ทำไมหุ้นบริษัทเทคโนโลยีได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าธุรกิจอื่น

ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เกิดความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงตลาดคริปโทฯ อย่างต่อเนื่องจากความกังวลต่อโอกาสในการเกิดเศรษฐกิจถดถอย ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) เพื่อชะลอความรุนแรงของการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ที่มีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศสหรัฐฯ ที่กำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Federal Reserve Board) ถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก เรียกได้ว่าการค้า การนำเข้า การส่งออก การลงทุน หรือบริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับประเทศสหรัฐฯ อย่างมีนัยยะ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินและการคลังของสหรัฐฯ จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องและมีถ้อยแถลงถึงความกังวลต่อสถานการณ์เงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลายส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกชะลอการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อรอดูท่าทีความชัดเจนในอนาคต เมื่อพิจารณาจากประวัติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นจะพบว่าในปี 2022 ที่ผ่านมามีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วถึง 6 ครั้ง คิดเป็น 375 Basis point หรือ 3.75% นับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากในรอบหลายปี

เมื่อมาดูภาพรวมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีผ่าน NASDAQ Composite Index ที่เป็นดัชนีสะท้อนราคาหุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นบริษัทเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยมีตัวอย่างบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง Apple, Microsoft, Amazon, Meta (Facebook), Alphabet (Google), Tesla และ Nvidia โดยนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 ภาพรวมดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 33.18%

สาเหตุแรกที่บริษัทเทคโนโลยีมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นเพราะว่าหุ้นบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ “ราคาแพง” จากความคาดหวังของนักลงทุน ถึงการเติบโตในอนาคตของบริษัท โดยปกติมักจะถูกวัดด้วยอัตราส่วนทางการเงินที่ชื่อว่าอัตราส่วนราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า P/E หรือสามารถใช้การเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของบริษัทกับกำไรสุทธิของบริษัทได้เช่นเดียวกัน ว่าจากราคาปัจจุบันต้องใช้ระยะเวลากี่ปีจึงจะคืนทุน

จากข้อมูลของ The Wall Street Journal มีการเปิดเผยอัตราส่วน P/E ของแต่ละดัชนีดังนี้

  • NASDAQ Composite Index ที่ 23.01 เท่า
  • Dow Jones Industrial Index ที่ 20.48 เท่า
  • Dow Jones Transportation Index ที่ 11.68 เท่า
  • Dow Jones Utility Index ที่ 21.90 เท่า
  • S&P 500 Index ที่ 18.37 เท่า
  • Russell 2000 Index ที่ 78.98 เท่า

จะเห็นได้ว่าเมื่อดูจากอัตราส่วนทางการเงินแล้ว Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความคาดหวังของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีถือว่ามีราคาแพง เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นเป็นรองเพียงแค่ Russell 2000 ที่เป็นดัชนีที่รวมบริษัทขนาดเล็กที่สุด 2,000 บริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ด้วยสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงส่งผลให้เกิดการคาดหวังว่าจากเศรษฐกิจในอนาคตอาจจะไม่สามารถทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเติบโตได้อย่างที่คาดหวัง ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกดดันผลประกอบการของบริษัท สะท้อนโอกาสที่กำไรอาจจะลดลง ประกอบกับการที่ผู้บริโภคอาจมีการชะลอการใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าและบริการ

นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยีอาจได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นด้วยเหตุผลที่ว่าบริษัทส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มกิจการได้ไม่นานนัก หรืออยู่ในช่วงที่กำลังแข่งขันในการสร้างตลาดทำให้บางบริษัทไม่มีกำไร ประกอบกับต้องมีการใช้สัดส่วนเงินกู้ในการดำเนินกิจการมาก จึงได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงที่สูงขึ้น

สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตผ่านการสร้างนวัตกรรมใหม่ แต่ในช่วงที่ความแน่นอนยังไม่ชัดเจนส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม และนักลงทุนมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าสินทรัพย์ไหนก็ตามที่มีความคาดหวังในอนาคตสูง ยิ่งมีความไม่ชัดเจนเท่าไรก็ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น

อ้างอิง : บิทคับ อินฟินิตี้ Bitkub Infinity (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=143308521781721&set=pb.100083077215278.-2207520000.&type=3)

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ปรากฏการณ์ OpenClaw ในจีน เมื่อคนจีนแห่ติดตั้งสิ่งนี้

เจาะลึกกระแส OpenClaw ในจีน! AI Agent สุดล้ำที่ทำงานแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง ทำไมคนจีนยอมเสี่ยงความปลอดภัยเพื่อเลี้ยงกุ้ง...

Responsive image

สรุปวิสัยทัศน์เซ็นทรัล รีเทล ปี 2026 เมื่อปัญญาประดิษฐ์คือกุญแจสำคัญ สู่การเป็นผู้นำค้าปลีกแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจาะลึกวิสัยทัศน์ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ปี 2026 ชูกลยุทธ์นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์พลิกโฉมค้าปลีก เร่งเครื่องบุกตลาดเวียดนาม พร้อมเผยความสำเร็จ ไทวัสดุ ที่โตสวนกระแสเศรษฐกิจ มุ่งสู่กา...

Responsive image

Techsauce บุกบรูไน เปิดโลกใหม่ ทำไมบรูไนถึงไม่ใช่แค่ประเทศค้าน้ำมัน แต่คือ Hub นวัตกรรมที่กำลังตื่นตัว

เจาะลึกทำไมบรูไน ประเทศที่เล็กกว่าไทย 70 เท่า ถึงเป็น Strategic Hub ที่น่าจับตามอง พร้อมบทบาทของ Techsauce ในการดันไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมโยงสตาร์ทอัพสู่อาเซียน...