ในงาน World Economic Forum 2026 หากเรามองไปในภาพของ Future of Work สิ่งที่ถูกพูดถึงในปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มาโดยสิ้นเชิง ปีนี้ Davos ไม่ได้พูดถึง AI ในฐานะของใหม่ แต่พูดถึงมันในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ ที่กำลังรื้อถอนและก่อร่างโลกการทำงานขึ้นมาใหม่
เพราะปีนี้ไม่ใช่แค่การมานั่งคุยถึงเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เหมือนปีก่อน ๆ อีกต่อไป แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า Frontier Technologies อย่าง AI และหุ่นยนต์ ได้ก้าวข้ามจากเครื่องมือทุ่นแรงมาเป็นผู้เล่นหลักในสนามการทำงาน

ในปี 2026 จึงเป็นปีที่โลกธุรกิจต้องเลือกระหว่าง ‘กำไร’ หรือ ‘ผู้คน’ และบทความนี้ Techsauce ได้สรุป3 ประเด็นใหญ่ที่ผู้นำธุรกิจและคนทำงานต้องรู้ เพื่ออยู่รอดในโลกที่ AI กำลังเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา

หากเราลองกางผลสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจในปี 2026 เราจะพบกับความย้อนแย้งที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กัน
ในด้านหนึ่ง AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์ทรงพลังที่จะเข้ามาขยายขีดความสามารถของธุรกิจให้ไปไกลกว่าเดิม เพิ่มกำไร และทำให้สินค้าเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกลับกลายเป็นพายุที่สร้างความสั่นคลอนให้กับความมั่นคงในใจของคนทำงาน
ข้อมูลที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันมากที่สุดคือ ความจริงที่ว่า นักธุรกิจกว่า 54% เชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานเดิมในสเกลที่ใหญ่มาก นี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นแผนการที่หลายบริษัทเริ่มลงมือทำเพื่อเพิ่มกำไรและลดต้นทุน
แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ มีคนเพียง 12% เท่านั้นที่เชื่อว่าการมาของ AI จะทำให้พนักงานได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น
นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับว่า ในยุคข้างหน้า บริษัทอาจจะรวยขึ้นจากเทคโนโลยี แต่ความมั่นคงในหน้าที่การงานของคนกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก
ปัจจุบันเรากำลังยืนอยู่บนทางแยกที่ใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ และนี่คือรายละเอียดเชิงลึกของ 4 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นกับเราในอีก 4 ปีข้างหน้า
หากเจาะลึกลงมาที่เรื่องงานโดยเฉพาะ ทาง WEF บอกว่าอนาคตของเราขึ้นอยู่กับ ‘ความเร็วในการปรับตัว’ ของเราเอง
ถ้าเราปรับตัวทัน เราจะเข้าสู่ยุค Supercharged Progress หรือยุคที่คนทำงานเหมือนเป็นกัปตันเรือที่มี AI เป็นลูกน้องคอยจัดการเรื่องยาก ๆ ให้ แต่ถ้าเราปรับตัวไม่ทัน เราจะหลุดไปอยู่ในยุค Age of Displacement หรือยุคที่หุ่นยนต์แย่งงานเราไปหมดเพราะเราทำอะไรที่ AI ทำไม่ได้เลย
เป้าหมายที่ทุกคนอยากให้เป็นคือ Co-Pilot Economy หรือเศรษฐกิจแบบเพื่อนคู่คิด ที่ AI ค่อย ๆ เข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น ไม่ได้มาแย่งงาน แต่มาทำให้เราเก่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ตอนนี้หลาย ๆ คนอาจเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า แล้วเราต้องเก่งอะไร ถึงจะชนะ AI ได้ ?
คำตอบบนเวที Davos ปีนี้บอกว่า ทักษะที่ AI เลียนแบบยากที่สุด ไม่ใช่การเขียนโปรแกรมหรือการวิเคราะห์ข้อมูล (เพราะ AI ทำได้ดีกว่าเราไปแล้ว) แต่คือ ทักษะที่เป็นมนุษย์ เช่น
ทักษะเหล่านี้เรียกว่า Invisible Skills หรือทักษะที่มองไม่เห็นในเรซูเม่ แต่มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีค่าตัวแพงมหาศาลในอนาคต
หนึ่งในทางออกที่ Davos 2026 เสนอคือการเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด เรียกมันว่า Learning-to-Earning Sandbox แนวคิดนี้คือการบอกว่า การเรียนในมหาลัย 4 ปีมันช้าเกินไปสำหรับโลกยุค AI
ต่อไปนี้ การเรียนกับการทำงานต้องเป็นเรื่องเดียวกัน คุณจะทำงานไปพร้อม ๆ กับการลองเล่นกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในพื้นที่ที่บริษัทจัดไว้ให้ โดยสามารถลองผิดลองถูกได้ พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้ทันที ไม่ต้องรอลงเรียนเพื่อรับใบปริญญา การทำแบบนี้จะช่วยให้ให้ทักษะของคุณสดใหม่และใช้ได้จริงอยู่เสมอ ไม่ใช่ความรู้ที่ค้างอยู่ในตำราเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
สุดท้ายแล้ว คำถามที่ว่า AI จะแย่งงานเราไหม ? มีคำตอบอยู่ที่ว่าเราเลือกจะเป็นมนุษย์แบบไหนDavos 2026 สรุปไว้ดีมากว่า เราไม่ควรพยายามเก่งแข่งกับคอมพิวเตอร์ เพราะเราไม่มีวันจำแม่นเท่า หรือคำนวณเร็วเท่ามัน
แต่เราต้องหันกลับมาพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า ทักษะที่มองไม่เห็น มันคือความสามารถในการรู้สึกถึงปัญหาของคนอื่น, ความสามารถในการคิดนอกกรอบที่ไม่มีข้อมูลเก่าให้ลอกเลียนแบบ, และความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางความวุ่นวาย สิ่งเหล่านี้คือ ความเป็นมนุษย์ที่ AI ไม่มีวันเลียนแบบได้
อ้างอิง: weforum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด