เวทีเสวนา “Workers in the Driver’s Seat” ในงาน World Economic Forum Annual Meeting 2026 เปิดบทสนทนาท่ามกลางช่วงเวลาที่โลกการทำงานเผชิญความไม่แน่นอนสูงเป็นพิเศษ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบด้านแรงงานและการเคลื่อนย้ายที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานในวงกว้าง
บทสนทนานี้ตั้งต้นจากความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่ประสิทธิภาพหรือผลประกอบการขององค์กร แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของผู้คน การเปลี่ยนผ่านของโลกงานจึงไม่ควรถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว หากต้องออกแบบโดยมีแรงงานอยู่ในศูนย์กลาง เพื่อให้การปรับตัวครั้งใหญ่นี้ยังคงรักษา ศักดิ์ศรี ความมั่นคง และความหมายของการทำงาน เอาไว้ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าแรงงานจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุค AI

Mina Al-Oraibi บรรณาธิการบริหารจาก The National ผู้ดำเนินรายการ ได้อ้างอิง Global Risks Report ซึ่งระบุว่า “Social Polarization” หรือภาวะความแตกแยกทางสังคม เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสูงสุดของโลกในช่วงสิบปีข้างหน้า โดยเกิดขึ้นเมื่อความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงทำให้ผู้คนขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
และหนึ่งในต้นตอสำคัญของปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อผู้คนจำนวนมากไม่สามารถมีชีวิตที่มั่นคงและมีศักดิ์ศรีผ่านการทำงานของตนเองได้ ทำให้โลกการทำงานไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สร้างรายได้หรือผลิตภาพทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับความไว้วางใจและเสถียรภาพของสังคมในระยะยาว

Denis Machuel ซีอีโอ Adecco Group มองว่าแรงกดดันต่อแรงงานทั่วโลกเกิดจากคลื่นใหญ่สี่ระลอก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ ประชากรสูงวัย รูปแบบการจ้างงานใหม่ และ AI แต่ในบรรดาทั้งหมด AI คือแรงเปลี่ยนที่เร็วที่สุด และยากที่สุดสำหรับมนุษย์จะปรับตัว
เขาเตือนว่า ความผิดพลาดที่องค์กรทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ การทดลอง AI แบบกระจัดกระจาย โดยไม่วางยุทธศาสตร์ด้านแรงงาน และไม่ดึงพนักงานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
โจทย์ไม่ใช่ทำอย่างไรให้ AI เกิดขึ้น แต่คือทำอย่างไรไม่ให้ AI เกิดขึ้น ‘กับคน’
หมายความว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การนำ AI มาใช้อย่างรวดเร็ว แต่อยู่ที่การออกแบบให้ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมการทำงานของแรงงาน ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ถูกผลักเข้ามาโดยที่แรงงานไม่มีส่วนร่วม หรือไม่เข้าใจผลกระทบที่จะเกิดกับตนเอง
ข้อมูลจากการสำรวจแรงงานกว่า 37,000 คนใน 30 ประเทศที่ Adecco ทำร่วม ชี้ชัดว่าแรงงานไม่ได้ปฏิเสธ AI แต่ตรงกันข้าม พวกเขาต้องการมีบทบาทมากกว่านี้ โดย 83% อยากควบคุมเส้นทางพัฒนาทักษะของตนเอง และ 71% ระบุว่าทักษะ AI ที่เรียนรู้เองล้ำหน้าสิ่งที่องค์กรจัดให้
ปัญหาจึงไม่ใช่ความกลัวเทคโนโลยี แต่คือช่องว่างระหว่างความเร็วของเทคโนโลยีกับความพร้อมของระบบองค์กร

ฝั่งสหภาพแรงงาน Luc Triangle เลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานระหว่างประเทศ ย้ำว่า ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าแรงงานไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่ต่อต้านการถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ
ไม่มีใครพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลง หากเพิ่งมารับรู้ผลลัพธ์ในตอนท้าย
แรงงานไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือเทคโนโลยีใหม่ แต่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยที่ตนเองไม่มีส่วนร่วม เมื่อองค์กรตัดสินใจทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยแจ้งผลกระทบภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับบทบาทงาน การ reskill หรือความเสี่ยงต่อการตกงาน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความพร้อมปรับตัว แต่คือการถูกบังคับให้ยอมรับผลลัพธ์ที่ตนไม่ได้มีส่วนออกแบบ สิ่งที่แรงงานต้องการคือการมีที่นั่งตั้งแต่ขั้นออกแบบ และหลักประกันว่าหากต้องเปลี่ยนงาน ระบบจะพาพวกเขากลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริง
ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงความกังวลเรื่องการใช้ระบบอัลกอริทึมและ AI เข้ามาบริหารแรงงาน ตั้งแต่การติดตามประสิทธิภาพ การประเมินผลงาน ไปจนถึงการตัดสินใจด้าน HR เช่น การเลื่อนตำแหน่ง การลงโทษ หรือแม้แต่การคัดคนออกจากองค์กรโดยอัตโนมัติ
Luc Triangle เตือนว่า เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในลักษณะที่แรงงานไม่เข้าใจเกณฑ์การตัดสินใจ ไม่สามารถตั้งคำถาม หรือไม่มีช่องทางอุทธรณ์ ระบบเหล่านี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นกลไกควบคุมที่บ่อนทำลายความเชื่อใจในองค์กร
ถ้า AI กลายเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังจนแรงงานรู้สึกว่าถูกควบคุมทุกนาที ความไว้วางใจจะพังทันที
เขาชี้ว่า ความเสี่ยงของ AI ในโลกการทำงานจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีออกแบบและนำมาใช้ หากองค์กรขาดความโปร่งใส และแรงงานถูกลดบทบาทจาก ‘ผู้มีส่วนร่วม’ เหลือเพียง ‘ผู้ถูกประเมิน’ เทคโนโลยีที่ตั้งใจจะเพิ่มประสิทธิภาพอาจกลับกลายเป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจในที่ทำงาน

ตัวอย่างจาก Welspun Living บริษัทผู้ผลิตสิ่งทอและสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากอินเดีย ทำให้แนวคิดเรื่อง “AI ที่ทำงานร่วมกับคน” เห็นภาพชัดขึ้น โดย Dipali Goenka ซีอีโอและ Managing Director ของ Welspun Living เล่าว่า โรงงานผลิตผ้าขนหนูของบริษัทซึ่งมีกำลังการผลิตวันละนับล้านชิ้น ได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการนับผ้า เพื่อแก้ปัญหาความล้าของแรงงานจากงานซ้ำ ๆ โดยไอเดียนี้ไม่ได้มาจากฝ่ายบริหาร แต่เกิดจากหัวหน้างานและคนหน้างานที่เผชิญปัญหาจริงในสายการผลิต
การนำ AI มาใช้ของ Welspun ถูกออกแบบควบคู่กับระบบรองรับด้านแรงงาน ทั้งการ Multi-skilling เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น การ Upskill ให้แรงงานสามารถทำงานกับ Smart factory ได้ การตั้ง Quality circle ที่เปิดโอกาสให้แรงงานรับผิดชอบคุณภาพงานด้วยตนเอง รวมถึงการหมุนย้ายและ ปรับบทบาทงานของแรงงานไปทำหน้าที่อื่น แทนการปลดคน เมื่อกระบวนการบางส่วนถูกทำให้เป็นอัตโนมัติ
AI จะมีคุณค่าจริง ก็ต่อเมื่อมันช่วยคนทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้คนรู้สึกว่ากำลังถูกแทนที่
อย่างไรก็ตาม บทสนทนานี้ยังสะท้อนความตึงเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเทคโนโลยีทำให้องค์กรสามารถมองเห็น Productivity ได้ละเอียดขึ้น คำถามเรื่องเส้นแบ่งระหว่างการบริหารจัดการกับการสอดส่องแรงงานจึงยิ่งชัดขึ้น และตอกย้ำว่าความโปร่งใสในการใช้ข้อมูล รวมถึงการสื่อสารกับแรงงานอย่างตรงไปตรงมา คือเงื่อนไขสำคัญของการสร้างความไว้วางใจในโลกการทำงานยุค AI

Roxana Mînzatu รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้าน Social Rights, Skills, Quality Jobs and Preparedness มองว่าโจทย์สำคัญของภาครัฐคือ การทำให้นโยบายด้านแรงงาน 'เคลื่อนที่ทัน' กับความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยไม่ละทิ้งหลัก Human-centric
เธอชี้ว่า การพูดถึง 'คุณภาพงาน' ในยุค AI ไม่อาจจำกัดอยู่แค่ประเด็นผลิตภาพหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องครอบคลุมไปถึงความเป็นส่วนตัว การถูกตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัล และสภาพการทำงานที่แรงงานเผชิญจริงในแต่ละภาคส่วน
ในระดับนโยบาย ยุโรปกำลังผลักดันเครื่องมือหลายด้าน ตั้งแต่ Quality Jobs Act ไปจนถึงแนวคิด “Skills Guarantee” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้แรงงานสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ ระหว่างการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมและโครงสร้างเศรษฐกิจ
กฎหมายมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สร้างความไว้วางใจได้จริง คือการเปิดพื้นที่ให้รัฐ นายจ้าง และแรงงานได้พูดคุยและตัดสินใจร่วมกัน
เธอย้ำว่า ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ความเชื่อมั่นของแรงงานจะไม่เกิดจากกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยกระบวนการพูดคุยและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของทุกฝ่าย
อีกหนึ่ง insight สำคัญจากเวที คือคำถามเรื่อง การกระจายผลประโยชน์จาก Productivity ที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี Luc Triangle เตือนว่า หากผลตอบแทนจาก AI และเทคโนโลยีใหม่ไหลไปสู่เพียงบางกลุ่ม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมจะยิ่งรุนแรงขึ้น และบ่อนทำลายความไว้วางใจในระบบแรงงานโดยรวม
ด้าน Denis Machuel เลือกอธิบายประเด็นนี้ผ่านตัวอย่างเชิงปฏิบัติ เพื่อชวนคิดถึงวิธี 'ออกแบบงานใหม่' ในยุค AI เขายกกรณีการใช้ AI เข้ามาช่วยงานของ Recruiter ไม่ใช่เพื่อแทนที่มนุษย์ แต่เพื่อรับช่วงงานซ้ำ ๆ และงานธุรการที่กินเวลา เพื่อคืนพื้นที่ให้มนุษย์ได้โฟกัสกับสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การสื่อสาร และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน
รวมถึงเขายังตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า เหตุใดองค์กรจำนวนมากยังเลือก 'ปลดคนแล้วจ้างใหม่' แทนที่จะใช้โอกาสจากเทคโนโลยีในการย้าย ปรับบทบาท และพัฒนาทักษะของแรงงานเดิม ทั้งที่แนวทางหลังอาจช่วยรักษาทั้งศักยภาพของคนและความต่อเนื่องขององค์กรได้ดีกว่าในระยะยาว
เขายังชี้ให้เห็นปัญหาที่ลึกกว่านั้น ด้วยตัวเลขที่สะท้อนความไม่สมดุลของระบบการลงทุนด้านทักษะ โดยประเทศในกลุ่ม OECD เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาสูงถึงราว 4% ของ GDP ในช่วงอายุ 0–25 ปี แต่หลังจากนั้น การลงทุนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตกลับลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยว ทั้งที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วและรุนแรงที่สุดในช่วงวัยทำงาน ไม่ใช่ช่วงก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
เวทีนี้ไม่ได้พยายามตัดสินว่า AI เป็นเรื่องดีหรือร้าย หากแต่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อนาคตของโลกการทำงานจะถูกกำหนดโดย 'วิธีออกแบบการเปลี่ยนผ่าน' มากกว่าตัวเทคโนโลยีเอง
หากแรงงานถูกลากไปตามคลื่นเทคโนโลยีโดยไม่มีส่วนร่วม ความไม่ไว้วางใจและความแตกแยกย่อมทวีความรุนแรงขึ้น แต่หากแรงงานได้มีที่นั่งในกระบวนการตัดสินใจ ได้รับการลงทุนด้านทักษะอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าผลประโยชน์จาก Productivity ถูกกระจายอย่างเป็นธรรม การเปลี่ยนผ่านสู่โลกงานยุค AI ก็มีโอกาสสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นให้สังคมได้
อ้างอิง: “Workers in the Driver’s Seat”, World Economic Forum Annual Meeting Annual Meeting 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด