True 5G Tech Talk 5G พลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยด้วย 5G | Techsauce

True 5G Tech Talk 5G พลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยด้วย 5G

True 5G จัดสัมนา 5G พลิกโฉมประเทศไทย True 5G Tech Talk ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ Retail หรือการค้าปลีก เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 โดยร่วมกับ Huawei ASEAN ACADEMY และ Techsauce โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ได้แก่ Mr. Reynazran Royono ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารบริษัท Snapcart และอดีต Head of Modern Retail Business Unit จากบริษัท P&G Mr. Axel Winter  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายดิจิทัล บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด Mr. Sulabh Dhanuka  หัวหน้าสายงานธุรกิจองค์กรระหว่างประเทศ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนมุมมองถึงโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย ด้วยเทคโนโลยี 5G

True5G Tech Talk


5G  เข้ามาช่วยศึกษา Consumer Behaviors ที่กำลังเปลี่ยนไป ให้กับภาคธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น

คุณ Axel ได้ให้มุมมองต่อการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ว่า  ผู้บริโภคมีแนวโน้มติดต่อกันบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะนโยบาย Work from Home ทำให้กิจกรรมหลายๆ อย่างต้องย้ายมาดำเนินการแบบออนไลน์ ทำให้ Digital Services หรือ Digital Platforms ถูกกระตุ้นให้พัฒนาคุณภาพอย่างรวดเร็ว การลงทุนในด้านดิจิทัลเองก็มีมากขึ้น โดยยกตัวอย่างการพัฒนาของแพลตฟอร์มออนไลน์จากแอปพลิเคชัน  ที่พยายามพัฒนาตัวเองให้เป็น Superapp ที่มีความหลากหลายของกิจกรรมเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ด้านคุณ Reynazran พูดถึงการนำข้อมูลที่ได้จากแพลตฟอร์ม Ecommerce มาช่วยนักการตลาดให้เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น สามารถติดตามความต้องการแบบ real time วินาทีต่อวินาที  ทำให้เกิดการวิเคราะห์เส้นทางของลูกค้า(Customer journey) หรือโปรโมชันที่เหมาะสม และสามารถทำ Personal pricing สำหรับลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยี 5G จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการดำเนินงานหลังบ้านได้อีกด้วย


พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกลายเป็น New Normal

สิ่งสำคัญที่เราต้องดูกันต่อไป คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนไปตลอดกาล  ในมุมมองของคุณ Sulabh แบ่งพฤติกรรมแบบ New Normal ในกลุ่มผู้บริโภคที่จะกระทบกับธุรกิจค้าปลีกเป็น 3 ประการ

  1. Customer Experience ลูกค้าในยุคปัจจุบันเริ่มที่จะเคยชินกับการซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์กันมากกว่าแต่ก่อน การหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูแอปพลิเคชันขายสินค้าไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

  2. Inventory Stock ร้านค้าควรมีของเต็มตลอด ลูกค้าในปัจจุบันนอกจากเรื่องความสะดวกในการซื้อสินค้าแล้ว การตอบสนองที่รวดเร็วก็กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคเช่นกัน

  1. Personalization เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่แค่การซื้อของออนไลน์ แต่รวมไปถึงร้านค้าที่มีหน้าร้านก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการเฉพาะอย่างของลูกค้าที่ซื้อสินค้าแบบออฟไลน์ด้วยเช่นกัน   โดยธุรกิจต้องรู้วิธีการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่บนรูปแบบออนไลน์ออกมาตอบสนองกับลูกค้า เช่น การทำโปรโมชันสินค้าที่ส่งตรงให้ลูกค้าที่กำลังเดินซื้อสินค้าอยู่ในร้าน โดยแทร็กกิ้งจากสินค้าที่ผู้ซื้อเลือกหยิบใส่ลงตะกร้าในขณะนั้น

ทั้งนี้ ถ้ามีเทคโนโลยี 5G เข้ามาช่วย  ก็จะทำให้ร้านค้าสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้ดียิ่งขึ้น

การเก็บ Personal Data มีประโยชน์กับธุรกิจค้าปลีกมากน้อยแค่ไหน

การเก็บข้อมูลของลูกค้า  จะช่วยธุรกิจค้าปลีกสามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้า IoT จะเข้ามาช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงความคิดเห็นที่มีต่อแบรนด์ได้อีกด้วย

คุณ Reynazran กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวบางอย่างของลูกค้าทำได้ยากมากขึ้น แต่ยังมีข้อมูลที่มากพอให้เราหยิบมาใช้ได้ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีในการรวบรวม และมองหาข้อมูลที่มีความเป็นส่วนตัวน้อยลง เน้นการเอาข้อมูลการใช้งานมาวิเคราะห์ภาพรวมของพฤติกรรมแทน

