เกาหลีใต้เตรียมโกยภาษีจาก AI เยอะที่สุดตั้งแต่ตั้งประเทศขึ้นมา กวาด 5 แสนล้านล้านวอน

เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งเม็ดเงินอย่างแท้จริง เมื่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกปลุกปั้นด้วย AI ดันยอดจัดเก็บภาษีพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่เติมความมั่งคั่งให้คลังของประเทศ แต่ยังมอบอาวุธชิ้นสำคัญให้รัฐบาลของประธานาธิบดี Lee Jae-myung สามารถเดินหน้าวาระการลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์ได้อย่างเต็มสูบ

ตัวเลขคาดการณ์รายได้ภาษีของปี 2027 ถูกปรับเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดไปแตะระดับ 500 ล้านล้านวอน ทิ้งห่างจากเป้าหมายเดิมไปไกลลิบ เม็ดเงินก้อนนี้เปิดทางให้รัฐบาลสามารถจัดทำงบประมาณรายจ่ายได้สูงถึง 800 ล้านล้านวอน กลายเป็นแผนการใช้จ่ายที่สเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่เกาหลีใต้เคยมีมา จนรัฐมนตรีกระทรวงงบประมาณอย่าง Park Hong-keun ถึงกับเอ่ยปากว่า นี่คือโอกาสทองที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบเจเนอเรชัน และเป็นเงินทุนล้ำค่าที่จะวางรากฐานให้ประเทศไปอีก 20 ปีข้างหน้า

จากปีที่ไร้ภาษี สู่วันที่แบกรายได้ทั้งประเทศ

หากอยากรู้ว่าทำไมภาษีถึงพุ่งแรงขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูสองเสาหลักเศรษฐกิจอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix

Samsung แม้ตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานทั่วโลกจะดูเหมือนสอบผ่านที่ 6.6 ล้านล้านวอน แต่นั่นคือตัวเลขที่ถูกพยุงไว้ด้วยกำไรจากบริษัทลูกในต่างประเทศ เพราะหากเจาะลึกเฉพาะธุรกิจในเกาหลีใต้ พวกเขากลับ ขาดทุนมหาศาลถึง 11.5 ล้านล้านวอน และด้วยกลไกภาษีของเกาหลีใต้ที่คำนวณเฉพาะกำไรในประเทศ ผลลัพธ์คือปีนั้นกลายเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่ Samsung ไม่ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลเลยสักบาทเดียว นับตั้งแต่ปี 1972

ส่วนฝั่ง SK Hynix สถานการณ์ยิ่งสาหัสกว่า เพราะบริษัทขาดทุนทั้งกระดาน ไม่ว่าจะเป็นงบในประเทศ (ขาดทุน 4.67 ล้านล้านวอน) หรือเม็ดเงินรวมทั่วโลกขาดทุน 7.73 ล้านล้านวอน ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 10 ปี

แต่เพียงสามปีให้หลัง ภาพเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยกราฟกำไรที่พุ่งขึ้นเร็วมาก การเข้ามาของ AI ทำให้กำไรของทั้งสองบริษัทฟื้นตัวอย่างดุเดือด SK Hynix พลิกกลับมาทำกำไรทุบสถิติและแซงหน้า Samsung ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ พอเข้าสู่ปี 2026 ตัวเลขยิ่งหลุดกรอบการประเมินเดิมไปไกล เฉพาะไตรมาสแรกไตรมาสเดียว ทั้ง 2 บริษัทฟันกำไรรวมกันไปถึง 91 ล้านล้านวอน ทำเอานักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรรวมอาจทะลุ 1,000 ล้านล้านวอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

กำไรมหาศาลนี้หมายถึงภาษีนิติบุคคลกว่า 100 ล้านล้านวอนที่จะไหลเข้าคลังในปีเดียว พูดง่าย ๆ คือแค่กำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทผลิตชิปเพียงสองแห่ง ก็ครอบคลุมส่วนต่างรายได้ภาษีที่รัฐบาลเพิ่งปรับเพิ่มขึ้นทั้งประเทศไปแล้ว

สิ่งที่เข้ามาพลิกกระดานก็คือ ชิปที่อยู่เบื้องหลังความฉลาดของ AI อย่าง HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำชนิดพิเศษที่ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแรมทั่วไปหลายเท่าตัว มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ต้องทำงานประกบคู่กับชิปประมวลผลของ Nvidia ชนิดที่ว่ายิ่งโลกนี้ต้องการโมเดล AI ที่ฉลาดและใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการ HBM ก็ยิ่งพุ่งทะยานเป็นเงาตามตัว

ในสมรภูมินี้ SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาด HBM โลกอยู่ราว 56-63% และเป็นพันธมิตรหลักของ Nvidia มาอย่างยาวนาน ในขณะที่เบอร์สองอย่าง Samsung ก็เร่งเครื่องตามมาติด ๆ ในนวัตกรรมเจเนอเรชันถัดไป ความน่าสนใจของยุคทองรอบนี้คือ เค้ก AI มันก้อนใหญ่และขยายตัวเร็วมากจนทั้งคู่สามารถเติบโตและโกยกำไรไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องมานั่งหั่นราคาแย่งตลาดกันเอง

ผลลัพธ์คือกำไรที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจ จากที่เคยขาดทุนเมื่อสามปีก่อน นักวิเคราะห์มองว่ากำไรรวมของทั้งสองบริษัทในปี 2026 อาจทะลุ 150 ล้านล้านวอน และอาจพุ่งไปแตะหลัก 1,000 ล้านล้านวอนภายในปี 2028 เม็ดเงินมหาศาลนี้เองที่กำลังจะกลายเป็นภาษีก้อนโตที่ไหลกลับเข้าสู่คลังของประเทศ

โอกาสทองในรอบเจเนอเรชัน

เมื่อบริษัทเอกชนทำกำไรทะลุฟ้า รัฐบาลก็ย่อมเก็บเกี่ยวผลพลอยได้ตามไปด้วย Park Hong-keun รัฐมนตรีกระทรวงงบประมาณ ถึงกับต้องออกมาประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์รายได้ภาษีในปี 2027 ขึ้นไปแตะระดับ 500 ล้านล้านวอน (ราว 3.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และกลายเป็นสถิติการเก็บภาษีที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้

ขุมทรัพย์ก้อนนี้เปิดทางให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Lee Jae-myung สามารถวางแผนจัดสรรงบประมาณปี 2027 ได้สูงถึง 800 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นตัวเลขการใช้จ่ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา โดย Park ขนานนามจังหวะเวลานี้ว่าเป็นโอกาสที่มาเพียงครั้งเดียวในรอบเจเนอเรชัน

แต่แทนที่จะนำเงินมหาศาลนี้ไปละลายกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เลือกที่จะเล่นเกมยาวด้วยการตั้ง Future Response Fund กองทุนที่จะนำเม็ดเงินภาษีส่วนเกินไปลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปูทางสำหรับอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายหลักคือการนำไปหล่อเลี้ยงคนรุ่นใหม่ สร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต พัฒนาความเจริญระดับภูมิภาค และสร้างบุคลากรชั้นยอด

เงินก้อนนี้ยังเป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่นชั้นดีให้กับ 3 เมกะโปรเจกต์ระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล AI ขนาดมหึมา และการพัฒนา Physical AI ซึ่งรัฐบาลพร้อมทุ่มงบสนับสนุนการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนที่มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้เพิ่งเคยสัมผัสความหอมหวานของยุคชิปเฟื่องฟู ย้อนกลับไปในช่วงปี 2017-2018 ตลาดหน่วยความจำก็เคยดันกำไรและภาษีให้พุ่งทะลุเพดานมาแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในปี 2019 เมื่อกำลังการผลิตล้นตลาดจนราคาชิปดิ่ง ฉุดรั้งทั้งเศรษฐกิจและการส่งออกให้ทรุดตาม

บาดแผลในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้เลือกออกแบบกองทุนใหม่อย่างรัดกุม พวกเขาเรียนรู้แล้วว่าวัฏจักรเทคโนโลยีนั้นมีขึ้นและมีลง การค่อย ๆ ทยอยใช้จ่ายเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง คือหนทางเดียวที่จะทำให้เกาหลีใต้ยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงระลอกหน้าจะพัดพาเทคโนโลยีอะไรมาทดแทนก็ตาม

อ้างอิง: cnbc, finance.yahoo, bloomberg

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

15 ปีบนเส้นทาง AI ของ Apple: จากวันที่ Steve Jobs โทรหา Siri สู่ชิป M7 ที่เกิดจากซากโปรเจกต์รถหมื่นล้าน

ย้อนเส้นทาง AI ของ Apple 15 ปี ตั้งแต่ดีลซื้อ Siri ของ Steve Jobs เช็กข่าวลือ Siri ผลงานคนไทยกับคดีสิทธิบัตร 24.9 ล้านดอลลาร์ โปรเจกต์ Apple Car ที่ถูกพับ ดีล Gemini กับ Google จนถ...

Responsive image

‘จมูกอิเล็กทรอนิกส์’ รุ่นใหม่ ดมกลิ่นเก่งเหมือนจมูกคน ให้ AI ถอดรหัสว่ากลิ่นอะไร ดมโรค ก๊าซพิษ และความสดของอาหารได้

ทีมวิจัย DGIST เกาหลีใต้ วางแผนที่พัฒนา 'จมูกอิเล็กทรอนิกส์' ที่ดมกลิ่นเหมือนจมูกคนแล้ววิเคราะห์ด้วย AI ใช้วัสดุพรุน MOF ที่ดัดแปลงได้ตามใจ ทำงานที่อุณหภูมิห้อง กินไฟต่ำ แยกกลิ่นได...

Responsive image

ทำไมทั่วโลกเริ่มรื้อระบบการศึกษา? สรุปทิศทางการศึกษาโลกในยุค AI เมื่อตลาดแรงงานเปลี่ยนเร็ว

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มกลับมาทบทวนระบบการศึกษา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการมาของ AI ที่เร่งให้โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้น ทักษะที่ตลาดต้องการวันนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่หลักสูตรเดิมเคยเตร...