ไม่อยากมีปัญหาแบบ FTX 'กรรมการบริษัท' ช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตและมีธรรมาภิบาลได้ | Techsauce

ไม่อยากมีปัญหาแบบ FTX 'กรรมการบริษัท' ช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตและมีธรรมาภิบาลได้

กรณีของ แซม (Samuel Bankman-Fried) นักลงทุนและผู้ก่อตั้งธุรกิจ FTX แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งมีผู้ลงทุนมากกว่าพันล้านดอลลาร์  แต่ผู้ก่อตั้งกลับนำเงินของนักลงทุนไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง เมื่อเรื่องถูกเปิดโปงจึงกลายเป็น Big Issue ระดับโลก และทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ไม่มีใครตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ FTX เลยหรือ?

เห็น 'ธรรมาภิบาล' จากกรณี FTX ไหม

หากมองประเด็นนี้ในด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมี ธรรมาภิบาล (Governance) หรือ Good Governance หลักการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งมีหลักอยู่ 6 ข้อ ได้แก่ 

1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
2. หลักคุณธรรม (Morality)
3. หลักความโปร่งใส (Accountability)
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility )
6. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)

เมื่อนำเรื่องแซมมาพิจารณา จะเห็นว่าแซมเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ติดปัญหาแทบทุกข้อ และถ้ามองหาทางแก้ก่อนที่เรื่องจะลุกลามมาขนาดนี้ ตำแหน่ง กรรมการบริษัท หรือ บอร์ด (Board) สามารถช่วยป้องกันหรือลดความสูญเสียลงได้

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าไปเป็น 'บอร์ด' ให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ

กุลเวช เจนวัฒนวิทย์ ซีอีโอ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

จากงาน Director’s Briefing ที่มีการพูดคุยในหัวข้อ 'The essential guide to startup boards' คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ ซีอีโอ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หน่วยงานที่ส่งเสริมการทำงานของกรรมการบริษัทให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นมืออาชีพ เปิดประเด็นถึงความสำคัญของ 'บอร์ดบริษัท' ยุคนี้ว่า

ไม่มีบริษัทไหนเล็กเกินไปที่จะมีบอร์ดบริหารหรือทำธุรกิจให้ดี แต่ที่สำคัญ บอร์ดต้องรู้ด้วยว่า โลกเปลี่ยนไปยังไงทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ Technology & Innovation , Digital Transformation และ Sustainability

หลังจากนั้นมีวงเสวนาในหัวข้อ Challenges to balance growth and governance in startups (ความท้าทายในการสร้างสมดุลเพื่อทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพเติบโตและมีธรรมาภิบาล) โดยมีตัวแทนจาก 3 องค์กรธุรกิจชั้นนำที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการปั้นและการลงทุนในสตาร์ทอัพ มาส่งต่อความรู้ ได้แก่

ดำเนินรายการ โดย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ซีอีโอ บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด

ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง เทคซอส และผู้ดำเนินรายการ คุณอรนุชกล่าวถึงภาพรวมของระบบนิเวศสตาร์ทอัพให้เห็นภาพร่วมกันก่อนว่า การระดมทุนของเหล่าสตาร์ทอัพไทยเพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยมีทั้งหมด 37 ดีล มูลค่ารวมอยู่ที่ 530 ล้านดอลลาร์ แต่เม็ดเงินจำนวน 265 ล้านดอลลาร์ เป็นการระดมทุนของ LINE man x Wongnai เพียงบริษัทเดียว และทำให้บริษัทขึ้นแท่นยูนิคอร์นทันที

ถ้าเทียบมูลค่าการระดมทุนของไทย กับสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ถือว่าบ้านเรายังน้อยกว่ามาก ประเทศไทยควรมีสตาร์ทอัพในระดับ Early Stage มากกว่านี้ เทคซอสจึงร่วมกับพันธมิตรอีกมากมาย เพื่อผลักดัน Startup Ecosystem ด้วยการเปิดตัว Thailand Accelerator สนับสนุนสตาร์ทอัพที่อยู่ในระดับ Early Stage

เนื่องจากเทคซอสเล็งเห็นความสำคัญและต้องการส่งเสริมระบบนิเวศธุรกิจสตาร์ทอัพไทย ให้แข็งแกร่ง จึงร่วมกับ 25 องค์กรจัดตั้ง Thailand Accelerator เพื่อเปิดทางพาสตาร์ทอัพไทยไปทำตลาดต่างแดน 

และก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนาหลัก ทางเทคซอสได้แชร์ถึงภาพรวมการลงทุนและไฮไลน์สำคัญในธุรกิจสตาร์พอัพประจำปีนี้เพิ่มเติมได้แก่ 

  • ข้อแรก นักลงทุนจะเริ่มสนใจกับการลงทุนที่เน้นไปยังธุรกิจที่สร้าง Social Impact หรือ ผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และธุรกิจที่ทำตามแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance : แนวคิดที่ใช้ขับเคลื่อนภาคธุรกิจให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติธรรมาภิบาล) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เราอาจจะเริ่มได้ยินการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และเรียกกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ว่า Impact Tech หรือถ้าเน้นเรื่องการแก้ปัญหาด้าน Climate Change โดยตรง กลุ่มนี้เรียกว่า Climate Tech 
  • ข้อสอง ปีนี้เป็นปีที่มีสิทธิพิเศษสำคัญอย่าง Capital Gain Tax ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยผลักดันออกมา เพื่อดึงดูดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น นำโดยสภาดิจิทัลฯ สวทช. ดีป้า สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้
    นอกจากนี้ยังมี ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ที่สนับสนุนด้วยการเป็นกระดานเทรดในตลาดรอง เป็นการเพิ่มโอกาสอีกช่องทางเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน

เป็น 'บอร์ดบริษัท' ต้องรู้ปัญหา รู้ว่าควรทำอะไร เพราะอะไร

คุณธนพงษ์ ณ ระนอง  กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC)

  • คุณธนพงษ์ ณ ระนอง 
    กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC)

จากประสบการณ์การทำงานที่เคยลงทุนในสตาร์ทอัพกว่า 20 บริษัท จนสามารถขายกิจการ (Exit) ไปได้ 3 บริษัท กับการนั่งเก้าอี้บอร์ดอีกหลายแห่ง คุณธนพงษ์พบว่า สตาร์ทอัพมักจะมีโครงสร้างบริษัทไม่ชัดเจน ซึ่งเข้าใจได้ว่า สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น จึงประชุมกันเอง ปรึกษากันเอง ไม่มีบอร์ดเป็นกิจจะลักษณะ เน้นแต่การสร้างผลิตภัณฑ์ (Product) จึงทุ่มงบลงไปมากกว่าจะใส่ใจเรื่องโครงสร้างการบริหารงาน 

ในฐานะ VC สาเหตุที่เลือกลงทุนสตาร์ทอัพใดก็ตามเป็นเพราะเราเห็นว่าเขาเก่งในเรื่องนั้น จึงเข้าไปลงทุนและใส่โครงสร้างหรือคำแนะนำอื่นๆ ที่เขาไม่ได้มีความเชี่ยวชาญมากนักเข้าไป เช่น ความรู้เรื่องไฟแนนซ์ แต่ก็มีผู้ก่อตั้งบางคนที่เชื่อในผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากจนไม่ฟังใคร VC จึงต้องคอยถามสตาร์ทอัพ หรือช่วยคิดช่วยมองว่า ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ จะทำธุรกิจต่ออย่างไร

ประเด็นร้อนอย่าง FTX ที่ผู้ก่อตั้งก็ขาดธรรมาภิบาล และนักลงทุนก็ใส่เงินมากเกินไป ทำให้เห็นว่า การควบคุมการใช้เงินนั้นสำคัญมาก บอร์ดจึงควรติดตาม ผู้ลงทุนจึงควรมีส่วนในการกำกับการใช้เงินของสตาร์ทอัพด้วยว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนจริงหรือไม่

