
เมื่อใคร ๆ ก็ใช้ AI ความได้เปรียบขององค์กรจะอยู่ตรงไหน
ทุกวันนี้ทุกองค์กรกำลังเร่งใช้ AI แต่ AI อาจไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป เพราะคู่แข่งก็เข้าถึงเครื่องมือเดียวกันได้
คุณปฐมา จันทรักษ์ Country Managing Director ของ Accenture Thailand ชวนมองเรื่องนี้ใหม่ว่าสิ่งที่องค์กรควรหาให้เจอไม่ใช่ AI ที่ใหม่กว่า แต่คือ ‘สิ่งที่เรามีและคนอื่นไม่มี’ แล้วใช้ AI เข้าไปขยายจุดนั้นให้แข็งแรงขึ้น
เมื่อก่อนเทคโนโลยีใหม่มักจะสร้างความได้เปรียบให้กับคนที่ใช้ก่อน
อินเทอร์เน็ตเคยเป็นแบบนั้น Cloud ก็เคยเป็นแบบนั้น รวมถึง Mobile App และ Super App ก็เคยสร้างความแตกต่างให้กับธนาคารและธุรกิจค้าปลีก แต่พอทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นเรื่องพื้นฐาน
AI กำลังเดินมาทางเดียวกัน
วันนี้บริษัทไหนก็ซื้อหรือดาวน์โหลด AI มาใช้ได้ ดังนั้นการมี AI ไม่ได้แปลว่าเราจะเหนือกว่าคู่แข่ง สิ่งที่ต้องถามจึงไม่ใช่เราใช้ AI หรือยัง แต่คือ ‘เราใช้ AI ทำอะไรที่คนอื่นยังทำไม่ได้’
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการลงทุนด้าน AI จากระดับผู้บริหารเพิ่มขึ้นถึง 82%
แต่เมื่อถามว่า ลงทุน AI แล้วธุรกิจได้ผลลัพธ์ชัดเจนและต่อเนื่องหรือไม่ มีเพียง 20% ที่ตอบว่าได้ผล ภาพจึงกลายเป็นว่าองค์กรกำลัง
เพราะการใช้ AI กับการสร้างความได้เปรียบเป็นคนละเรื่องกัน
AI อาจช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ถ้าคู่แข่งก็ทำได้เหมือนกัน ความได้เปรียบนั้นก็หายไป
เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ใครก็เข้าถึงได้ สิ่งที่มีค่าและทำให้แตกต่างจึงเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก เช่น
AI มีหน้าที่ช่วยให้สิ่งเหล่านี้ทำงานได้ดีขึ้นและขยายได้มากขึ้น ดังนั้นความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ AI + สิ่งที่องค์กรมีเฉพาะตัว
คุณปฐมา ยกประเทศไทยเป็นตัวอย่าง โดยมองว่ามี 3 จุดแข็งที่น่าสนใจ
ไทยมีฐานความรู้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น Manufacturing, Financial Services, Food และ Agriculture ซึ่งสะสมมานาน ทั้งข้อมูล ประสบการณ์ และความเข้าใจในธุรกิจจริง
ธุรกิจไม่ได้มีแค่ข้อมูล แต่ยังมีเรื่องของบริบทท้องถิ่น กฎระเบียบ ความสัมพันธ์และความไว้ใจที่สร้างกันมานาน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นได้ด้วยการซื้อ AI หนึ่งตัว
ทั้งการบริการ ความเข้าใจวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว เป็นอีกจุดที่ประเทศไทยมีศักยภาพ AI ช่วยเสริมสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ไม่ได้สร้างขึ้นมาแทนทั้งหมด
คุณปฐมา เตือนถึงกับดักที่หลายองค์กรกำลังเจอ คือ เอา AI ไปใส่ในกระบวนการเดิม แล้วคิดว่าธุรกิจจะเปลี่ยน
เธอยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ หากนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ แต่ยังทำงานแบบเดิม ขายให้ลูกค้ากลุ่มเดิม และใช้ช่องทางเดิม สิ่งที่ได้ก็เท่ากับแค่เอาเทคโนโลยีมาช่วยให้งานเดิมเร็วขึ้น โดยไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจ
AI ก็เหมือนกัน
ถ้าเอา AI มาช่วยเขียนรายงานเร็วขึ้น สรุปข้อมูลเร็วขึ้น หรือทำงานเดิมให้เร็วขึ้น นั่นคือการเพิ่ม Efficiency แต่ไม่ได้หมายความว่าเราได้สร้างธุรกิจรูปแบบใหม่
วิธีคิดที่คุณปฐมา เสนอคือ อย่าเริ่มจากคำถามว่า ‘AI ทำอะไรได้บ้าง’ ให้เริ่มจาก ‘เราอยากสร้างอะไรให้เกิดขึ้น’
จากนั้นค่อยย้อนกลับมาดูว่า
เป้าหมายไม่ใช่แค่เอา AI มาปั่นงานให้ไวขึ้น แต่ต้องดูว่ามันช่วยสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ ให้เราได้จริงไหม
AI ในวันนี้ช่วยหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และเสนอทางเลือกได้มากขึ้น แต่สุดท้ายยังมีเรื่องที่ AI ตัดสินใจแทนผู้นำไม่ได้ทั้งหมด นั่นคือ Judgment
พอทุกคนมีอะไรก็ถาม AI แล้วได้คำตอบในทันที สิ่งที่ต่างกันจึงไม่ใช่ใครมีข้อมูลมากกว่า แต่คือใครรู้ว่า
เพราะฉะนั้นยิ่ง AI ทำได้มาก บทบาทของผู้นำในการตัดสินใจก็ยิ่งสำคัญ
AI ทำให้เกิดโอกาสใหม่เยอะมาก แต่ไม่ได้แปลว่าทุกองค์กรต้องทำทุกอย่าง
คุณปฐมาเสนอ 3 คำถามที่ใช้ดูว่าองค์กรมี ‘Right to Lead’ ในเรื่องนั้นหรือไม่
ถ้าคำตอบยังไม่ชัด ก็อาจไม่ใช่สนามที่องค์กรต้องรีบลงไปแข่ง
สุดท้ายแล้ว AI อาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบ เพราะตอนนี้ทุกคนใช้ได้เหมือนกัน แต่ สิ่งที่เราเอามารวมกับ AI อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบได้
บริษัทแต่ละแห่งมีของไม่เหมือนกัน ทั้งคน ลูกค้า ข้อมูล ความเชี่ยวชาญและจุดยืนทางการตลาด
เมื่อเอาสิ่งเหล่านี้มารวมกับ AI ผลลัพธ์จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เราควรใช้ AI กับธุรกิจมากหรือเปล่า
แต่ควรเป็น ‘เราจะใช้ AI ทำอะไรที่มีแค่เราเท่านั้นที่ทำได้’
เพราะฉะนั้นน่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเราอาจจะเลิกวิ่งตามกระแส AI เพียงเพราะทุกคนทำ แล้วกลับมาหาว่าองค์กรของเรามีอะไรที่คนอื่นไม่มี หาจุดแข็งของตัวเอง แล้วใช้ AI ขยายสิ่งนั้นให้เป็นความได้เปรียบ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด