บทความนี้ต้นฉบับมาจาก ecommenceIQ โดย Techsauce เห็นว่าประเด็นของ Streaming Video ที่กำลัง Disrupt ธุรกิจภาพยนตร์อยู่ในขณะนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงขอหยิบยกมาแปลและเรียบเรียง กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่เว้นแต่ละวันเปลี่ยนแปลงโลกไปทุกวงการ รวมถึงธุรกิจสื่อบันเทิง แม้ผู้คนจะยังนิยมดูหนังฟังเพลงเหมือนเดิม แต่ช่องทางการเข้าถึงทั้งเพลงและภาพยนตร์ที่พัฒนาขึ้น ก่อให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง Streaming Provider หรือผู้ให้บริการภาพยนตร์บนออนไลน์นั่นเอง

หากเจาะลึกลงอีกนิด ในทุกวันนี้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา พวกเขายิ่งต้องการข้อมูลตามความต้องการของตัวเองมากขึ้นบนอุปกรณ์ของตัวเองอย่างสมาร์ทโฟน นั่นทำให้ผู้ให้บริการภาพยนตร์ออนไลน์แบบตามความต้องการ หรือ Streaming Video-on-demand อย่าง Netflix และ iFlix ถูกจับตามองอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในตลาดภูมิภาค Southeast Asia ที่ยังมีหน้าจอว่างรอดูหนังออนไลน์อีกมากมาย

ถอดรหัสโอกาสเติบโตของ Streaming Video-on-demand

แม้จะนำเสนอความบันเทิงบนจอเหมือนกับโทรทัศน์ แต่ความพิเศษของ Streaming Video-on-demand อยู่ที่ผู้ชมสามารถเลือกภาพยนตร์เรื่องที่มีอยู่ได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งเมื่อดูแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานในปัจจุบันที่หันมาใช้งานชมวิดีโอบนสมาร์ทโฟนมากขึ้นทั่วโลก ทำให้โอกาสที่ผู้ให้บริการเหล่านี้จะเติบโตก็ยิ่งสดใสขึ้น

ปัจจุบันตลาด Streaming Video-on-demand มีมูลค่าทั่วโลกรวมกันมากกว่า 5,160 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2022 จะโตขึ้นเป็น 8,610 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยตลาดใหญ่ของธุรกิจนี้อยู่ที่อเมริกาเหนือ

แต่หากเจาะรายละเอียดลึกขึ้น จะพบว่าภูมิภาคที่เติบโตสูงสุดคือเอเชียแปซิฟิก โดยมีอัตราผู้ชมวิดีโอบนสมาร์ทโฟนในช่วงปี 2015-2017 เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

เหตุที่จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นสืบเนื่องมาจากระบบอินเทอร์เน็ตทั้ง Broadband และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือพัฒนามากขึ้น แม้ว่าภูมิภาคนี้ปัญหาเรื่อง DVD ผิดลิขสิทธิ์ แต่ตอนนี้คงไม่มีใครจะซื้อเครื่องเล่น DVD กันแล้ว จึงเป็นโอกาสของบรรดาผู้ให้บริการสตรีมมิ่งทั้งหลายที่จะบุกตลาดเอเชียแปซิฟิกอย่างจริงจัง

เข้าใจผู้ชม รุกคืบเพื่อเป็นหนึ่งในเอเชีย

หากให้เปรียบมวยผู้ให้บริการชมภาพยนตร์ออนไลน์ในเอเชีย คงต้องเป็น iFlix บริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศมาเลเซียซึ่งทำรายได้ในเอเชียกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กับ Netflix ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์เบอร์ต้น ๆ ของโลกที่กำลังก้าวเข้ามาบุกตลาดเอเชียอย่างจริงจังในเวลานี้

แม้ว่าจะให้บริการแบบเดียวกัน แต่ CEO ของ iFlix อย่าง Mark Britt ชี้ว่ากลุ่มลูกค้าของพวกเขากับ Netflix ต่างกัน โดย iFlix จะเน้นจับตลาดผู้ชมจำนวนมากหรือ Mass Market โดยมีราคาถูกดึงดูดใจตกเดือนละ 30 บาทในไทย ส่วน Netflix จะมุ่งไปยังกลุ่มผู้ใช้ระดับสูงทั่วโลก ด้วยเนื้อหาที่สร้างเฉพาะและคุณภาพของภาพยนตร์ในระดับ HD ขึ้นไป ส่วนราคาจะสูงกว่าพอสมควรโดยเริ่มต้นที่เดือนละ 280 บาท

แต่ปัจจัยที่ส่งผลไม่น้อยไปกว่ารูปแบบเนื้อหาที่นำเสนอ คือวิธีการชำระค่าบริการ กลุ่มผู้ชมส่วนมากในเอเชียยังไม่นิยมใช้บัตรเครดิต ทำให้ Netflix ซึ่งวางระบบชำระจากบัตรเครดิตเป็นหลักต้องเปลี่ยนกลยุทธ ส่วน iFlix ที่อยู่ในตลาดเอเชียมาก่อนก็เตรียมพร้อมเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก ด้วยการร่วมมือกับธนาคารและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ

ไม่เพียงเท่านี้ กลยุทธของ iFlix ยังคิดเพื่อตอบโจทย์ปัญหาการใช้งานในกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง ทั้งปล่อยให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเนื้อหาไว้รับชมภายหลังได้ แก้ไขปัญหาอินเทอร์เน็ตช้าจนไม่พอใช้งานรับชม ในขณะที่ Netflix ซึ่งเน้นเนื้อหาคุณภาพสูงกว่าก็จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตที่เสถียรกว่า การเข้าถึงจึงยากกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้

แล้วผู้ชมคาดหวังอะไร?

จากการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้โดย ecommenceIQ พบประเด็นน่าสนใจมากมายที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้เข้มข้นยิ่งขึ้น

  1. วิธีการจ่ายเงิน: แม้ว่าในประเทศอาเซียนจะมีผู้ถือบัตรเครดิตไม่มากนัก แต่ประเด็นด้านทางเลือกการจ่ายเงินไม่นับเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่มองกัน โดยมีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ที่มองมุมนี้เป็นหลัก
  2. ราคา : จากการสำรวจมีผู้ใช้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะเลือกผู้ให้บริการจากราคาต่อเดือน
  3. ด้านเนื้อหาและการใช้งานที่มีผล:  ผู้ชมเลือกยังมองการเก็บเนื้อหาแบบออฟไลน์ได้เป็นหลัก ตามมาด้วยการเข้าถึงภาพยนตร์และสารคดีจากทางตะวันตก เนื้อหาต้นตำรับของผู้ให้บริการแต่ละราย และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน

สุดท้ายแล้ว ใครจะครองตลาด Southeast Asia

เมื่อเจาะลงในประเทศที่มีประชากรจำนวนมากอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย การสำรวจพบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ทฟิลิปปินส์ได้ลงทะเบียน Netflix สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกับ iFlix คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ ในอินโดนีเซีย มีผู้ใช้บริการ iFlix มากกว่า Netflix แต่ความต้องการแท้จริงอาจยังประเมินไม่ได้ เนื่องจาก Netflix เพิ่งได้รับอนุญาตกลับมาให้บริการในอินโดนีเซียได้ไม่นาน หลังจากถูกสั่งแบนเนื้อหาไปนานนับปี

จากข้อมูลที่สำรวจไป สรุปว่าผู้ใช้บริการในภูมิภาคอาเซียนสามารถจ่ายเงินเพื่อเสพเนื้อหาระดับพรีเมียมได้หากต้องการจริง ๆ เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดี

นั่นแม้ว่า iFlix จะปูพื้นฐานไว้อย่างแข็งแรง แต่ก็ไม่ใช่ว่า Netflix จะหมดโอกาสเสียทีเดียว โดยเฉพาะ Netflix ที่วางตำแหน่งตัวเองในระดับพรีเมียม มีภาพยนตร์และซีรีส์ที่อำนวยการสร้างเองที่มีเสียงตอบรับดี ส่งให้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนวลีว่า “Netflix and chill” จะเริ่มติดปากคนเอเชียบ้างแล้วจริง ๆ 

iFlix จะแก้เกมเพื่อรักษาตำแหน่งใน Southeast Asia หรือ Netflix จะใช้กระแสความนิยมซัดให้คู่แข่งจมหายไปจนหมด ก็ต้องติดตามกันต่อไป

แปลเรียบเรียงเนื้อหาจาก ecommerceIQ

RELATED ARTICLE

Responsive image

AIS Fibre ผนึก Netflix เปิดให้รับชมคอนเทนต์ Netflix ผ่าน AIS PLAY BOX ได้แล้ว

AIS Fibre ผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงของไทย เดินหน้ามอบประสบการณ์ใช้งานเน็ตบ้านที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จับมือพันธมิตรระดับโลก Netflix ผู้ให้บ...

Responsive image

NETFLIX จับมือ LINE FRIENDS สร้างซีรีส์การ์ตูนสำหรับเด็กและครอบครัวให้ได้ชมกันทั่วโลก

สำหรับซีรีส์ของตัวการ์ตูน LINE FRIENDS ใน NETFLIX ได้บริษัทคิกสตาร์ท เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ (Kickstart Entertainment) จากกรุงลอสแอลเจิลลิสมาร่วมจัดทำ...

Responsive image

Netflix เปิดตัวออริจินัลซีรีส์ไทยเรื่องแรก 'เคว้ง' บุคตลาดผู้ชมกว่า 151 ล้านคนใน 190 ประเทศทั่วโลก

เคว้ง เป็นผลงานที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง Netflix, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ H2L Media Group ที่ได้ผู้กำกับมือทองของประเทศไทยและยังได้รับความร่วมมือจากทีมนานาชาติ...