อุตสาหกรรมค้าปลีกกำลังปรับเข้าไปสู่รูปแบบ O2O (Online to Offline)

O2O คือ รูปแบบการขายของแบบประยุกต์  โดยหยิบเอาข้อดีในเรื่องความสะดวกสบายเมื่อใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อสินค้า เข้ามาผสมกับวิธีการขายของแบบมีหน้าร้านแบบดั้งเดิม  วิทยากรได้ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาพของธุรกิจค้าปลีกที่ในอนาคตอันใกล้จะออกมาในรูปแบบ O2O อย่างแน่นอน

คุณ Reynazran มองว่าในอนาคต เราจะได้เห็นภาคธุรกิจค้าปลีกนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยมากขึ้น เพื่อรักษา Customer journey ในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง หน้าร้านยังควรต้องมีอยู่  ดังนั้นธุรกิจค้าปลีกจะต้องผสมผสานรูปแบบการขายของทั้งออนไลน์กับออฟไลน์เข้าด้วยกัน หรือแบบ O2O จึงจะดีที่สุด โดยคำสั่งซื้อจะเกิดขึ้นบนช่องทางออนไลน์ของร้านค้า และระยะเวลาในการซื้อของแต่ละครั้งที่ลดลง

คุณ Sulabh กล่าวว่า เทคโนโลยี 5G จะทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว Augmented Reality (AR), Virtual Reality (VR) หรือ IoTs อาจถูกหยิบมาใช้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กันระหว่างร้านค้ากับผู้บริโภค การนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้กับหน้าร้านให้มากเท่าที่จะทำได้ จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า

5G สามารถอัพเกรดขีดความสามารถของธุรกิจค้าปลีกในไทยได้

True5G

คุณ Reynazran กล่าวว่า  สิ่งสำคัญที่สุด คือแต่ละธุรกิจต้องรู้ให้ได้ว่าเป้าหมายของธุรกิจตัวเองคืออะไร การวิเคราะห์เป้าหมายจะทำให้แต่ละธุรกิจทราบว่าในขณะนี้ ธุรกิจตัวเองต้องการพัฒนาในด้านใด เพื่อที่จะได้ลงทุนได้ถูกต้อง ดังนั้น จึงไม่มีคำตอบตายตัวว่าธุรกิจจะต้องใช้เทคโนโลยีตัวไหนเพื่อมาพัฒนาร้านค้าของตัวเองได้   ซึ่งถ้าธุรกิจของตนเองยังขาดไอเดีย ก็สามารถดูแบรนด์ที่ขายสินค้าตัวเดียวกันหรือมีกลุ่มลูกค้าคล้ายกันกับเราในต่างประเทศเป็นตัวอย่างได้ ว่าธุรกิจเหล่านั้นเลือกใช้เทคโนโลยีตัวไหนเพื่อมาพัฒนา Customer Experience ทั้งนี้ ต้องตระหนักเสมอว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและเป้าหมายของร้านค้าจะส่งผลดีต่อตัวธุรกิจไม่ใช่แค่ในฝั่งของการขายออนไลน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงฝั่งหน้าร้านด้วย

นอกจากนี้ คุณ Reynazran ยังมองว่าร้านค้าควรจะรักษาความสามารถของการขายสินค้ารูปแบบ O2O ไว้ให้ได้ด้วย  โดยการผสมผสานของร้านค้าแบบออนไลน์ออฟไลน์จะกลายเป็นทิศทางที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคตของอุตสาหกรรมค้าปลีก   การใช้ข้อมูลที่ร้านค้าเก็บได้จากประวัติการสั่งซื้อหรือการคลิกบนแพลตฟอร์ม จะทำให้แบรนด์สามารถสร้าง awareness รวมไปถึง royalty ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ได้ ประกอบกับการพัฒนาของเทคโนโลยี 5G ที่เข้ามาช่วยในการปฏิสัมพันธ์บนช่องทางออนไลน์ จะทำให้ร้านค้าได้ข้อมูลมากเพียงพอที่จะเสนอดีลที่น่าสนใจให้กับลูกค้าแต่ละคนเมื่อมีการซื้อสินค้าเกิดขึ้นในรูปแบบ O2O 

ด้าน คุณ Axel แนะนำว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีจะสามารถช่วยอุตสาหกรรมค้าปลีกในไทยได้  ซึ่งสามารถดูแบบอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการลงทุนเพื่อพัฒนา 5G service ให้มีความพร้อม และควรเน้นเรื่องของการเอาข้อมูล มาใช้พัฒนาระบบการจัดการและที่สำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องของการพัฒนา Customer experience โดย 5G จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของฟีเจอร์ต่างๆ ในเครื่องมือเหล่านี้ให้มีความเสถียรและรวดเร็ว

การเปรียบเทียบการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยกับภูมิภาคอื่น

ในเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คุณ Sulabh มองว่า เทคโนโลยีของเราไม่ได้มีความแตกต่างมากนักเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่ในแง่ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์นั้น  มีบางส่วนที่ต่างกันเพราะผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่มีนิสัยที่แตกต่างกัน  เช่น ผู้บริโภคในอเมริกาหรือฝั่งตะวันตกจะคุ้นเคยกับการซื้อของผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ อยู่แล้ว แต่ผู้บริโภคในเอเชียเพิ่งจะนิยมการซื้อสินค้าแบบนี้มากขึ้นในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

ถึงแม้ว่า Ecommerce จะแพร่หลายมากขึ้น แต่บริบทของการซื้อสินค้าก็ยังมีความแตกต่างกันออกไป คุณ Sulabh ได้ยกตัวอย่าง การซื้อสินค้าบนช่องทางออนไลน์ของคนไทยว่า ผู้บริโภคคนไทยคุ้นชินกับการซื้อสินค้าแบบที่ยังมีการปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าคนในภูมิภาคอื่น  จะเป็นการซื้อขายแบบออนไลน์แต่ก็ยังคงมีการพูดคุยระหว่างผู้ขายกับลูกค้า  สอดคล้องกับที่เราจะเห็นกันว่า Social Media ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางของการซื้อขายสินค้ามากกว่าที่อื่น

ปัจจัยถัดมา คือ เรื่องของสเกลธุรกิจ จะเห็นว่าในประเทศที่มีจำนวนประชากรอยู่มาก มีการบริโภคภายในประเทศสูง อย่างจีนหรืออเมริกา จะมีการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในระบบการจัดการหลังบ้านมากกว่า

ปัจจัยสุดท้าย คือ เรื่องของค่าแรง สังเกตได้ว่าในเอเชียที่ค่าแรงของแรงงานถูก  จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจน้อยกว่าในประเทศฝั่งตะวันตก ซึ่งในแง่ของการลงทุน เมื่อประเทศไหนค่าแรงถูกอยู่แล้ว การที่ธุรกิจค้าปลีกต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปใช้พัฒนาระบบเทคโนโลยีในร้านคงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

ความท้าทายของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอาเซียน

Online Retail ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมค้าปลีกในภูมิภาคอาเซียน  ส่งผลให้มีการเชื่อมโยงกันทำให้เกิด Ecosystem ของอุตสาหกรรมนี้  คุณ Reynazran  ได้พูดถึงปัจจัยที่มีความท้าทายไว้ 2 ประการ

  1. Geography (ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์) การที่ภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน 

จะส่งผลกระทบโดยตรงกับเรื่องของการขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น ในอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ที่ประเทศเป็นลักษณะหมู่เกาะ การขนส่งสามารถทำได้ยากกว่า เส้นทางซับซ้อนและใช้เวลาในการส่งสินค้าในประเทศประมาณ 7 วัน  ถือเป็นระยะเวลาที่นานในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

  1. Fragmentation of Retail Landscape (การกระจายตัวของแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์)

ภูมิภาคอาเซียนมีแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ที่หลากหลายมาก การที่ร้านค้าปลีกต่างๆ กระจายตัวอยู่บนช่องทางการขายที่ต่างกัน อาจสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้เมื่อมองในมุมกลับกัน การที่แพลตฟอร์มตัวกลางเหล่านี้มีอยู่มาก ภาคธุรกิจจะมีทางเลือกในการเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น

RELATED ARTICLE

Responsive image

บทวิเคราะห์ SCBx จากสถาบันการเงิน สู่ Tech Company

วิเคราะห์ SCBX การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่ถูกเรียกว่า 'ยานแม่' ซึ่งจะพาธุรกิจของ SCB ปลดล็อกสู่โลกใบใหม่ และเป็นบริษัท Tech Company...

Responsive image

AIS เดินหน้าจับมือภาครัฐ พัฒนาครูไทยให้พร้อมในยุคดิจิทัล ในโครงการ The Educators Thailand

AIS เดินหน้าจับมือภาครัฐ พัฒนาครูไทยให้พร้อมในยุคดิจิทัล ในโครงการ The Educators Thailand...

Responsive image

ส่องโอกาส เป้าหมาย และพัฒนาการด้าน FinTech จาก 6 สมาคมในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก

อุตสาหกรรม FinTech อีกหนึ่งตลาดที่ทั้งโลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะในแถบเอเชีย-แปซิฟิก ที่ต้องยอมรับเลยว่า มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นเป็นอย่างมากจากการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข...