
ก่อนหน้านี้ Techsauce พาไปสำรวจสตาร์ตอัปจาก SPACE-F Batch 7 ในฝั่ง Accelerator ซึ่งเป็นทีมที่มีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่พร้อมขยับเข้าใกล้ตลาด ตั้งแต่ส่วนผสมอาหาร ระบบ Circular Food ไปจนถึงการใช้ Data เพื่อพัฒนาต่อยอดในโลกของ Food Tech
แต่อีกฝั่งของโครงการคือ Incubator ซึ่งทำงานกับแนวคิดและธุรกิจระยะเริ่มต้นมากกว่า ตั้งแต่การทดสอบว่าปัญหาที่กำลังแก้มีตลาดจริงหรือไม่ เทคโนโลยีควรพัฒนาไปในทิศทางไหน ไปจนถึงการวางพื้นฐานก่อนขยายธุรกิจ
การขยับจาก Accelerator มาสู่ Incubator จึงพาเราไปเห็นโจทย์ที่อุตสาหกรรมอาหารกำลังเริ่มตั้งคำถาม และหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของการรักษาที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบ GLP-1
ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับ FoodTech ไม่ใช่ว่ายากลุ่มนี้จะเปลี่ยนการควบคุมน้ำหนักอย่างไร แต่คือ เมื่อรูปแบบและปริมาณการกินของผู้บริโภคบางกลุ่มเปลี่ยนไป อาหารควรถูกออกแบบอย่างไรตามไปด้วย
GLP-1 หรือ Glucagon-Like Peptide-1 เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นและเกี่ยวข้องกับหลายกระบวนการ ตั้งแต่การควบคุมระดับน้ำตาล ความรู้สึกอิ่ม ไปจนถึงการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบนี้และใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์สำหรับโรคเบาหวานหรือภาวะอ้วน
การตอบสนองต่อยาและความต้องการทางโภชนาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การใช้ยาจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์
สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารเริ่มมองตลาดนี้คือ เมื่อความอยากอาหารหรือปริมาณอาหารที่รับประทานลดลงในผู้ใช้บางราย คำถามทางโภชนาการก็เปลี่ยนตามไปด้วย จากเดิมที่อาจสนใจเพียงพลังงานหรือปริมาณอาหาร มาเป็นว่า อาหารในปริมาณที่รับประทานได้ยังให้โปรตีน ใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารอื่นเหมาะสมกับความต้องการหรือไม่
เมื่ออาหารหนึ่งหน่วยต้องทำงานมากขึ้นในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนจึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้พัฒนาส่วนผสมเริ่มกลับมาคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ว่าต้องใส่มากแค่ไหน แต่รวมถึงโปรตีนแบบไหน เหมาะกับอาหารประเภทใด และตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มไหน
สำหรับ FoodTech โอกาสในเวลานี้จึงไม่ใช่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าแก้ผลกระทบจาก GLP-1 แต่คือการตั้งโจทย์ใหม่ว่า เมื่อผู้บริโภคบางกลุ่มมีรูปแบบการกินเปลี่ยนไป จะออกแบบอาหารที่กินสะดวก มีสารอาหารเหมาะสม และมีหลักฐานรองรับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
เมื่ออาหารต้องตอบความต้องการเฉพาะมากขึ้น คำว่า “โปรตีนสูง” เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
ผู้พัฒนาส่วนผสมต้องมองตั้งแต่ปริมาณและองค์ประกอบของกรดอะมิโน ความย่อยง่าย รสชาติและเนื้อสัมผัส ไปจนถึงคุณสมบัติทางเทคนิคของโปรตีนเมื่อนำไปอยู่ในอาหารจริง เช่น การละลาย การสร้างโฟม การเกิดเจล หรือการช่วยประสานส่วนประกอบต่าง ๆ ในสูตรอาหาร
และเมื่อกลุ่มผู้ใช้ต่างกัน โปรตีนที่เหมาะสมก็อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด
Amaranth Labs สตาร์ทอัปจากสหราชอาณาจักร พัฒนาส่วนผสมจาก amaranth หรืออะมารันท์ โดยใช้เทคโนโลยี dry fractionation เพื่อแยกวัตถุดิบออกเป็น ingredient streams ที่มีคุณสมบัติทางโภชนาการและการใช้งานแตกต่างกัน
แนวคิดของ fractionation คือ แทนที่จะใช้เมล็ดทั้งเมล็ด ผู้ผลิตสามารถแยกองค์ประกอบบางส่วนออกมาให้เข้มข้นขึ้น แล้วเลือกใช้ให้เหมาะกับสูตรอาหารแต่ละประเภท
