AI จะใหญ่กว่า Dot-com 50 เท่า เทคโนโลยีนี้จะ ‘พลิกอินเทอร์เน็ตยุคเก่า’

กลายเป็นที่พูดถึงในโลกเทคโนโลยีทันที เมื่อ Masayoshi Son แม่ทัพใหญ่แห่ง SoftBank ออกมาประกาศกร้าวผ่าน CNBC ว่า “การปฏิวัติ AI ใหญ่กว่ายุค Dot-com ในปี 2000 ถึง 50 เท่า” ซึ่งเขาคือชายที่เคยรวยที่สุดในโลกอยู่ 3 วันในช่วงพีคของยุคดอตคอม และเป็นคนเดียวกับที่กระเป๋าฉีก สูญเสียเงินรวมกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อฟองสบู่แตก

ซึ่งคำว่า ใหญ่กว่า 50 เท่า ในบริบทที่ Masayoshi Son กล่าวถึง ไม่ได้หมายถึงแค่ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น แต่เขาหมายถึงแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่จะเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิต มิติทางเศรษฐกิจ และการทำงานของมนุษยชาติ

แล้วรอบนี้ทำไม Masayoshi Son ผู้เคยเจ็บหนักที่สุดจากยุค Dot-com ถึงกล้าออกมา All-in ในสมรภูมิ AI รอบนี้ บทความนี้ Techsauce จะพาไปเข้าใจกัน

1. ย้อนรอย Dot-com Bubble vs AI Boom เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เพื่อความเข้าใจที่ลึกขึ้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า Dot-com Bubble (1995-2000) เกิดจากกระแสความตื่นเต้นในอินเทอร์เน็ต ดัชนี NASDAQ พุ่งขึ้นสูงถึง 400% ภายใน 5 ปี บริษัทเกิดใหม่เพียงแค่มีคำว่า .com พ่วงท้าย หรือมีไอเดียบนหน้าเว็บ ก็สามารถระดมทุนได้มหาศาล

ทำไมฟองสบู่ Dot-com ถึงแตก?

  1. บริษัทส่วนใหญ่ในยุคนั้น เช่น Pets.com หรือ Webvan มีมูลค่าประเมินสูงลิ่ว แต่ไม่มีกำไร และไม่มีกระแสเงินสดจริง เน้นเผาเงินโฆษณาเพื่อหา User
  2. สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตยังเป็นระบบ Dial-up (สายโทรศัพท์บ้าน) ที่ช้ามาก และระบบชำระเงินออนไลน์ยังไม่ปลอดภัย ทำให้โมเดลธุรกิจล้ำ ๆ ในตอนนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
  3. เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่องหายไป นักลงทุนตื่นตระหนก ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีร่วงลงเหวกว่า 78% มูลค่าตลาดหายไปถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน

แล้วทำไม Son ถึงบอกว่า AI รอบนี้ใหญ่กว่า 50 เท่า?

Son มองว่า สมัยดอตคอมมันคือการเชื่อมต่อ แต่ AI คือการปฏิวัติสติปัญญาและการตระหนักรู้ ซึ่งจะเข้าไปแทรกซึมและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกอุตสาหกรรมบนโลก ไม่ใช่แค่ธุรกิจไอที ที่สำคัญ บริษัทผู้นำ AI ในปัจจุบัน (เช่น Microsoft, NVIDIA, Alphabet) มีรายได้และกำไรมหาศาลรองรับอยู่จริง แตกต่างจากยุคดอตคอมที่เป็นเพียงบริษัทกระดาษ

"ถ้าคุณย้อนดูประวัติศาสตร์ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เคยพังทลายลงในปี 1929 หลังเหตุการณ์ Wall Street Crash แต่หลังจากนั้น มันกลับเติบโตต่อเนื่องยาวนานนับ 100 ปี... แน่นอนว่า AI อาจจะมีช่วงปรับฐาน แต่สำหรับผม นั่นคือโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด" Masayoshi Son กล่าว

2. แกะพอร์ต SoftBank

หลายคนอาจกังวลว่า SoftBank กำลังพาตัวเองไปเสี่ยงกับฟองสบู่ AI หรือไม่? เพราะล่าสุดเพิ่งเปิดตัวพาร์ทเนอร์ชิปกับ OpenAI ในโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ Stargate (เมกะโปรเจกต์สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ มูลค่าแสนล้านดอลลาร์)

แต่ Son ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Net Asset Value (NAV) หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกลุ่ม SoftBank เพื่อสยบความกังวลของนักลงทุน

Son ระบุว่า เขาไม่คิดว่าพอร์ตการลงทุนของ SoftBank จะมีความเสี่ยงหรือพึ่งพา OpenAI มากเกินไป เนื่องจากสตาร์ตอัป AI รายนี้มีสัดส่วนคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกลุ่มเพียงแค่ 20% กว่า ๆ เท่านั้น ในขณะที่ Arm บริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติอังกฤษ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม โดยครองสัดส่วนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึงกว่า 50%

จากการจัดพอร์ตแบบนี้ จะเห็นว่า SoftBank ไม่ได้ลงเงินมั่ว ๆ แต่เน้นหนักไปที่ Arm ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดพิมพ์เขียวชิป (Architecture) ระดับโลก แปลว่า Masayoshi Son ไม่ว่าบริษัทไหนจะชนะในศึก AI (จะ OpenAI, Google หรือ Meta) ทุกเจ้าก็ยังต้องใช้ชิปที่ออกแบบโดย Arm อยู่ดี

และถ้าถามว่าเชื่อมั่นใน AI แค่ไหน ก็อาจจะตอบได้ว่ามาก เพราะล่าสุด SoftBank เพิ่งประกาศทุ่มทุนสร้าง AI Data Center ขนาดมหึมา กำลังไฟรวม 5 กิกะวัตต์ (GW) ในฝรั่งเศส โดยเฟสแรกจะสร้างขนาด 3.1 กิกะวัตต์ แถบตอนเหนือของฝรั่งเศสให้เสร็จภายในปี 2031 ข่าวนี้ทำให้หุ้น SoftBank ในตลาดโตเกียวพุ่งทะยานทันที 14%

ที่น่าสนใจคือ Son บอกว่างานนี้ SoftBank ไม่ได้ใช้เงินตัวเองทั้งหมด แต่ใช้โมเดล Project Financing (การระดมทุนรายโครงการ) ควบคู่ไปกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระยะยาวกับลูกค้า (Take-off agreements) ทำให้ใช้เงินทุนตัวเองน้อยมาก แต่ได้ Impact มหาศาล แถมยังจับมือกับ Schneider Electric ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศส เพื่อสร้างฐานการผลิตในเมืองดันเคิร์กอีกด้วย

หากเราลองสังเกตทิศทางการเดินเกมของ Masayoshi Son ในครั้งนี้ จะพบอินไซต์ที่น่าสนใจว่า สมรภูมิ AI ในมุมมองของเขาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเจ้าของโมเดลอัจฉริยะ แต่คือการขยับขึ้นไปคุมต้นน้ำของระบบนิเวศ

การที่ SoftBank เลือกปักธงทั้งในสหรัฐฯ (ผ่านบิ๊กโปรเจกต์ Stargate ร่วมกับ OpenAI) และการบุกยุโรป (ผ่านดีลโครงสร้างพื้นฐานในฝรั่งเศส) อาจสะท้อนว่า เขากำลังพยายามสร้างอาณาจักรท่อส่งน้ำยุคใหม่ ที่ไม่ว่าโมเดล AI ของค่ายไหนจะชนะ หรือแอปพลิเคชันใดจะฮิตในอนาคต สุดท้ายก็อาจต้องพึ่งพาพลังงาน ชิปประมวลผล และ Data Center ภายใต้เครือข่ายของ SoftBank อยู่ดี

อ้างอิง: cnbc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

DuckDuckGo ปล่อย Extension ใหม่ ตั้ง ‘ค้นหาไร้ AI’ เป็นค่าเริ่มต้น รับกระแสคนหนี AI ของ Google Search

DuckDuckGo ปล่อย Browser Extension ใหม่บน Chrome และ Firefox ให้ตั้งหน้าค้นหาแบบไร้ AI (noai.duckduckgo.com) เป็นค่าเริ่มต้นได้ในไม่กี่คลิก หลังยอดเข้าชมพุ่งเป็น 3 เท่า จากกระแสผู้...

Responsive image

รู้จักเทรนด์ Token as a KPI การวัดผลว่าพนักงานใช้ AI คุ้มแค่ไหน

เมื่อบริษัทเทคฯ เอาตัวเลข ‘Token’ ของ AI มาเป็น KPI วัดผลงานและตัดเกรดโบนัสพนักงาน! เจาะลึกปรากฏการณ์ Tokenmaxxing เมื่อตัวชี้วัดที่ง่ายที่สุด กำลังกลายเป็นกับดักที่ตลกร้ายที่สุดใน...

Responsive image

Starbucks เตรียมผูกโบนัส พนักงานสาย Tech กับ AI ใช้เยอะเท่าไหร่ = มีโอกาสได้โบนัส

Starbucks เตรียมผูกเงินโบนัสทีม Tech 25% เข้ากับการใช้ AI หวังเร่งสปีดองค์กรและแก้เกมธุรกิจท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ พนักงานไม่ใช้มีสิทธิ์อด...