
28 พฤษภาคม 2026 ยอดเข้าชมหน้าค้นหาแบบไร้ AI ของ DuckDuckGo พุ่งขึ้นเป็นสามเท่าจากระดับปกติ ทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ Google ประกาศยกเครื่องระบบค้นหาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 25 ปี และที่น่าสนใจคือตัวเลขนี้ยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลง คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินหนีการค้นหาที่มี AI นำหน้าทุกอย่าง และ DuckDuckGo ก็เห็นจังหวะนี้พอดี
DuckDuckGo ขานรับด้วยการปล่อยส่วนขยายเบราว์เซอร์ (Browser Extension) ตัวใหม่สำหรับ Chrome และ Firefox ที่ให้ผู้ใช้ตั้งหน้าค้นหาไร้ AI อย่าง noai.duckduckgo.com เป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้น (Default Search Engine) ได้ในไม่กี่คลิก พอเปิดใช้งานแล้ว การค้นหาทุกครั้งจะเด้งไปที่หน้าไร้ AI ที่ไม่มีคำตอบสรุปจาก AI ไม่มีช่องแชทให้พิมพ์คำสั่ง และตัดภาพที่สร้างด้วย AI ออกจากผลการค้นหาไปเกือบหมด
หัวใจของฟีเจอร์นี้คือการทำให้ประสบการณ์ค้นหาแบบไร้ AI คงเส้นคงวา ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงนี้ ปกติแล้วถ้าอยากปิด AI บน DuckDuckGo ผู้ใช้ต้องเข้าไปไล่ปิดทีละอย่างในหน้าตั้งค่า แต่หน้า noai.duckduckgo.com จัดการปิดให้อัตโนมัติตั้งแต่แรกทั้งสามส่วนหลัก คือ Search Assist ที่เป็นตัวสแกนเว็บแล้วสรุปคำตอบสั้น ๆ ด้วย AI, Duck.ai ที่เป็นคำตอบสรุปจาก AI และภาพที่สร้างด้วย AI ในผลค้นหารูปภาพ
การติดตั้งทำได้ง่าย เพียงเข้าหน้าค้นหาไร้ AI แล้วกดเพิ่ม Extension หรือจะเข้าหน้าแรกของ DuckDuckGo แล้วกดตั้งเป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นก็ได้ ตอนนี้รองรับทั้ง Chrome และ Firefox ส่วนใครที่ใช้เบราว์เซอร์ DuckDuckGo อยู่แล้ว การตั้งค่า AI จะถูกเก็บไว้ให้ ไม่หายแม้จะล้างประวัติการใช้งานทิ้ง และในเร็ว ๆ นี้ DuckDuckGo ยังเตรียมอัปเดต Extension ตัวเดิมอย่าง DuckDuckGo Privacy Essentials ทั้งบน Chrome, Firefox, Edge และ Opera ให้มีปุ่มควบคุมการตั้งค่า AI search เพิ่มเข้ามาด้วย
ตัวเลขการเติบโตของ DuckDuckGo ในช่วงนี้น่าจับตามาก สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทเผยว่ายอดเข้าชมหน้าค้นหาไร้ AI โตขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ส่วนยอดติดตั้งแอปในสหรัฐฯ โตขึ้น 18.1% และเฉพาะบน iOS ในสหรัฐฯ พุ่งแตะจุดสูงสุดถึง 69.9% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ที่สำคัญคือการโตรอบนี้ไม่ได้มาเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วหายไป บริษัทชี้ว่ายอดเข้าชมเฉลี่ยสูงกว่าระดับฐานปกติราว 84% ซึ่งบ่งบอกว่านี่คือการย้ายค่ายแบบยั่งยืนมากกว่ากระแสวูบวาบ ฝั่งบริษัทวิเคราะห์แอปอย่าง Apptopia ก็ยืนยันเทรนด์นี้ด้วยชุดข้อมูลคนละชุด โดยพบว่ายอดดาวน์โหลดรายวันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 29% ส่วนตัวเลขทั่วโลกโตเพียง 12% ซึ่งช่วยตัดความเป็นไปได้ที่ว่ามันเป็นแค่เทรนด์การเติบโตตามธรรมชาติทั่วไป
แม้จังหวะเวลาจะชวนให้โยงเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของ Google อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ Business Insider ก็ตั้งข้อสังเกตว่ายังพิสูจน์ไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า Google คือต้นเหตุโดยตรงของการพุ่งขึ้นครั้งนี้