คำแนะนำสำหรับปีหน้า : หากเกิดวิกฤตหรือสถานการณ์ไม่ดี สิ่งแรกที่บอร์ดต้องมีคือ 'ข้อมูลบริษัท' ว่ามีเหลือเงินเท่าไหร่ และต้องทำฉากทัศน์ให้ได้ว่า ลูกค้าที่จะโดนผลกระทบจากโควิดเป็นใครบ้าง เนื่องจากซีอีโอมักจะเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ทำเองทุกอย่าง จึงไม่ได้เก็บข้อมูล ไม่มี CFO ช่วย ซึ่งในด้านการเงิน ต้องรู้ว่า Burn rate หรือเงินที่ติดลบในแต่ละเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ มีเงินอยู่ในบัญชีมากเพียงใด และบริษัทจะอยู่ได้อีกกี่เดือน หากตรวจดูแล้วว่า มีรันเวย์อีกยาวก็ไปต่อได้ แต่หากบริษัทอยู่ได้อีก 6 เดือน นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ 

คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู ดิจิตอล กรุ๊ป จำกัด

  • คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ 
    ประธานกรรมการ บริษัท ทรู ดิจิตอล กรุ๊ป

ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพส่วนใหญ่เริ่มจากการ ‘ลองผิดลองถูก’ ซึ่งถ้าไม่ได้ลองก็อาจไม่รู้ไม่เข้าใจปัญหา แต่ในขณะเดียวกัน บางสตาร์ทอัพที่ยังไม่ได้ทดลองอะไรมากและมี VC เข้าไปลงทุนเร็วเกินไป อาจทำให้สตาร์ทอัพไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ ดังนั้น บอร์ดที่ดีจึงควรเข้าไปตอนที่เห็นทิศทางบริษัทหรือโมเดลธุรกิจชัดเจน แล้วค่อยดึงผู้มีประสบการณ์ ที่ปรึกษา หรือแนะนำพันธมิตรทางธุรกิจให้ 

บอร์ดมีหลายหน้าที่ แต่เรื่องหลักๆ ที่ช่วยได้คือ Guidance - Governance - Support และจากประสบการณ์ตรงที่พบ ทำให้เห็นสตาร์ทอัพบางรายที่พัฒนาได้เร็วมาก VC ก็ต้องปล่อยให้เขาทำ อย่าถือว่าตัวเองรู้ดีที่สุด เข้าไปบังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้ว VC เองจึงเป็นฝั่งที่ต้องเติมความรู้ ร่วมกับการสร้าง engagement เพื่อเข้าถึงและเข้าใจธุรกิจสตาร์ทอัพด้วย 

คุณณัฐวุฒิเล่าถึงนิวยอร์กไทมส์ จากการไปสัมภาษณ์แซมเรื่องการตรวจสอบหรือให้คำแนะนำทางธุรกิจ ไม่มีบอร์ดมาตรวจสอบหรือ แซมตอบว่า มีบอร์ดเพียบเลยและอยู่ในหลายบริษัท นั่นหมายความว่า บอร์ดไม่ได้มาคัดค้านหรือกระตุกให้เขาทำในสิ่งที่ถูกที่ควร และอาจเป็นเรื่องของ Groupthink หรือ การคิดแบบกลุ่มมากเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่คิดเหมือนๆ กันจนนำไปสู่ปัญหา บอร์ดจึงเข้ามาช่วยตรวจหรือให้คำแนะนำในจุดนี้ได้ 

ถ้าธุรกิจเข้าสู่สถานการณ์เลวร้าย บอร์ดต้องช่วยบอกสตาร์ทอัพได้ว่า จะมีทางเลือกไหนให้ไปต่อได้บ้าง 

คำแนะนำสำหรับปีหน้า : บอร์ดต้องช่วยสตาร์ทอัพเตรียมตัวรับสถานการณ์เลวร้ายเป็นสองเท่าและเข้ามาเสริมสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากธุรกิจสตาร์ทอัพได้ นอกจากนี้ บริษัทควรมีการประชุมบอร์ดแบบ Workshop site meeting ที่ไม่ได้ทำตามแนวทางปกติของบริษัท เพราะจะทำให้บอร์ดเห็น Scenario ต่างๆ ง่ายขึ้น และมี engagement มากขึ้น 

  • คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ 
    ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท จิตตะ ดอทคอม จำกัด

