ในเวที World Economic Forum 2026 ที่เมือง Davos ปีนี้ บรรยากาศเรื่อง AI เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากปีก่อนๆ ที่เรามักจะตื่นเต้นกับความล้ำสมัยของโมเดลใหม่ ๆ แต่ในปีนี้หัวข้อสนทนาหลักกลับกลายเป็นเรื่องที่จริงจังกว่าเดิม นั่นคือการ Scaling AI หรือการขยายผลให้ใช้งานได้จริงทั่วทั้งองค์กร
หลังจากที่ทั่วโลกทุ่มเงินลงทุนไปมหาศาลกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โจทย์ที่หินที่สุดในตอนนี้คือการพา AI ออกจากห้องทดลองไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ๆ ซึ่งเหล่าซีอีโอระดับโลกจาก Visa, Philips, Aramco และ Accenture ได้มาร่วมแบ่งปัน Insight ที่น่าสนใจว่า ส่วนที่ยากที่สุดของการเดินทางครั้งนี้คืออะไร

Roy Jakobs ซีอีโอจาก Philips ฉายภาพให้เราเห็นว่าในอุตสาหกรรม Healthcare ความท้าทายไม่ใช่แค่เรื่องการขาดแคลนงบประมาณ แต่คือการขาดแคลนคน และเวลาที่สูญเสียไปกับงานเอกสารมหาศาล AI ในปี 2026 จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยวินิจฉัยโรคให้แม่นยำขึ้นเท่านั้น แต่หน้าที่สำคัญที่สุดคือการเป็นผู้ช่วยที่ช่วยคืนเวลาให้กับบุคลากรทางการแพทย์

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือเทคโนโลยี Ambient Listening ที่ช่วยบันทึกและสรุปข้อมูลการตรวจคนไข้ได้ทันทีแบบอัตโนมัติ ทำให้หมอและพยาบาลไม่ต้องก้มหน้าก้มตาคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่มีเวลาพูดคุยกับคนไข้ด้วยความเป็นมนุษย์มากขึ้น
นอกจากนี้ Roy ยังมองว่าเราต้องก้าวข้ามเรื่องความกลัวเรื่องความแม่นยำ เพราะในขณะที่หมอวินิจฉัยโรคถูกเฉลี่ยที่ 82% แต่ AI สามารถทำได้แม่นยำถึง 95% ส่วนต่าง 13% นี้คือโอกาสมหาศาลในการรักษาชีวิตคนไข้ หากเราสามารถสร้างระบบความเชื่อใจและการกำกับดูแลตนเองที่รัดกุมพอ

ทางด้าน Ryan McInerney ซีอีโอจาก Visa ได้เปิดเผยถึงอนาคตของการค้าที่เรียกว่า Agentic Commerce ซึ่งถือเป็นคลื่นลูกที่สามของโลกดิจิทัลต่อจากยุค E-commerce และ Mobile Commerce ในยุคนี้ AI จะไม่เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยค้นหา แต่จะกลายเป็นตัวแทนที่ออกไปท่องโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อเลือกซื้อสินค้าและทำธุรกรรมแทนเราได้จริง ๆ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นโอกาสทองของธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ที่มักจะถูกบดบังโดยแบรนด์ใหญ่ ๆ เพราะ AI จะมองหาของที่ใช่ที่สุดโดยไม่สนขนาดของธุรกิจ
สิ่งที่ Visa กำลังเร่งทำคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่าง AI-ready Cards และโปรโตคอลความปลอดภัยเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อเราปล่อยให้ AI ไปใช้เงินแทนเราแล้ว ทุกอย่างจะปลอดภัยและอยู่ภายใต้การควบคุมของเราอย่างสมบูรณ์

Amin Nasser ซีอีโอจาก Aramco โชว์ตัวเลขที่ทำเอาทุกคนต้องตะลึง เพราะบริษัทสามารถสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีได้สูงถึงเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเกินครึ่งมาจาก AI โดยตรง เคล็ดลับที่ทำให้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สเกล AI ได้สำเร็จ ไม่ใช่การมีดาต้าเซนเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่การฝึกพนักงานหน้างานกว่า 6,000 คนให้ใช้งาน AI เป็น
Aramco เปลี่ยนวิธีคิดจากการให้ฝ่ายไอทีเป็นคนนำ มาเป็นการให้คนที่อยู่หน้างานจริง ๆ เป็นคนตั้งโจทย์ เช่น การใช้ AI ควบคุมหัวเจาะน้ำมันใต้ดินแบบเรียลไทม์เพื่อหาจุดที่มีน้ำมันมากที่สุด ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ถึง 40% และยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการลดจำนวนหลุมเจาะที่ไม่จำเป็นลงได้
บทเรียนสำคัญคือ AI จะมีค่าก็ต่อเมื่อมันถูกขับเคลื่อนโดยคนที่เข้าใจปัญหาหน้างานจริง ๆ และมีการวัดผลกำไรขาดทุนที่ชัดเจนเหมือนกับการทำโปรเจกต์ลงทุนขนาดใหญ่อื่น ๆ

Julie Sweet ซีอีโอจาก Accenture สรุปใจความสำคัญที่ขมวดทุกอย่างไว้ด้วยกันว่า อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการ Scaling AI ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีที่ล้ำไม่พอ แต่คือผู้นำที่ยังตามไม่ทัน เธอย้ำว่าการจะสเกล AI ให้สำเร็จ ผู้นำองค์กรต้องเลิกทำตัวเป็นเพียงผู้อนุมัติงบประมาณ แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่เข้าใจศักยภาพของเทคโนโลยีจริง ๆ
บทสรุปจากเวที Davos ในปีนี้เตือนให้เราเห็นว่า เมื่อเม็ดเงินมหาศาลได้ถูกหว่านลงไปแล้ว หน้าที่ต่อไปของผู้นำธุรกิจคือการพิสูจน์ว่า AI จะสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่ และกุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมองหาเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับโครงสร้างธุรกิจ การสร้างความเชื่อใจ และการเตรียมคน ให้พร้อมที่จะเป็นผู้นำในโลกยุคใหม่
เพราะสุดท้ายแล้ว AI จะทรงพลังที่สุดก็ต่อเมื่อมันมีมนุษย์ที่เข้าใจปัญหาและมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงเป็นคนนำทาง ส่วนที่ยากที่สุดของ AI จึงไม่ใช่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เทคโนโลยีและมนุษย์เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก Session: Scaling AI: Now Comes the Hard Part จากงาน World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด