ใครจ่ายให้เงินเฟ้อ? เมื่อราคาพลังงานพุ่ง สหรัฐฯ ผลักภาระให้ผู้บริโภค จีนกลับบีบกำไรผู้ผลิต

ผู้ดำเนินรายการเปิดวงเสวนาด้วยฉากที่หลายคนน่าจะคุ้น คือภาพตัวเองยืนอยู่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ตในนิวยอร์ก ไล่อ่านใบเสร็จทีละบรรทัดหลังจ่ายเงินเสร็จ เพราะยอดรวมที่แคชเชียร์เพิ่งบอกมันสูงกว่าที่คิดไว้มากจนอดคิดไม่ได้ว่า 'น่าจะมีอะไรผิดพลาดสักอย่างแน่ ๆ' แต่ในฐานะคนนิวยอร์กก็รู้ดีว่าไม่ควรไปยืนถ่วงคิวให้ใครรอ เลยออกมายืนงงอยู่หน้าร้านแทน

ความรู้สึก 'นี่มันแพงเกินไปหรือเปล่า' แบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่หลังโควิด และมันคือที่มาของคำถามที่เป็นชื่อวงเสวนาบนเวที Summer Davos 2026 ว่าใครคือคนที่จ่ายให้กับเงินเฟ้อกันแน่ คำตอบที่ออกมาน่าสนใจตรงที่ว่า แต่ละประเทศจ่ายไม่เหมือนกัน และบางประเทศอย่างจีนกลับมีปัญหาตรงข้ามคือเงินเฟ้อ 'ต่ำเกินไป' จนน่าเป็นห่วง

เงินเฟ้อรอบนี้มาจากไหน และทำไมแต่ละประเทศเจ็บไม่เท่ากัน

นักเศรษฐศาสตร์ด้านการเงินบนเวทีเริ่มจากภาพใหญ่ว่า ตอนนี้เงินเฟ้อกำลังขยับขึ้นแทบทุกที่ทั่วโลก แต่ถ้าย้อนไปดูดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index (CPI) ในช่วงปลายปีก่อนถึงต้นปีนี้ ตัวเลขยังนิ่งและอ่อน ๆ จนหลายธนาคารกลางคิดกันอยู่ว่าจะคงดอกเบี้ยไว้เฉย ๆ หรือบางแห่งถึงขั้นคิดจะลดดอกเบี้ยด้วยซ้ำ

จุดเปลี่ยนมาอยู่ที่ช่วงหลังเดือนกุมภาพันธ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นตัวจุดชนวนให้อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นพร้อมกันแทบทั้งกระดาน สหรัฐฯ ขึ้นไปแตะ 4.2% ยูโรโซน 3.1% ส่วนจีนอยู่ที่ 1.2% ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติของจีนเองด้วย แก่นร่วมของทุกที่คือพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

แต่เบื้องหลังตัวเลขคล้าย ๆ กันนั้นมีเรื่องราวต่างกัน ในสหรัฐฯ ของแพงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve (Fed) ขยับช้าไปหน่อยตอนสู้กับเงินเฟ้อสูงในปี 2021 ถึง 2022 พอเอาเข้าจริงแม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลงมาแล้ว แต่ระดับราคาสัมบูรณ์ของสินค้ายังค้างอยู่ในระดับสูง ซ้ำด้วยอุปสงค์ในประเทศที่ยังแข็งแรง โดยเฉพาะต้นทุนอุปกรณ์ที่พุ่งตามการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center)

ฝั่งจีนเป็นคนละเรื่อง แม้เงินเฟ้อจะขยับขึ้นเหมือนกัน แต่ถ้าดูอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ตัดราคาพลังงานออก ตัวเลขยังอยู่แค่ 0.6% เท่านั้น ทั้งสหรัฐฯ จีน และยูโรโซนต่างก็ตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% เหมือนกัน แต่ขณะที่ฝั่งตะวันตกกำลังคิดว่าควรลดดอกเบี้ยไหมและควรลดมากกว่านี้หรือเปล่า โจทย์ของจีนกลับกลายเป็นว่าจะทำอย่างไรให้เงินเฟ้อขยับขึ้นไปแตะระดับที่เหมาะสมได้ เพราะตอนนี้มันยังต่ำกว่า 2% อยู่

ตรงนี้คือเรื่องที่ฟังดูย้อนแย้งสำหรับคนทั่วไป เพราะในตำราเศรษฐศาสตร์ เราอยากเห็นราคาขยับขึ้นนิด ๆ ด้วยซ้ำ และเวลาที่ราคาไม่ยอมขึ้นเลยต่างหากที่กลายเป็นปัญหาก้อนใหม่

ราคาพลังงานพุ่ง แต่ใครเจ็บขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของรัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานชวนเทียบวิกฤตรอบนี้กับวิกฤตพลังงานครั้งก่อน คือตอนที่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งจริง ๆ แล้วราคาก๊าซธรรมชาติตอนนั้นพุ่งแรงกว่ารอบล่าสุดเสียอีก บทเรียนที่ได้คือ ผลกระทบจะหนักเบาแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่ามันไปลงที่ไหน

รอบล่าสุดในช่วงสามเดือนกว่าที่ผ่านมา ผลกระทบจากราคาพลังงานกระจายตัวไม่เท่ากันในเชิงภูมิศาสตร์ คือไปหนักที่เอเชียก่อน ทั้งเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วค่อย ๆ ลามไปยุโรปและสหรัฐฯ ตามความสามารถในการเข้าถึงน้ำมันสำเร็จรูป และจุดที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปขึ้นแรงที่สุด สหรัฐฯ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกเลยทีเดียว

ความต่างของการที่คนแต่ละที่รู้สึกถึงแรงกดดันด้านราคาไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทำตัวอย่างไร ตั้งแต่ความสามารถในการกักตุนเชื้อเพลิงสำรอง ไปจนถึงความสามารถในการอุดหนุนราคาให้ประชาชน ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่มีเงินถุงเงินถังหน่อยจะมีคลังสำรองหรือมีงบอุดหนุนประชาชนได้ อย่างอินเดียที่อุดหนุนราคาหนักมาก คนเลยไม่รู้สึกถึงแรงกดดันเงินเฟ้อมากนัก

แต่ของแบบนี้ไม่มีอะไรฟรี การอุดหนุนไปโผล่ในอีกรูปแบบหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ คือมันไปบีบพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของรัฐบาลให้แคบลง เพราะเงินที่จ่ายไปกดราคาให้ประชาชนต้องมาจากที่ไหนสักแห่ง พอจ่ายตรงนี้มากก็เหลือไปทำอย่างอื่นน้อยลง และผลพวงนี้จะตามหลอกหลอนต่อไปแม้ราคาน้ำมันจะลดลงแล้ว เพราะรัฐบาลยังต้องมาตามเคลียร์ยอดที่จ่ายไปตั้งแต่ต้นปี

คำถามที่ทุกคนสงสัยคือ ทำไมรอบนี้ราคาน้ำมันถึงไม่พุ่งไปถึง 150 หรือ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งที่มีความตึงเครียดขนาดนั้น คำตอบคือเรามีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในจีน บวกกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะในจีนอีกเช่นกัน และโลกก็ยังพยายามวัดอยู่ว่าการหดตัวของอุปสงค์ (Demand Destruction) เกิดขึ้นที่ไหนอีกบ้างและเพราะอะไร เพื่อเป็นบทเรียนรับมือครั้งหน้า เพราะมันจะเกิดขึ้นอีกแน่

ดังนั้นแค่เพราะตอนนี้ราคาลดลงและช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เริ่มคลายตัว ไม่ได้แปลว่าความผันผวนจบแล้ว ยังมีทั้งความตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลาง และความตึงเครียดจากสงครามการค้ากับมาตรการภาษีนำเข้า (Tariff) ที่ดันราคาวัตถุดิบในสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากราคาเหล็กที่แพงขึ้น ทำให้ต้นทุนของหลายอย่างที่ผลิตในสหรัฐฯ แพงตามไปด้วย รวมถึงต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น

บทเรียนของช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคือ รัฐบาลพอมีเครื่องมือจัดการราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้บ้าง แต่เรายังไม่พ้นวิกฤต ความผันผวนจะยังอยู่กับเราต่อไป และประสบการณ์ครั้งนี้กำลังสอนให้รัฐบาลรู้ว่าต้องหาทางป้องกันตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงการยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย และนั่นก็มีต้นทุนของมัน แนวโน้มเงินเฟ้อในตลาดพลังงานจึงจะอยู่กับเราไปอีกนาน แม้กระทั่งในวันที่น้ำมันและก๊าซมีอยู่อย่างเหลือเฟือ

พลังงานหมุนเวียน เกราะกันเงินเฟ้อที่มาพร้อมความเหลื่อมล้ำ

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าราคาพลังงานที่แพงขึ้นมีแง่ดีบ้างไหม เช่นมันกระตุ้นให้คนหันมาลงทุนในพลังงานทางเลือกมากขึ้นหรือเปล่า นักวิชาการด้านพลังงานสีเขียวตอบว่ามีจริง ถึงแม้ในระยะสั้นที่ทุกคนกำลังเจ็บปวดกับราคาพลังงานที่แพง มันจะนึกถึงแง่บวกได้ยากก็ตาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่ทุกประเทศที่เจ็บเท่ากัน ประเทศที่ลงทุนติดตั้งพลังงานหมุนเวียนไว้เยอะ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพลังงานที่ถูกที่สุดเมื่อสร้างเสร็จแล้ว กลับได้รับการปกป้องจากแรงกระแทกนี้ได้ดี ต้นทุนการก่อสร้างนั้นสูงก็จริง แต่ต้นทุนในระยะยาวถูกที่สุด ตัวอย่างชัด ๆ คือจีนที่ใช้เวลาหลายปีสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงค่อนข้างมีภูมิคุ้มกัน เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่มีอัตราการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน (Rooftop Solar) สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลายบ้านแทบไม่ต้องจ่ายค่าไฟอีกเลยเมื่อผ่อนแผงโซลาร์หมดแล้ว

แต่ของดีนี้ก็สร้างปัญหาในตัวเอง คือทำให้เกิดระบบสองชนชั้นและขยายความเหลื่อมล้ำในหลายแง่ เพราะคนที่พึ่งโซลาร์บนหลังคาได้มักเป็นคนที่มีบ้านเป็นของตัวเอง ส่วนคนที่อยู่คอนโดหรืออะพาร์ตเมนต์จะติดตั้งยากกว่ามาก หรือถ้าอยู่บ้านเอื้ออาทรหรือไม่มีเงินพอจะติดแผง ก็อดได้ราคาถูกแบบนั้นไป

สรุปคือวิกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดว่า ประเทศที่มีภูมิคุ้มกันมากที่สุดคือประเทศที่ลงมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตราบใดที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า วิกฤตพลังงานแบบนี้จะเป็นความเสี่ยงเสมอ ทางเลือกจึงมีแค่สองทาง คือเป็นฝ่ายตั้งรับไปเรื่อย ๆ คอยตอบสนองต่อราคาที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หรือลุกขึ้นมากุมชะตาพลังงานของตัวเองด้วยการผลิตความมั่นคงทางพลังงานขึ้นมาเอง ผ่านการทุ่มลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

เงินเฟ้อต่ำเกินไปก็เป็นปัญหา บทเรียนญี่ปุ่นที่จีนแอบหวัง

ตอนถามว่าเศรษฐกิจที่มองข้ามการไหลเสรีของตลาดได้บ้างจะมีความได้เปรียบในจังหวะแบบนี้ไหม นักเศรษฐศาสตร์ด้านการเงินยอมรับว่ามีแรงจูงใจที่แรงขึ้นในการพัฒนาพลังงานทางเลือกและพลังงานสีเขียวจริง

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือมุมที่บอกว่า ตอนความปั่นป่วนนี้เกิดขึ้น แอบหวังลึก ๆ ว่ามันอาจจะดันให้จีนหลุดจากปัญหาเงินเฟ้อต่ำเรื้อรังที่ทรมานมานานหลายปี เหตุผลคือ ญี่ปุ่นเองก็เคยเจอปัญหาเงินฝืดและเงินเฟ้อต่ำมานานหลายทศวรรษ แล้วจู่ ๆ ก็หลุดออกมาได้ จังหวะที่หลุดน่าสนใจมาก คือเกิดขึ้นทันทีหลังความขัดแย้งในยูเครนปี 2022 และเมื่อไปถามนักวิชาการญี่ปุ่นหลายคนว่าหลุดออกมาได้อย่างไร แต่ละคนให้เหตุผลต่างกันไป ไม่มีคำตอบเดียวที่ฟันธงได้ แต่ปัจจัยหนึ่งที่ทุกคนพูดถึงคือแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่มาจากสงครามยูเครนนั่นเอง ตอนนี้เงินเฟ้อญี่ปุ่นอยู่ที่ 2 ถึง 3% ซึ่งเป็นระดับปกติของประเทศพัฒนาแล้ว

เหตุผลที่เงินเฟ้อต่ำเป็นเรื่องไม่ดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะมันสร้างวงจรอุบาทว์ของความคาดหวังในหมู่ผู้บริโภค ผู้ผลิต และนักลงทุน จนกลายเป็นภาวะหดตัว มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวคนหนึ่งทำสำรวจผู้บริโภคเป็นประจำ แล้วพบความเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาก่อนและหลังปี 2022 อย่างชัดเจน คือเมื่อก่อนถ้าเดินเข้าร้านแล้วเจอของขึ้นราคา ผู้บริโภคจะวางของลงแล้วเดินไปร้านข้าง ๆ ทันที แต่ตอนนี้พอเจอแบบเดียวกัน คนจะหยิบซื้อเลย นั่นแปลว่าจิตวิทยาของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว และนี่คือสิ่งที่จีนกำลังอยากให้เกิด

ทุกต้นปีรัฐบาลจีนจะประกาศสองเป้าหมาย คือเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) กับเป้าอัตราเงินเฟ้อ ปกติรัฐบาลจะจริงจังมากกับเป้าการเติบโต ถ้าบอก 5% ก็ต้องทำทุกวิถีทางให้ถึง แต่กับเป้าเงินเฟ้อที่มักตั้งไว้ราว 3% แทบไม่มีใครซีเรียส จะลงมือก็ต่อเมื่อมันพุ่งไป 5 ถึง 6% ส่วนตอนที่ต่ำกว่า 3% ไม่มีใครออกแรงจริงจัง

ปีนี้ต่างออกไป เพราะมีการประกาศว่าการทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นในระดับพอเหมาะกำลังกลายเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายที่ต้องทำให้ได้ แต่ก็มีการยอมรับตรง ๆ ว่าเรื่องนี้อาจไม่เป็นจริงตามหวัง จีนยังต้องกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อต่ำต่อไป ซึ่งสำหรับคนอเมริกันที่กังวลแต่เรื่องของแพงขึ้น ปัญหาแบบจีนฟังดูน่าอิจฉาเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่จริงเงินเฟ้อต่ำก็จัดการยากไม่แพ้กัน

เมื่อโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation

ในมุมของสหรัฐฯ และอีกหลายเศรษฐกิจรวมถึงตะวันออกกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานชี้ว่าเป็นปัญหาคนละแบบ คือมีแรงกดดันเงินเฟ้อที่ฝังตัวเรื้อรัง โดยเฉพาะกับเชื้อเพลิงและสินค้าอาหาร และตัวที่กำหนดต้นทุนของเงินและต้นทุนการกู้ยืมก็คืออัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้แม้จะมีแรงกดดันจากฝั่งทำเนียบขาว แต่ Fed ก็ยังไม่ลดและไม่ควรลดดอกเบี้ย

ตราบใดที่ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยยังต้องอยู่ในระดับสูง การเติบโตก็จะยากขึ้น บริษัทจะขยายตัวลำบากขึ้น เรากำลังเข้าสู่ช่วงที่เงินเฟ้อสูงขึ้นแต่ความคาดหวังการเติบโตต่ำลง ซึ่งก็คือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation) นั่นเอง สถานการณ์นี้ไม่ดีเลย โดยเฉพาะกับภูมิภาคที่กำลังเติบโตและตลาดเกิดใหม่อย่างตะวันออกกลาง

แรงกดดันจะเพิ่มขึ้นจากทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้นำเข้าพลังงาน ฝั่งผู้ผลิตจะหันมาเน้นความยืดหยุ่นและการมีระบบสำรอง ทั้งสร้างท่อส่งใหม่และอัดรายจ่ายเพื่อการลงทุน หรือ Capital Expenditure (CAPEX) ลงในน้ำมันและก๊าซ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นแรงกดดันด้านราคาในระยะยาวต่อวัตถุดิบเหล่านั้น ขณะเดียวกันการเข้าถึงเงินทุนก็ไม่ได้ถูกลง ส่วนฝั่งผู้นำเข้าโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง การชำระหนี้ยังแพง การนำเข้าเชื้อเพลิงก็ยังแพง ทำให้ไม่เหลือพื้นที่ไปลงทุนเพื่อการเติบโต บริการสังคม หรือพัฒนาคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

แล้วราคาพลังงานที่แพงขึ้นจะจูงใจให้คนหันไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนได้จริงไหม คำตอบคือได้ แต่มันกลับมาที่นโยบายสงครามการค้าอีก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับราคาของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ตราบใดที่ประเทศต้องชั่งน้ำหนักว่าในบ้านตัวเองมีอะไร ถ้าถ่านหินในประเทศถูกกว่าก็จะเลือกถ่านหิน และสำหรับรัฐบาลที่ตัดสินใจตั้งกำแพงกีดกันวัตถุดิบนำเข้า เช่นแผงโซลาร์จากจีน การเลือกแบบนั้นก็จะยิ่งฉุดรั้งการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนให้ช้าลง

ไอเดีย 'ธนาคารสำรองพลังงาน' จัดการพลังงานแบบเดียวกับที่ธนาคารกลางจัดการเงิน

ก่อนวงเสวนาเริ่ม นักวิชาการด้านพลังงานสีเขียวพูดถึงไอเดียที่น่าคิดต่อ คือเมื่อเงินเฟ้อเป็นโจทย์ใหญ่ขนาดนี้ เรามีเครื่องมืออะไรบ้างในการจัดการ โดยทั่วไปเรามีธนาคารกลาง เพราะเรารู้ว่าเงินคือโครงสร้างพื้นฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนของเงินเป็นตัวกำหนดต้นทุนการสร้างสิ่งต่าง ๆ การกู้ยืม และความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อ เราจึงสร้างธนาคารกลางขึ้นมาเพื่อบริหารราคาของเงินและช่วยจัดการวิกฤตเงินเฟ้อ

คำถามคือ แล้วทำไมเราไม่ลองคิดกับพลังงานในแบบเดียวกัน เพราะพลังงานก็เป็นรากฐานของทั้งเศรษฐกิจไม่ต่างกัน ราคาพลังงานกำหนดทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต ความสามารถของครัวเรือนในการทำความร้อนและความเย็นในช่วงเวลาสำคัญ ไปจนถึงผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่เรากลับไม่ได้ปฏิบัติกับมันแบบเดียวกับที่ปฏิบัติกับเงิน ไอเดียที่ว่าจึงเป็นการตั้งสิ่งที่เรียกว่าธนาคารสำรองพลังงาน (Energy Reserve Bank) ขึ้นมา

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงแค่คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) แบบที่หลายคนนึกถึง แต่โฟกัสไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน หัวใจอยู่ตรงที่ว่า พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ถูกมากเมื่อสร้างเสร็จ แต่ต้นทุนการสร้างที่ใช้เงินทุนเข้มข้นนั้นสูงลิ่ว และบ่อยครั้งที่โครงการจะเกิดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับต้นทุนของเงินทุนล้วน ๆ ไม่ใช่ต้นทุนของตัวเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีมีแต่ถูกลงเรื่อย ๆ แต่พอดอกเบี้ยขึ้น ต้นทุนเงินทุนต่างหากที่ตัดสินว่าโครงการจะได้สร้างไหม

มีตัวเลขที่ชี้ชัดว่า ทุก ๆ 1% ที่ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก หรือ Weighted Average Cost of Capital (WACC) ลดลง จะทำให้ต้นทุนพลังงานที่ออกมาอีกฝั่งของโครงการลดลงถึง 10% คำถามจึงเป็นว่า เราจะใช้กลไกใหม่ของภาครัฐมาช่วยกดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับพลังงานหมุนเวียนได้อย่างไร

ตัวอย่างที่เสนอคือ ธนาคารสำรองพลังงานสามารถออกสัญญารับซื้อพลังงานระยะยาว (Off-take Contract) ให้โครงการพลังงานสะอาด และอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐ (Sovereign Rating) ในฐานะผู้ออกสัญญา จะช่วยให้โครงการระดมทุนได้ในต้นทุนที่ถูกมาก พูดง่าย ๆ คือใช้อำนาจซื้อของรัฐมากดต้นทุนเงินทุนของโครงการพลังงานหมุนเวียนลง จากนั้นธนาคารก็นำพลังงานไปขายต่อได้ ด้วยเงื่อนไขทั้งระยะยาว กลาง และสั้น ในแบบที่ผู้รับซื้อรายเดียวทำไม่ได้ วิธีนี้จึงช่วยทั้งจุดประกายการลงทุนพลังงานหมุนเวียน และช่วยเกลี่ยราคาพลังงานปลายทางให้นิ่งขึ้นไปพร้อมกัน

ใครจ่ายให้เงินเฟ้อ คำตอบของสหรัฐฯ กับจีนไม่เหมือนกัน

กลับมาที่คำถามตั้งต้นของวงเสวนาว่าใครคือคนจ่าย นักเศรษฐศาสตร์ด้านการเงินชี้ให้เห็นว่า แม้เงินเฟ้อจะขยับขึ้นทั่วกระดานและพลังงานคือตัวจุดชนวนหลัก แต่ผลที่ตามมากลับต่างกันในแต่ละที่

ในสหรัฐฯ CPI ขยับขึ้นพร้อมกับดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ Producer Price Index (PPI) ซึ่งแปลว่าต้นทุนที่สูงขึ้นถูกส่งผ่านไปถึงผู้ใช้ปลายทางของสินค้าเหล่านั้น พูดง่าย ๆ คือผู้บริโภคอเมริกันแบกต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นไว้มากกว่า ส่วนจีนเป็นคนละเรื่อง แม้ CPI จะขยับขึ้นนิดหน่อย แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังนิ่งมาก นั่นหมายความว่าในจีนคนที่โดนบีบคือผู้ผลิต ผ่านอัตรากำไรที่ถูกบีบให้แคบลง สรุปสั้น ๆ คือในจีนบริษัทเป็นฝ่ายกลืนต้นทุนไว้เอง ขณะที่ในสหรัฐฯ ต้นทุนถูกส่งต่อไปถึงผู้บริโภค

เมื่อโจทย์ต่างกัน การตอบสนองเชิงนโยบายของธนาคารกลางและรัฐบาลจึงต่างกันตามไปด้วย เพราะจีนมีปัญหาอุปสงค์ในประเทศที่ค่อนข้างอ่อนแอ ตอนนี้ Fed กำลังคิดเรื่องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปี ส่วนธนาคารกลางยุโรป หรือ European Central Bank (ECB) ขึ้นไปแล้วหนึ่งครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางจีน หรือ People's Bank of China (PBOC) จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย และยังคิดเรื่องผ่อนคลายนโยบายอยู่ แต่ก็กังวลว่าถ้าอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเกินไปจะไปกดดันอัตราแลกเปลี่ยนจนเงินอ่อนค่า PBOC จึงหันไปคิดถึงมาตรการแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทน

คำถามจากผู้ฟัง เศรษฐกิจเล็ก ความเชื่อมั่น และความเหลื่อมล้ำ

ช่วงเปิดเวทีให้ซักถาม ผู้ฟังรุ่นใหม่จากจาเมกาตั้งคำถามที่กินใจว่า สำหรับคนรุ่นเขา เงินเฟ้อไม่ได้โผล่มาในรูปของราคาเป็นหลัก แต่โผล่มาในรูปของการกระทำ คนหยุดมีลูก หยุดซื้อบ้าน ซึ่งไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่เพราะเส้นมาตรฐานของชีวิตมันขยับไปแล้ว และที่หนักกว่านั้นคือ ในประเทศอย่างจาเมกา เครื่องมือจัดการเงินเฟ้อส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าประเทศมีอธิปไตยทางการเงิน มีช่องให้ขยับดอกเบี้ย มีค่าเงินที่ลอยตัวได้ แต่เศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการนำเข้าไม่มีสักอย่าง คันโยกมาตรฐานเหล่านั้นจึงแทบเป็นแค่ทฤษฎี คำถามคือ อะไรจะปกป้องเศรษฐกิจแบบนี้และคนรุ่นใหม่ข้างในได้จริง ในวันที่เครื่องมือปกติใช้ไม่ได้

นักเศรษฐศาสตร์ด้านการเงินตอบว่า การกระทำที่ว่าทั้งการไม่มีลูกหรืออื่น ๆ จริง ๆ แล้วเป็นการตอบสนองต่อค่าครองชีพ ค่าการศึกษา หรือต้นทุนต่าง ๆ ที่สูงขึ้น มันไม่ใช่ผลลัพธ์ของเงินเฟ้อโดยตรง แต่เป็นปฏิกิริยาต่อต้นทุนที่สูงที่เราเห็น ประเด็นถัดมาคือ นโยบายเศรษฐกิจมหภาคทำได้แค่จัดการกับปัญหาในภาพรวม มันเจาะจงไปแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานหรือต้นทุนการศึกษาโดยตรงไม่ได้ เรื่องพวกนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนโยบายเฉพาะด้าน

นโยบายการเงินของธนาคารกลางเล็งไปที่อัตรา CPI หรือ PPI เฉลี่ย ซึ่งสำคัญตรงที่ว่าถ้ากดอัตราเฉลี่ยไว้ได้ ต้นทุนค่าครองชีพโดยรวมก็จะยังถูกควบคุม ส่วนปัญหาเฉพาะที่ผู้ฟังพูดถึงนั้นต้องการมาตรการเฉพาะ เช่นถ้าต้นทุนพลังงานสูงเกินไปสำหรับครัวเรือนรายได้น้อยจนแทบอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็ควรอุดหนุนหรือทำทุกทางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นงานของนโยบายการคลังและการกระจายรายได้ ไม่ใช่นโยบายการเงิน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานเสริมในกรณีจาเมกาว่า ทั้งภูมิภาคแคริบเบียนพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างหนัก จึงสมเหตุสมผลมากถ้ามีระบบความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งการแบ่งปันและเชื่อมโยงโครงข่ายเข้าด้วยกัน มีโครงการที่กำลังศึกษาการสร้างสายส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในฟลอริดามาป้อนแคริบเบียนด้วยเหตุผลนี้ และเมื่อภูมิภาคต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเพื่อหารายได้เงินตราต่างประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรถูกบั่นทอนมา 50 ถึง 60 ปีจากการหันไปเน้นท่องเที่ยวแทนการผลิตในประเทศ สิ่งเหล่านี้คือทางเลือกเชิงนโยบายการคลังที่มีผลพวงระยะยาว ความผันผวนในตลาดพลังงานยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการร่วมเหล่านี้

แม้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นไอเดียที่ดี แต่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในแคริบเบียนยังมาจากการผลิตด้วยก๊าซหรือกระทั่งดีเซลที่สกปรกกว่า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก เศรษฐกิจขนาดเล็กและเศรษฐกิจเกาะจึงมีความต้องการและความยากลำบากเฉพาะตัว ที่จริงมีทางออกเชิงเงินทุนสำหรับปัญหาเหล่านี้อยู่ แค่ยากที่จะดึงความสนใจให้มากพอ

คำถามที่สองมาจากผู้ฟังในแวดวงตลาดทุน ที่ถามว่าผู้กำหนดนโยบายจะรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างไรในเวลาที่ต้องคุมเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อไม่ได้เป็นแค่บททดสอบนโยบายการเงิน แต่เป็นบททดสอบสาธารณะ มาตรการคุมเงินเฟ้อบางอย่างในระยะสั้นอาจสร้างความเจ็บปวดให้ครัวเรือนรายได้น้อยหรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ Small and Medium Enterprises (SME)

คำตอบแบ่งเป็นสองประเด็น ประเด็นแรกคือความน่าเชื่อถือและความแม่นยำของตัวเลขที่เรารวบรวมกันมา เรื่องนี้มีข้อถกเถียงเสมอว่าวัดได้แม่นจริงไหม มีงานวิจัยจำนวนมากที่เทียบความรู้สึกของผู้บริโภคกับตัวเลขสถิติ ซึ่งบางทีก็ไม่ตรงกัน แต่โดยรวมแล้วความเห็นต่างเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อหรือเงินฝืดในภาพใหญ่กลับมีจำกัด ความน่าเชื่อถือของตัวเลขถูกตั้งคำถามได้เสมอเพราะมันคือสถิติ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ธนาคารกลางหยุดลงมือรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อ

ประเด็นที่สองคือเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคและอุตสาหกรรมต่างกัน และเรามักเห็นว่าเวลาเงินเฟ้อพุ่งเร็ว มันทำร้ายครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่าครัวเรือนรายได้สูง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารกลางจัดการได้ ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง โดยนโยบายการคลังควรลงมือปกป้องครัวเรือนรายได้น้อยเป็นพิเศษในเวลาที่เงินเฟ้อสูง

ปิดท้าย โจทย์เรื่องความกล้าและการดึงพลังงานออกจากการเมือง

ในช่วงปิดวง นักวิชาการด้านพลังงานสีเขียวทิ้งท้ายด้วยเรื่องเงินเฟ้อของราคาสินทรัพย์ ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้ผู้คนในหลายประเทศ หลายคนรู้สึกว่าตัวเองถูกผลักออกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปเลย และสิ้นหวังกับคำถามว่าจะไปอยู่ที่ไหน จะไม่ได้มีครอบครัวเพราะเรื่องนี้

รัฐบาลจึงต้องลงมือด้วยความเร่งด่วน แต่ปัญหาคือเรื่องนี้ถูกทำให้เป็นการเมืองอย่างเข้มข้น ตัวอย่างเช่นรัฐบาลออสเตรเลียเพิ่งปรับภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gains Tax) ครั้งใหญ่ ด้วยการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของนักลงทุนอสังหาฯ ก่อนหน้านี้ทุกคนบอกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง พอรัฐบาลลงมือทำจริง นักลงทุนกลับลุกขึ้นมาโวยวายว่าราคาสินทรัพย์ของพวกเขากำลังลดลง

นี่คือโจทย์ที่ท้าทายรัฐบาลมาก แต่จังหวะนี้ต้องการความกล้า คำถามคือจะสื่อสารการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร และจะดึงเรื่องเหล่านี้ออกจากการเมืองได้อย่างไร เพราะนโยบายพลังงานนั้นเต็มไปด้วยการเมือง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และในเชิงการเมืองประชานิยมภายในประเทศ

ทางออกที่เสนอมีอย่างน้อยสองข้อ ข้อแรกคือต้องทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นธรรม ประชาชนต้องรู้สึกว่าตัวเองได้รับประโยชน์จากการหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนจริง จะตั้งกังหันลมขึ้นมาแล้วให้คนแบกรับแค่ทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปโดยไม่เห็นราคาที่ถูกลงไม่ได้ ข้อสองคือการคิดถึงกลไกเชิงสถาบันที่จะดึงการตัดสินใจเหล่านี้ออกจากการต่อสู้ของการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วยกไปไว้กับองค์กรอิสระอย่างธนาคารสำรองพลังงาน เพื่อให้เหมือนกับธนาคารกลาง คือรัฐบาลในแต่ละยุคสามารถพูดได้ว่านี่คือการตัดสินใจขององค์กรอิสระ

ที่มา: เวทีเสวนา 'Who Pays for Inflation?' ในงาน Summer Davos 2026 โดย World Economic Forum (จัดภายใต้ Chatham House Rule)

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

โรงงานที่เรียนรู้ได้เอง เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาขยายขีดความสามารถของมนุษย์

ถอดบทเรียนวงเสวนา Factories that Learn บนเวที WEF ต้าเหลียน ตั้งแต่นิยามโรงงานที่ขับเคลื่อนตัวเอง สูตรสามขาและสี่ F ของ Lighthouse ไปจนถึงความจริงว่า AI ในโรงงานไม่ได้มาแทนคน แต่มา...

Responsive image

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ถอดภาพเศรษฐกิจปี 2026 เป็นปีที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายสิบปี AI บูม เงินเฟ้อพุ่ง ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

9 ใน 10 หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกมองเศรษฐกิจปีนี้ในแง่ร้าย เปิดมุมวิเคราะห์จากเวที Summer Davos 2026 ทั้งเศรษฐกิจจีน สหรัฐฯ แอฟริกา ผลตอบแทนจาก AI และความเสี่ยงด้านพลังงาน ระบบการเง...

Responsive image

100 ปีของรถยนต์กำลังเปลี่ยนไปด้วยซอฟต์แวร์ แบตเตอรี่ และ AI สรุปรถยุคใหม่จากงาน Summer Davos 2026

เป็นเวลากว่า 100 ปีที่รถยนต์ถูกนิยามด้วยเครื่องยนต์ ช่วงล่าง สมรรถนะ และเส้นสายการออกแบบภายนอก แต่บนเวที Summer Davos ที่ต้าเหลียน ภาพของรถยนต์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือ ระบบซอฟต์แวร...