ในด้านการเลือกบอร์ดมาบริหาร ควรเลือกคนที่สตาร์ทอัพเชื่อมั่นว่า จะได้ทำงานแบบ Give advice not command คือ บอร์ดที่ให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม โดยไม่บังคับให้ทำ เพราะถ้าบังคับก็อาจเกิดความขัดแย้งตามมาได้ 

บอร์ดบางคนอยู่ในอุตสาหกรรมมานานเกินไป อาจเห็นโมเดลต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วพยายามจะผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้เดินไปในเส้นทางเดียวกันเช่น การคิดราคา การทำตลาด การกำหนดโครงสร้างบริษัท หรือชักนำให้สตาร์ทอัพทำโดยไม่พิจารณาความแตกต่างของโมเดลธุรกิจ - แบบนี้ไม่ได้

กรณีของ Theranos บอร์ดไม่รู้เลยว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพทำธุรกิจอย่างไร ไม่มีความรู้ทางการแพทย์มาก่อนก็ส่วนหนึ่ง จนธุรกิจกลายเป็นสตาร์ทอัพลวงโลก ดังนั้น หากใครสักคนจะไปนั่งเป็นบอร์ดบริษัทใด ต้องศึกษาธุรกิจก่อน แล้วเข้าไปเป็นตัวบาลานซ์หรือเป็นกองหลังที่ดี ทำให้ทุกคนเห็นภาพทุกอย่างร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเห็นแนวทางเดียวกันหมด 

ที่สำคัญ สตาร์ทอัพควรจัดตั้งบอร์ดที่มีความรู้มากกว่า คุยกันได้ รับฟังกันด้วยความเคารพ เพราะการเป็นสตาร์ทอัพไม่มีคู่มือหรือ playbook ที่เหมาะสม และไม่มีหลักการตายตัว 

ในฝั่งผู้ก่อตั้งก็ควรรับฟังคำแนะนำของบอร์ด แล้วตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะทำอะไร ไม่ทำอะไร และจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร 

คำแนะนำสำหรับปีหน้า :  บอร์ดต้องคิดถึงวิกฤตเสมอและหมั่นตรวจดูว่า บริษัทมีรูรั่วตรงไหนบ้าง ยกตัวอย่าง Jitta ที่ตัวเลขอิงอยู่กับตลาดหุ้น ถ้าหุ้นตกเยอะ กลยุทธ์บริษัทจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดวิกฤต ทีมที่ดีจะต้องเป็นแบบไหน  ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพมีการปลดคนจำนวนมาก เพราะการลดต้นทุน (Cut cost) ช่วยให้บริษัทมีเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ แต่บอร์ดก็ต้องรู้รันเวย์ว่า บริษัทอยู่ได้นานเท่าไหร่ ทั้งยังต้องมีแผน A B C ทบทวนและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพราะทุกวิกฤตส่งผลกระทบไม่เหมือนกัน

RELATED ARTICLE

Responsive image

มองผ่านเลนส์ ‘ภูริเชษฐ์ เทพดุสิต’ ทำไม ‘Blockchain’ จึงเป็นคำตอบของการทำ Digital Transformation

คุณภูริเชษฐ์ เทพดุสิต Director of Bluebik Nexus เปิดเผยเรื่องราวผ่านมุมมองด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ในโลกของเทคโนโลยี Blockchain เพื่อเป็นคำตอบให้องค์กรก้าวผ่าน Digital Transformati...

Responsive image

รู้จักแอป Gas แอปโซเชียลเพิ่มพลังบวก ที่ให้เรามาอวยกันเอง ทำไมถึงถูกใจ Gen Z จน Discord ต้องมาซื้อ

อะไรทำให้แอป Gas เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น แล้วทำไม Discord ถึงตัดสินใจเข้าซื้อแอปนี้ มาหาคำตอบผ่านบทความนี้กัน...

Responsive image

สานต่อหลักสูตร The Cullinan รุ่นที่ 2 คอร์สชูกลยุทธ์ Digital Transformation สำหรับผู้บริหารระดับสูง

depa และ TMA สานต่อหลักสูตร The Cullinan รุ่นที่ 2 คอร์สชูกลยุทธ์ Digital Transformation สำหรับผู้บริหารระดับสูง...