เจาะ Ecosystem ไร้เทียมทานของ NVIDIA ทำไมโลก AI ถึงหนี NVIDIA ไม่พ้น?


หากจะเล่าถึงอดีตของ NVIDIA คงสรุปได้สั้นๆ ว่าพวกเขาเริ่มต้นจากการเป็น ‘ช่างทำอาวุธ’ ให้เหล่านักเล่นเกม แต่ความบังเอิญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีก็คือ อาวุธชิ้นนั้นกลับกลายเป็น 'กุญแจ' สำคัญในการปลดล็อกพลังของ AI

วันนี้ NVIDIA จึงไม่ได้ยืนอยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเรื่องการ์ดจออีกต่อไป หากแต่กำลังสร้าง ‘ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ’ ซึ่งโลกดิจิทัลไม่อาจขาดได้

จากจุดเริ่มต้นในร้าน Denny’s สู่บัลลังก์เทคโนโลยีโลก 

NVIDIA ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดย Jensen Huang และเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกสองคน ด้วยวิสัยทัศน์ที่เชื่อมั่นว่า ‘คอมพิวเตอร์กราฟิก’ คืออนาคต พวกเขาแจ้งเกิดจาก GPU (Graphics Processing Unit) ที่ปฏิวัติวงการเกมไปตลอดกาล

NVIDIA โด่งดังจากการสร้าง GPU ตัวแรกของโลก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อคำนวณเลขซ้ำๆ อย่างรวดเร็วเพื่อวาดเม็ดพิกเซลบนหน้าจอ โดยพวกเขาค้นพบว่าโครงสร้างของ GPU นั้น ‘ฉลาด’ กว่า CPU (Central Processing Unit) ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนพร้อมกันในปริมาณมหาศาล

แต่สิ่งที่ทำให้ NVIDIA ก้าวขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เพราะภาพในเกมสวยขึ้น หากเป็นช่วงเวลาที่ Jensen ตระหนักว่า “ถ้า GPU คำนวณภาพได้ มันก็สามารถคำนวณอย่างอื่นได้เช่นกัน”

ความคิดนั้นนำไปสู่การถือกำเนิดของ CUDA ในปี 2006 ภาษาซอฟต์แวร์ที่เปิดประตูให้นักวิทยาศาสตร์นำพลังของการ์ดจอมาใช้คำนวณงานวิจัยที่ซับซ้อน แทนการพึ่งพา CPU แบบเดิม

The CUDA Bridge สะพานสู่ยุค AI 

ในปี 2006 Jensen ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการเดิมพันที่เกือบพา NVIDIA ไปสู่จุดล้มละลาย ด้วยการพัฒนา CUDA ภาษาซอฟต์แวร์ที่ยอมให้นักวิทยาศาสตร์ นำพลังของ GPU มาใช้คำนวณงานวิจัยแทน CPU แบบเดิม

ในเวลานั้น นักลงทุนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งปี 2012 เมื่อโลก AI ค้นพบความจริงสำคัญว่า ‘พลังประมวลผลแบบขนาน’ (Parallel Processing) ของ GPU คือชิ้นส่วนเดียวที่ทำให้เครือข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) สามารถเรียนรู้ได้ใกล้เคียงสมองมนุษย์

จากจุดนั้น อาวุธของนักเล่นเกมจึงแปรสภาพเป็นขุมพลังของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และส่งแรงส่งต่อเนื่องมาถึงวันนี้ วันที่ NVIDIA ไม่ได้ขายเพียงการ์ดจอ แต่ขาย ‘โครงสร้างพื้นฐานของสติปัญญา’ ให้กับโลกทั้งใบ

เจาะ Ecosystem ไร้เทียมทานของ NVIDIA

หากจะเข้าใจ Ecosystem ของ NVIDIA เราต้องเลิกมองพวกเขาเป็นแค่บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ แต่ต้องมองว่าเป็น ‘แพลตฟอร์มแบบครบวงจร’ (Full-Stack Platform) ที่ทุกฟันเฟืองถูกออกแบบมาให้ล็อกเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ จนกลายเป็นอาณาจักรเทคโนโลยีที่ครอบคลุมโลกไอทีใน 4 มิติหลัก และสามารถเปรียบได้กับ ‘ร่างกายของ AI’ ที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง แข็งแรงได้ด้วยตัวเอง และยากจะหยุดยั้ง

1. Hardware Infrastructure คือ ‘กล้ามเนื้อ’

หาก AI คือสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ ฮาร์ดแวร์ของ NVIDIA ก็คือกล้ามเนื้อที่ให้พลังในการออกแรงทั้งหมด ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรงเท่าไร AI ก็ยิ่งคิดและเคลื่อนไหวได้ไกลขึ้นเท่านั้น

NVIDIA เริ่มต้นจากการสร้างฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนโลกของการคำนวณ ในอุตสาหกรรม Data Center วันนี้ ชิปตระกูล Blackwell (GB200) และ Hopper (H100) ได้กลายเป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ทุกประเทศและทุกบริษัทยักษ์ใหญ่ต้องมีไว้ครอบครอง เนื่องจากมันคือทรัพยากรที่ใช้ ‘ผลิตสติปัญญา’ ของโลกยุคใหม่ ใครมีพลังคำนวณมากกว่า ย่อมสร้าง AI ได้ก่อน และกำหนดทิศทางตลาดได้ก่อน

แต่ความแยบยลของ NVIDIA คือการไม่หยุดแค่การขายชิป พวกเขาซื้อกิจการ Mellanox เพื่อคุมระบบ Networking อย่าง InfiniBand และ Spectrum-X ที่เปรียบเสมือนเส้นประสาทที่ทำให้ชิปนับหมื่นตัวทำงานประสานกันได้ราวกับเป็นคอมพิวเตอร์ยักษ์เครื่องเดียว ส่งผลให้ NVIDIA กลายเป็นผู้ผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการฝึก AI อย่างแท้จริง

ทุกบริษัทที่ต้องการสร้าง AI ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft หรือ Meta ล้วนต้องต่อคิวพึ่งพาเทคโนโลยีนี้ ทำให้ NVIDIA ครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI สูงถึง 80–90%

2. Software & Developer Tools คือ ‘ระบบประสาท’

แต่กล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างสติปัญญาได้ ระบบประสาทต่างหากที่สั่งการ ควบคุม และเชื่อมทุกการเคลื่อนไหว และในโลก AI บทบาทนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และเครื่องมือของ NVIDIA

NVIDIA ใช้เวลากว่า 20 ปีในการฟูมฟัก CUDA จนกลายเป็นภาษาหลักของโลก AI ปัจจุบันมีนักพัฒนากว่า 5 ล้านคนอยู่ในระบบนิเวศนี้ และใช้ CUDA มานานเกือบสองทศวรรษ

ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ นี่คือ Developer Lock-in ที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เพราะต่อให้คู่แข่งผลิตชิปที่แรงกว่าได้ นักพัฒนาก็ยังคงเลือกใช้ NVIDIA เพราะ Libraries และเครื่องมือสำเร็จรูป เช่น NIMs ที่ทำให้การติดตั้ง AI ในองค์กรง่ายราวกับ ‘คลิกเดียวเหมือนโหลดแอป’ ที่ NVIDIA เตรียมไว้ให้นั้นช่วยลดเวลาการทำงานจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน ความสะดวกสบายนี้เองที่กลายเป็น ‘โซ่ตรวนอันหอมหวาน’ ที่ล่ามโลกเทคโนโลยีไว้กับ NVIDIA

3. Vertical Platforms คือ ‘อวัยวะเฉพาะทาง’

เมื่อกล้ามเนื้อและระบบประสาทพร้อม สิ่งมีชีวิตย่อมพัฒนาอวัยวะเฉพาะทางเพื่อทำงานในสภาพแวดล้อมจริง AI ของ NVIDIA ก็เช่นเดียวกัน มันถูกหล่อหลอมผ่าน Vertical Platforms ที่ทำงานเฉพาะด้านในโรงงาน โรงพยาบาล และบนท้องถนน

  • โรงงานและการผลิต: Omniverse หรือ ‘Digital Twins’ ที่ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง BMW สามารถรันโรงงานทั้งโรงงานในโลกจำลองได้เป๊ะ 100% ก่อนจะตอกเสาเข็มจริง
  • โรงพยาบาล: แพลตฟอร์ม Clara เปลี่ยนเครื่องเอกซเรย์ธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องวินิจฉัยอัจฉริยะ และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหายาตัวใหม่ได้เร็วขึ้นหลายสิบเท่า
  • ท้องถนน: ชิป DRIVE กลายเป็นสมองของรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ทำให้บริษัทรถยนต์ยุโรปและญี่ปุ่นต้องยอมใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ

4. Partner Network คือ ‘ระบบไหลเวียนโลหิต’

สิ่งมีชีวิตไม่อาจเติบโตได้หากปราศจากระบบไหลเวียนที่หล่อเลี้ยงทุกส่วน พันธมิตรของ NVIDIA จึงทำหน้าที่พาเทคโนโลยีไหลเวียนไปทั่วโลก ทำให้แพลตฟอร์มนี้ฝังรากอยู่ในทุกอุตสาหกรรม

อิทธิพลสุดท้ายที่ทำให้ NVIDIA แทบไร้คู่แข่งคือการสร้าง Partner Network ที่แข็งแกร่ง พวกเขาไม่ได้แข่งกับผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง AWS หรือ Azure แต่พวกเขาเลือก ‘เป็นพาร์ทเนอร์’ กับทุกคน ทำให้ไม่ว่าจะใช้บริการคลาวด์เจ้าไหน ก็ยังต้องจ่ายเงินให้เทคโนโลยีของ NVIDIA อยู่ดี

นอกจากนี้พวกเขายังมีโครงการ Inception ที่เข้าไปโอบอุ้มสตาร์ทอัพ AI เกิดใหม่กว่า 19,000 แห่งทั่วโลก เป็นการวางหมากล่วงหน้าว่า ในอนาคต ยูนิคอร์นทุกตัวบนโลกนี้จะต้องเติบโตขึ้นมาบนรากฐานของ NVIDIA

และหากมองเฉพาะการเคลื่อนไหวในปี 2025 จะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นว่า NVIDIA ไม่ได้เดินเกมเป็นดีลใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ วางหมากผ่านความร่วมมือและการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทั้งโลกต้องพึ่งพา (รายละเอียดสามารถอ่านต่อได้ในบทวิเคราะห์ เจาะดีล NVIDIA ปี 2025 จากผู้ผลิตชิป สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ของโลก)

วงจรที่ยังไม่มีใครหยุดได้

ความน่ากลัวที่แท้จริงของ NVIDIA ไม่ได้อยู่ที่ชิปรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่อยู่ที่ ‘วงจร’ ที่พวกเขาสร้างขึ้นและทำให้ทั้งอุตสาหกรรมติดอยู่ในนั้น

นักพัฒนาทั่วโลกเลือกใช้ CUDA เพราะมันคือเครื่องมือที่ดีที่สุดและคุ้นเคยที่สุด เมื่อคนเขียนโค้ดส่วนใหญ่อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน สตาร์ทอัพหน้าใหม่ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการสร้างผลิตภัณฑ์บนระบบนั้น เพราะหาคนทำงานได้ง่ายกว่า เร็วกว่า และต้นทุนต่ำกว่า

เมื่อแอปพลิเคชันและบริการ AI ส่วนใหญ่ถือกำเนิดขึ้นบน CUDA ผู้ให้บริการคลาวด์ก็ถูกดึงให้เดินตามความต้องการของลูกค้า พวกเขาจึงต้องแห่กันลงทุนซื้อชิป NVIDIA เพื่อรองรับ Workload เหล่านี้ และเมื่อชิปถูกใช้งานมากขึ้น รายได้มหาศาลก็ไหลกลับไปสู่ NVIDIA อีกครั้ง

เงินทุนเหล่านั้นถูกนำไปพัฒนาชิปรุ่นถัดไปที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งออกไปอีกขั้น และยิ่งทำให้แพลตฟอร์มของ NVIDIA น่าดึงดูดสำหรับนักพัฒนาในรอบถัดไป วงจรนี้จึงหมุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แข็งแรงขึ้นทุกครั้งที่มันหมุน และค่อยๆ เปลี่ยนความได้เปรียบทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นอำนาจเชิงโครงสร้างที่ยากจะโค่นล้ม

ในวันนี้เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า NVIDIA ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวเองจาก ‘ผู้ขายอุปกรณ์’ กลายเป็น ‘เจ้าของระบบนิเวศ’ ที่ทำให้โลกดิจิทัลต้องหมุนตาม

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

xAI ปีดดีลระดมทุน Series E 20,000 ล้านดอลลาร์ ขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ท่ามกลางประเด็นอื้อฉาวการใช้งาน Grok

xAI ระดมทุน Series E มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยมี NVIDIA และ Cisco เข้าร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก ท่ามกลางประเด็นอื้อฉาวการใช้งาน Grok ที่...

Responsive image

จีนเปิดกองทุน Venture Capital ระดับชาติ มุ่งหนุนสตาร์ทอัพ Deep Tech ปั้นแชมเปี้ยนสัญชาติจีนรุ่นใหม่ ต่อยอดบทเรียนความสำเร็จของ DeepSeek

รัฐบาลจีนเปิดกองทุน Venture Capital ระดับชาติ พร้อมกองทุนภูมิภาคในเขตเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ มุ่งใช้แนวคิด Patient Capital ดึงเงินรัฐและเอกชน ปั้นสตาร์ทอัพ Deep Tech เพื่อวางรากฐานเศรษฐ...

Responsive image

นักวิทย์พัฒนา ‘การฝังเข็มพืช’ ฉีดปุ๋ยเข้าเส้น ได้รับอาหารโดยตรง

พลิกโฉมการเกษตร นักวิจัย NUS พัฒนาเข็มจิ๋ว แผ่นแปะส่งจุลินทรีย์บำรุงพืชเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยตรง ช่วยให้พืชโตไว ลดขยะปุ๋ย 15%...