Amaranth Labs ระบุว่าเทคโนโลยีของบริษัทถูกออกแบบให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานไม่สูงมาก และสามารถสร้างส่วนผสมหลายสายจากแพลตฟอร์มเดียว ก่อนนำแต่ละส่วนมาพัฒนาต่อในห้องปฏิบัติการและทดสอบในสูตรอาหารจริง
ปัจจุบันบริษัทนำเสนอ protein-based solution ซึ่งระบุว่ามี essential amino acid profile ครบ รวมถึง lysine พร้อมคุณสมบัติสำหรับการใช้งานในอาหาร เช่น emulsifying, foaming และ gelling
จุดที่เชื่อมกับเทรนด์ GLP-1 คือ Amaranth Labs วางตำแหน่งส่วนผสมของบริษัทสำหรับอาหารที่มีสารอาหารหนาแน่นและโปรตีนสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเรียกว่า products tailored for GLP-1 diets
แต่ความน่าสนใจในมุม FoodTech สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับองค์ประกอบของวัตถุดิบเดิมให้ตอบโจทย์เฉพาะมากขึ้น จากเมล็ดหนึ่งชนิด สามารถแยกออกมาเป็นส่วนผสมที่มีสัดส่วนสารอาหารและคุณสมบัติในการผลิตแตกต่างกัน แทนการใช้วัตถุดิบทั้งเมล็ดในรูปแบบเดียว
หาก Amaranth Labs เริ่มจากการแยกสิ่งที่มีอยู่แล้วในพืช UPLI จากสหราชอาณาจักร เลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คือใช้ precision fermentation เพื่อผลิตโปรตีนเป้าหมายขึ้นมา
กระบวนการนี้อาศัยจุลินทรีย์เป็นเหมือนโรงงานชีวภาพขนาดเล็ก โดยกำหนดให้จุลินทรีย์สร้างโปรตีนที่ต้องการ ก่อนแยกโปรตีนออกมาและนำไปพัฒนาเป็นส่วนผสมอาหาร
UPLI ระบุว่าแพลตฟอร์มของบริษัทมุ่งผลิตโปรตีนที่พบใน human milk และผลิตภัณฑ์หลักที่บริษัทนำเสนอในปัจจุบันคือ Human Alpha-Lactalbumin ซึ่งผลิตผ่าน precision fermentation
ดังนั้น แนวคิดของ UPLI จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างโปรตีนเลียนแบบร่างกายมนุษย์ แต่เจาะจงไปที่การนำ โปรตีนที่มีต้นแบบจาก human milk มาผลิตด้วยกระบวนการชีวภาพ โดยไม่จำเป็นต้องสกัดจากนมมนุษย์โดยตรง
อีกจุดที่น่าสนใจคือ UPLI ไม่ได้วางเทคโนโลยีไว้สำหรับ infant nutrition เพียงตลาดเดียว
บริษัทระบุ application ของส่วนผสมไว้ตั้งแต่ Infant & Child Nutrition, Medical Nutrition, Healthy Ageing, Sports & Performance ไปจนถึง Functional Nutrition สะท้อนว่าบริษัทมองโปรตีนหนึ่งชนิดในฐานะแพลตฟอร์มที่อาจถูกนำไปพัฒนาสูตรอาหารสำหรับผู้ใช้และช่วงวัยที่แตกต่างกัน
ในมุม FoodTech จุดนี้สะท้อนทิศทางอีกแบบหนึ่งของการพัฒนาโปรตีน
แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า เรามีวัตถุดิบอะไร แล้วสกัดโปรตีนออกมาได้เท่าไร เทคโนโลยีอย่าง precision fermentation เปิดโอกาสให้เริ่มจากคำถามว่า ต้องการโปรตีนชนิดใด แล้วจะออกแบบกระบวนการผลิตโมเลกุลนั้นในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างไร
Amaranth Labs ทำให้เห็นว่าวัตถุดิบพืชเดิมสามารถถูกแยกและออกแบบใหม่เพื่อสร้างส่วนผสมที่ตอบโจทย์เฉพาะมากขึ้น ขณะที่ UPLI แสดงให้เห็นอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อมุ่งผลิตโปรตีนเป้าหมายโดยตรง
ทั้งสองแนวทางสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเดียวกัน คือ อุตสาหกรรมอาหารกำลังขยับจากคำถามว่า “ใส่โปรตีนเท่าไร” ไปสู่ “โปรตีนแบบไหน ทำหน้าที่อะไร และเหมาะกับใคร”
คลื่น GLP-1 อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โจทย์นี้ได้รับความสนใจเร็วขึ้น แต่สิ่งที่น่าติดตามกว่าในระยะยาว คือความสามารถของ FoodTech ในการออกแบบส่วนผสมให้แม่นยำกับผู้ใช้มากขึ้น โดยไม่ทิ้งเรื่องความปลอดภัย หลักฐาน ต้นทุน และความสามารถในการผลิตจริง
ติดตามข้อมูลล่าสุดได้ผ่านเว็บไซต์ SPACE-F และเฟซบุ๊ก SPACE-F
หมายเหตุ: บทความนี้นำเสนอแนวโน้มด้าน FoodTech และอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การใช้ยาที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบ GLP-1 และการปรับโภชนาการระหว่างการรักษาควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลแต่ละบุคคล
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด