SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

หลังผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หนึ่งในฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวนี้คือ ‘อุตสาหกรรมการบิน’ ที่จะพานักท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างใจต้องการในเวลาอันรวดเร็ว ก็กำลังฟื้นตัวให้ตามทันกับความต้องการเดินทางของผู้คนทั่วโลก แต่ทั้งนี้ ‘อุตสาหกรรมการบิน’ ก็มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมากเช่นกัน เหตุผลหลักก็คือ ไอเสียของเครื่องบิน (Aircraft Engine Emissions) ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา ส่งผลกระทบต่อ Climate Change โดยตรง ทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มหันมาหาทางลดคาร์บอนจากการบินมากขึ้น 

SAF เชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อความยั่งยืนในทุกเที่ยวบิน

อุตสาหกรรมการบิน ถูกคิดเป็น 2-3% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในแต่ละปี โดยคาดว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะอยู่ที่ 39 กิกะตัน ระหว่างปี 2022-2050 ในขณะที่การใช้ยานพาหนะไฟฟ้าเพื่อการขนส่งภาคพื้นดินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคการบินก็มีการต่อสู้กับการลดคาร์บอนเนื่องจากต้องใช้เชื้อเพลิงปริมาณมากสำหรับเที่ยวบินระยะไกล

นอกจากนี้ก็ยังไม่มีเครื่องบินที่รองรับไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ที่สามารถบินระยะไกลได้ หมายความว่าฝูงบินของแต่ละสายการบินอาจจะต้องใช้เครื่องรุ่นเดิมไปก่อนเพราะการซื้อฝูงบินใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก

เทคโนโลยีที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันนี้ ก็คือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืนที่ผลิตจากทรัพยากรทางชีวภาพ (Biological Resources) ซึ่งใช้แล้วไม่หมดไปเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้ SAF สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 80%

สำหรับการใช้ SAF เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน แม้จะมีการใช้งาน SAF ในปัจจุบันเพียงแค่ 1% เท่านั้น แต่ในอนาคตก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 13-15% ในปี 2040 เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินได้ดำเนินงานตามเป้าหมายของ Net Zero ในปี 2050 

ด้วยความจำเป็นที่จะต้องใช้ SAF เป็นเชื้อเพลิงในการบิน จะต้องมีการสร้างโรงงาน 300-400 แห่งในการผลิต สายการบิน ผู้ผลิต รวมถึงบริษัทเชื้อเพลิงจึงต้องเร่งขยายกำลังเพื่อรองรับความต้องการตรงนี้

ASTM นำร่องไปก่อนแล้ว

การผลิต SAF จากวัตถุดิบชีวภาพมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงถึง 300 ล้านลิตรในปี 2022 มากกว่าปี 2021 ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ปัจจุบันสายการบินจำนวนมากเริ่มมองหาแนวทางในการใช้ SAF แล้วเช่น อาทิโครงการ Clean Skies for Tomorrow ของ World Economic Forum และ First Movers Coalition American Society of Testing and Materials (ASTM) ที่ได้อนุมัติ  SAF ไปแล้วกว่า 9 รายการสำหรับการผลิตในอัตราส่วนสูงถึง 50% กับปิโตรเลียมทั่วไปที่เป็นเชื้อเพลิงของเครื่องบิน SAF ถูกอนุมัติครั้งแรกโดย ASTM ในปี 2009 ผลิตโดยการแปลง Syngas (คาร์บอนมอนอกไซด์ผสมไฮโดรเจน) ให้กลายเป็นไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจริงๆ แล้ว Syngas สามารถผสมได้กับวัตถุดิบชีวภาพด้วยเช่นกัน จนกระทั่งปี 2011 SAF ได้ถูกอนุมัติและผลิตขึ้นอีกครั้งจาก น้ำมันพืขและไขมันสัตว์ ซึ่งความพร้อมใช้งานของ SAF นั้นต้องควบคู่ไปกับความต้องการไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตได้อย่างยั่งยืน นับเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบิน 

อีกทั้งยังมีการทดลองนำจุลินทรีย์ที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมด้าน Metabolism ซึ่งสามารถย่อยสลายชีวมวลที่ไม่สามารถบริโภคได้จำนวนมาก อาจทำให้ลดการพึ่งพาน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ได้เช่นกัน นับเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา SAF อีกเจ็ดแห่งได้รับการอนุมัติ ผู้ผลิตเชื้อเพลิงและพลังงานในอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในการพัฒนาอย่างแข็งขันให้ทันกับความต้องการของสายการบินเช่นเดียวกัน และในปี 2023 นี้เอง กลุ่มผู้มีบทบาทในสหราชอาณาจักรพร้อมที่จะให้บริการเที่ยวบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกแบบ Net Zero เป็นครั้งแรกโดยใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและขับเคลื่อน อุตสาหกรรมการบินให้เป็น Net-Zero ให้ได้


เจาะลึกพลังงาน SAF และความท้าทายในอุตสาหกรรม เพิ่มเติมได้ที่

โอกาสและความท้าทายใน SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ธุรกิจการบินและพลังงานต้องจับตา

อ้างอิง World Economic Forum 2023

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ส่องดูสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนามกำลังเร่งสร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี แล้วไทยอยู่จุดไหน?

ถอดรหัสพิกัด The Southeast Asian Corridor สมรภูมิเทคโนโลยีที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด ส่องวิสัยทัศน์เพื่อนบ้าน พร้อมย้อนดูวิกฤตโครงสร้างและจุดยืนของไทยในยุค AI...

Responsive image

NVIDIA เปิดตัว RTX Spark ชิป AI พลังระดับดาต้าเซ็นเตอร์ ซูเปอร์ชิปที่รวม GPU Blackwell CPU Grace ไว้

NVIDIA เปิดตัว RTX Spark ซูเปอร์ชิปที่รวม GPU Blackwell กับ CPU Grace ยกพลัง AI ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ลงโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อป รันเอเจนต์ AI บนเครื่องได้โดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์ จับมือ Micr...

Responsive image

IBM ทุ่มกว่า $10,000 ล้าน ลุยสร้างควอนตัมเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่เครื่องแรกของโลกในปี 2029

IBM ทุ่มกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ลงทุนควอนตัมคอมพิวติ้งใน 5 ปี ตั้งเป้าสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่แก้ความผิดพลาดได้เองเครื่องแรกของโลกในปี 2029 พร้อมผนึกรัฐบาลตั้งโรงงานชิปควอ...