จุดเริ่มต้นของกระแสทั้งหมดย้อนไปที่งาน Google I/O เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ที่ Liz Reid หัวหน้าฝ่าย Search และ Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ขึ้นเวทีประกาศการเปลี่ยนแปลงที่บริษัทนิยามว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของประตูสู่เว็บนับตั้งแต่ช่องค้นหาถือกำเนิดเมื่อกว่า 25 ปีก่อน
แทนที่จะโชว์ลิงก์เป็นอันดับแรกเหมือนเดิม Google หันมาดันผู้ใช้เข้าสู่บทสรุปที่สร้างด้วย AI (AI Overviews) ที่กำลังถูกพัฒนาให้โต้ตอบได้มากขึ้น สร้างได้ทั้งภาพประกอบ กราฟ แผนภูมิ ไปจนถึงมินิแอปตามที่ผู้ใช้ต้องการ และถ้าผู้ใช้ถามต่อ ระบบก็จะพาเข้าสู่โหมดแชทอย่าง AI Mode ทันที ส่วน 10 ลิงก์สีน้ำเงินที่เคยเป็นหน้าตาของ Google มาตลอด ตอนนี้กลายเป็นของแถมที่ไปโผล่อยู่ด้านล่างสุด จนบริษัทถึงกับประกาศบนเวทีว่า 'ยุคของ 10 ลิงก์สีน้ำเงินจบลงอย่างเป็นทางการแล้ว'
ขนาดของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ AI Overviews มีผู้ใช้ต่อเดือนทะลุ 2.5 พันล้านคนไปแล้ว ส่วน AI Mode ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีก่อนก็มีผู้ใช้แตะ 1 พันล้านคนต่อเดือนเข้าไปแล้วเช่นกัน
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่โอเคกับการให้ AI มาเป็นค่าเริ่มต้น และนี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มย้ายไปหาเครื่องมือค้นหาทางเลือก Gabriel Weinberg ซีอีโอของ DuckDuckGo พูดถึงเรื่องนี้แบบตรง ๆ ว่า 'Google กำลังยัด AI ใส่ผู้ใช้แบบไม่มีทางเลือกให้ปฏิเสธ ผลลัพธ์ที่ได้เลยแย่ลง ไม่ได้ดีขึ้น' ด้าน Kamyl Bazbaz หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและนโยบายของบริษัทก็สรุปสั้น ๆ ว่า 'คนแค่ต้องการสิทธิ์ในการเลือก'
แม้จะชูจุดขายเรื่องการค้นหาไร้ AI แต่ต้องบอกให้ชัดว่า DuckDuckGo ไม่ใช่บริษัทที่ต่อต้าน AI บริษัทยังมีแชทบอต AI ของตัวเองที่เชื่อมต่อกับโมเดลยอดนิยมหลายตัว พร้อมแพ็กเกจแบบเสียเงินที่ให้เข้าถึงโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุด และเครื่องมืออื่น ๆ อย่างบริการ Virtual Private Network (VPN), บริการกู้คืนตัวตนเมื่อถูกขโมยข้อมูล ไปจนถึงบริการลบข้อมูลส่วนตัวออกจากเว็บ จุดต่างของ DuckDuckGo จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI ทั้งหมด แต่เป็นการคืนสิทธิ์ให้ผู้ใช้เลือกเองว่าจะแตะ AI มากน้อยแค่ไหน
DuckDuckGo ไม่ได้เป็นทางเลือกเดียวที่ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ เครื่องมือค้นหาแบบเสียเงินอย่าง Kagi ก็เป็นอีกตัวที่คนพูดถึง โดย Kagi จะไม่แสดงข้อมูลจาก AI ให้เห็นเลยถ้าผู้ใช้ไม่ได้เลือกเปิดเอง คิดค่าบริการเดือนละ 5 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับจำนวนการค้นหาแบบจำกัด และ 10 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการค้นหาแบบไม่จำกัด ข้อดีของการเป็นบริการแบบเสียเงินคือไม่มีโฆษณา และไม่เก็บหรือขายข้อมูลผู้ใช้
ตอนนี้ Extension ค้นหาไร้ AI ของ DuckDuckGo เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งบน Chrome และ Firefox ส่วนการเพิ่มปุ่มควบคุม AI ใน Extension ตัวเดิมอย่าง Privacy Essentials บน Edge และ Opera กำลังจะตามมาในเร็ว ๆ นี้
ที่มา: TechCrunch, Business Insider, MacRumors, CNET
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด