากฏว่ากว่า 90% ของคอนเทนต์ที่ลงนั้น มียอดวิวและ Engagement บน Instagram สูงกว่าบน TikTok อย่างมีนัยสำคัญ คุณศรัณย์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะเมื่อ TikTok กำลังจัดการคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มตัวเอง แพลตฟอร์มอื่นก็เห็นจังหวะที่จะช่วงชิงพื้นที่ตรงนี้ อย่างไรก็ตามต้องทำใจว่าคนกดรีแอ็กชันน้อยลง ยกเว้นคอนเทนต์ของคนหน้าตาดีหรือหุ่นดีที่ยังได้รีแอ็กชันเยอะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคนกดส่ง Reels ต่อให้เพื่อนเยอะมาก จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการส่ง Reels ซึ่งคุณศรัณย์ยกให้เป็นการบอกต่อหรือป้ายยาที่ทรงพลังและรุนแรงที่สุดในตอนนี้ เพราะมันคือต้นทางของ Dark Social ที่เกิดจากคนสองคนคิดเห็นตรงกันแล้วส่งต่อให้กัน
ส่วน Facebook การมองเห็นของเพจลดลงมาก เพราะระบบไม่ได้เน้นนำส่งให้คนที่กดติดตามเป็นหลักอีกแล้ว แต่จุดที่น่าสนใจคือบัญชีส่วนตัว (Personal Account) กลับทำผลงานได้ดีกว่าแฟนเพจอย่างชัดเจน คุณศรัณย์แนะนำว่าถ้าวันนี้อยากปั้นเพจบน Facebook นั้นยากมาก แต่ถ้าเอาวิดีโอตัวเดิมไปโพสต์ในบัญชีส่วนตัวที่เปิดโหมด Creator Mode กลับวิ่งได้ดีจนสร้างรายได้ให้ Creator ได้ ทุกวันนี้ Creator รุ่นเก่าหลายคนจึงย้ายมาโพสต์ในบัญชีส่วนตัวแทนแฟนเพจ เพราะ Facebook เปิดให้สร้างรายได้ผ่าน Facebook Reels และการลงโฆษณาในคลิป ทำให้แท็บวิดีโอสั้นของ Facebook เต็มไปด้วยคอนเทนต์จากช่องที่เราไม่ได้ติดตาม ทั้งนี้ Meta เคยเปิดเผยตัวเลขว่ากว่า 60% ของคนที่เสพคอนเทนต์จาก Reels มีโอกาสไปซื้อของมากกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น เพราะสินค้าหลายอย่าง เช่น ส้มตำปูปลาร้า เป็นภาพนิ่งแล้วไม่ได้อารมณ์ แต่พอเป็นวิดีโอกลับกระตุ้นให้คนสั่งอาหารตอนตีสองได้ คอนเทนต์ประเภทวิดีโอเท่านั้นที่สร้างแรงกระตุ้นแบบนี้ได้ คุณศรัณย์จึงสรุปว่า Reels ชนะคอนเทนต์รูปแบบอื่นบน Facebook ไปแล้ว โดยจากกลุ่มทดลอง 80 คน คอนเทนต์ที่ดีบน Facebook Reels ทำผลงานได้ราว 5 ถึง 10 เท่าของ TikTok
แพลตฟอร์มสุดท้ายที่คนไทยไม่ค่อยทำกันคือ YouTube ฝั่ง Shorts ยอดเข้าชมยังไม่ดีเท่าแพลตฟอร์มอื่น เพราะคนเข้า YouTube เพื่อดูวิดีโอแบบยาว (Long Form) เป็นหลัก สิ่งที่คุณศรัณย์ชอบมากคือ YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยการค้นหา (Search) ซึ่งเป็นพฤติกรรมของคน ไม่ใช่อัลกอริทึม นั่นแปลว่าต่อให้ไม่มีระบบนำส่งคอนเทนต์ให้ แต่ถ้าทำของดีจริง คนก็จะเสิร์ชหาคอนเทนต์ของเราเอง นอกจากนี้การกดติดตามหรือ Subscribe บน YouTube ยังมีคุณภาพสูงมาก คุณศรัณย์เปรียบว่าผู้ติดตาม 1 คนบน YouTube มีค่าเทียบเท่าคนกดติดตามบนเพจหรือ TikTok ถึง 50 คน เพราะกว่าคนจะตัดสินใจกดติดตามนั้นยากมาก เมื่อมีแฟนแล้ว แฟนเหล่านั้นจะกลับมาเสิร์ชหาเราเองโดยไม่สนใจว่าอัลกอริทึมจะนำส่งหรือไม่
คุณศรัณย์ยังนิยาม YouTube ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ 'ยากที่จะทำ จึงง่ายที่จะลอง' เพราะเมื่อทุกคนรู้สึกว่ายากเหมือนกันหมด คู่แข่งจึงน้อยลง ต่างจากคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่ทุกวันนี้แทบหาความแตกต่างระหว่าง Instagram, Facebook และ TikTok ไม่เจอแล้ว ต่างกันแค่ปุ่มกดซื้อของในตะกร้าเท่านั้น แต่การทำ YouTube ต้องใช้งบประมาณสูงและใช้เวลามาก จึงเหมาะกับแบรนด์และองค์กรที่มีกำลังมากกว่า
ในมุมของการสร้างความสนิทกับผู้ติดตาม คุณศรัณย์จัดอันดับให้ YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความสนิทได้มากที่สุด เพราะการดูคนคนหนึ่งพูดอะไรยาว ๆ ทำให้รู้สึกใกล้ชิด รองลงมาคือ Instagram ที่การลง Story และ Reels อย่างต่อเนื่องช่วยสร้างความสนิทได้ โดยคุณศรัณย์เคยท้าทายแบรนด์องค์กรหนึ่งให้ลง Story วันละ 3 ตัวแบบที่ไม่ใช่ Story จัดตั้ง แต่เล่นให้เป็นธรรมชาติเหมือน Gen Z จนแบรนด์นั้นสร้างความสนิทสนมและดึงคนกลับมาดูคอนเทนต์ในฟีดได้มากขึ้น ส่วน TikTok สร้างความสนิทได้น้อยกว่าเพราะไม่ได้เน้นนำส่งให้คนที่ติดตาม และ Facebook สร้างความสนิทได้น้อยที่สุดเพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ทำยากที่สุดในตอนนี้
แม้ Reels และวิดีโอสั้นจะมาแรง แต่คุณศรัณย์ย้ำว่าภาพนิ่งยังไม่ตาย ยังมีคนที่ชอบเสพคอนเทนต์แบบภาพนิ่งหรือตัวหนังสือ โดยเฉพาะเวลามีข่าวสำคัญที่คนอยากอ่านสรุปยาว ๆ เพื่อกระโดดข้ามไปอ่านแต่ละส่วนได้ตามต้องการ มากกว่าจะนั่งฟังวิดีโอสั้น
ข้อสรุปจึงนำไปสู่สูตรสำคัญของคุณศรัณย์ นั่นคือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำคอนเทนต์ดี ๆ ขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วแตกออกเป็นทุกฟอร์แมตเพื่อกระจายให้ครบทุกแพลตฟอร์ม คอนเทนต์ชิ้นนั้นต้องถูกทำเป็นวิดีโอสั้นเพื่อลง TikTok, Instagram, Facebook และ YouTube ต้องทำเป็นภาพแนวตั้งเพื่อลง Instagram Story ต้องทำเป็น Story แบบขยับได้ราว 15 วินาทีเพื่อลงทั้งสามแพลตฟอร์ม และต้องทำเป็นอัลบั้มโพสต์แบบตัวหนังสือเพื่อลงทั้ง TikTok และ Facebook
คุณศรัณย์เรียกแนวคิดนี้ว่า 'Select All' คือเลือกทำทั้งหมด อย่าไปเลือกข้างว่าจะเอาวิดีโอสั้นหรือภาพนิ่ง เพราะการเลือกประเภทเดียวจะทำให้เหนื่อยและพลาดโอกาส ประโยคที่คุณศรัณย์ย้ำคือ 'ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะเลือกว่าจะลงบนโซเชียลมีเดียไหนหรือลงคอนเทนต์ประเภทอะไร แต่เป็นหน้าที่ของลูกค้าและผู้ติดตามที่จะเลือกเสพคอนเทนต์ประเภทไหนบนสื่อไหน หน้าที่ของเราคือเอาของที่เราต้องมีไปวางจำหน่ายให้ครบทุกที่ ให้ทุกคนเห็นได้ครบทุกแพลตฟอร์ม'
ในช่วงท้าย คุณศรัณย์สรุปด้วยข้อความที่อาจขัดกับความคาดหวังของหลายคน นั่นคือ 'อย่าไปใส่ใจอัลกอริทึมมากเลย' ทั้งที่ตัวเองเป็นคนที่เข้าใจเรื่องอัลกอริทึมไม่น้อย ทั้งจากแพลตฟอร์ม จากลูกค้า และจากช่องของตัวเอง แต่กลับสนใจเรื่องแฮชแท็ก เวลาโพสต์ หรือต้นคลิปน้อยมาก
สิ่งที่คุณศรัณย์สนใจจริง ๆ คือการสร้างแฟน เพราะถ้าวันนี้โฟกัสทำของดีจนสุด แล้วสร้างแฟนที่รักกันและอยู่ด้วยกันยาว ๆ ได้ นั่นสำคัญกว่าการได้ Engagement หรือตัวเลขอื่น ๆ มาก เหตุผลก็เพราะถ้าเอาตัวเองไปหมุนรอบอัลกอริทึม สุดท้ายจะต้องทำตามกรอบของมันไปหมด ต้องลงเท่านี้ ต้องกี่โมง ต้อง 45 วินาทีเท่านั้น แล้วความคิดสร้างสรรค์ในการทำสิ่งใหม่จะไปอยู่ตรงไหน
หัวใจของ session นี้คือการอยากให้ทุกคนเข้าใจว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องมองพร้อมกัน ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ลักษณะของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ตรรกะของอัลกอริทึม และกฎระเบียบของแต่ละแพลตฟอร์ม แล้วนำแต่ละอย่างมาผสมกับความครีเอทีฟของตัวเอง ไม่ใช่ยึดอัลกอริทึมเป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว
สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง คุณศรัณย์สรุปว่า Short Video จะยังมาแรงและมาแรงต่อเนื่อง คอนเทนต์คุณภาพดีจะยังคงอยู่ และเชื่อว่าจะเกิดการกวาดล้างคอนเทนต์ที่ไม่ดีและ Creator ที่ไม่เก่งออกจากแพลตฟอร์มไปเรื่อย ๆ ภายในปีนี้ คล้ายกับการเลิกจ้าง (Layoff) ที่ค่อย ๆ ผลักให้คนทำของไม่ดีท้อและถอยออกไปเอง
ทิ้งท้ายด้วยข้อความที่ว่า อย่าแคร์อัลกอริทึมมากนัก แต่ให้แคร์ผู้ติดตามของเราเองและงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะถ้ามีแต่อัลกอริทึมโดยไม่มีความครีเอทีฟ คอนเทนต์ที่ทุกคนทำออกมาก็คงน่าเบื่ออย่างมาก แต่ถ้าเข้าใจอัลกอริทึมไปพร้อมกับยังคงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ สังคมของการทำคอนเทนต์และการตลาดก็จะน่าอยู่มากขึ้นกว่านี้
ที่มา: เซสชัน 'คอนเทนต์ไม่ฟีดครึ่งปีหลังอัลกอริทึม เอาไงดี' โดย ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต CEO บริษัท Uppercut Creative และเจ้าของช่อง 'การตลาดการเตลิด' ในงาน SUPALAI Presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด