นักวิจัยจากอเมริกาค้นพบ AI เปลี่ยนการสแกน EEG ธรรมดาให้เป็นเครื่องตรวจจับภาวะสมองเสื่อม ที่รวดเร็ว แม่นยำ และไม่แพง

ลองจินตนาการถึงโลกที่เราสามารถตรวจเช็กสุขภาพสมองได้ง่ายพอๆ กับการวัดความดันโลหิต ไม่ต้องรอคิวอุโมงค์ MRI นานนับเดือน ไม่ต้องฉีดสี หรือจ่ายค่าตรวจราคาแพงหูฉี่ นี่คือสิ่งที่ทีมวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย Florida Atlantic University (FAU) กำลังทำให้เป็นจริง

อัลไซเมอร์ หรือ สมองส่วนหน้าเสื่อม?

ในวงการแพทย์ การแยกแยะระหว่าง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease - AD) และ โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม (Frontotemporal Dementia - FTD) เปรียบเสมือนการไขปริศนาที่ซับซ้อน แม้ทั้งคู่จะเป็นภาวะสมองเสื่อมเหมือนกัน แต่อัลไซเมอร์จะกัดกินความทรงจำและการรับรู้ทิศทาง ในขณะที่ FTD จะโจมตีบุคลิกภาพ พฤติกรรม และการใช้ภาษา (มักเกิดในคนอายุน้อยกว่า คือช่วง 40-60 ปี)

ประเด็นคือ ‘อาการที่ทับซ้อนกัน’ ทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดบ่อยครั้ง เครื่องมือมาตรฐานอย่าง MRI หรือ PET Scan นั้นแม่นยำแต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล ส่วนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) แบบดั้งเดิม แม้จะราคาถูกและทำได้ง่าย แต่สัญญาณที่ได้มักจะยุ่งเหยิงและอ่านค่ายากเกินกว่าจะแยกความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนนี้ได้

ทางออกคือลองให้ AI อ่านคลื่นสมองแทนมนุษย์

ทีมนักวิจัยของ FAU ได้พัฒนาโมเดล Deep Learning ที่เข้ามาปฏิวัติวงการนี้ โดยไม่ได้แค่อ่านค่า EEG แบบผิวเผิน แต่เจาะลึกไปถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของคลื่นสมองทั้งในมิติของความถี่  และ เวลา

Tuan Vo ผู้เขียนหลักของงานวิจัยและนักศึกษาปริญญาเอกอธิบายว่า ‘สิ่งทำให้งานของเราแปลกใหม่คือการใช้ Deep Learning ดึงข้อมูลทั้งเชิงพื้นที่และเวลาจากสัญญาณ EEG ออกมา ทำให้เราสามารถตรวจจับรูปแบบคลื่นสมองที่ละเอียดอ่อนซึ่งเชื่อมโยงกับอัลไซเมอร์และ FTD ในแบบที่มนุษย์หรือเครื่องมือทั่วไปมองไม่เห็น’

จากการวิเคราะห์ โมเดล AI ได้เปิดเผยลายเซ็นเฉพาะตัวของแต่ละโรค

  • Alzheimer’s (AD): ความผิดปกติของคลื่นสมองจะกระจายตัวเป็นวงกว้าง กระทบหลายส่วนของสมอง บ่งชี้ถึงความเสียหายที่ครอบคลุม
  • Frontotemporal Dementia (FTD): ความผิดปกติจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะที่โดยเน้นหนักที่สมองส่วนหน้าและส่วนขมับ

Hanqi Zhuang ศาสตราจารย์และรองคณบดีจาก FAU เสริมว่า ‘ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไมอัลไซเมอร์ถึงตรวจพบได้ง่ายกว่า แต่ด้วยการคัดเลือกฟีเจอร์ที่ละเอียดอ่อน โมเดลของเราจึงสามารถแยก FTD ออกจากอัลไซเมอร์ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ’

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของโมเดลนี้นับว่าอยู่ในระดับ Top-tier ของวงการ:

  • ความแม่นยำ >90% ในการแยกผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม (ไม่ว่าจะเป็น AD หรือ FTD) ออกจากคนปกติ
  • ความแม่นยำ 84% ในการแยกแยะระหว่างโรคอัลไซเมอร์ กับ โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม
  • ประเมินความรุนแรงของโรค (Severity Prediction) ได้แม่นยำ โดยมีความคลาดเคลื่อนต่ำ

งานวิจัยนี้ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จทางวิชาการ แต่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในอนาคต คลินิกชุมชนอาจมีเพียงเครื่อง EEG และแล็ปท็อปหนึ่งเครื่อง ก็สามารถคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้ทันที ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เร็วขึ้น และที่สำคัญคือ ‘ราคาถูก’

Stella Batalama คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ กล่าวสรุปได้อย่างน่าสนใจว่า ‘งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อวิศวกรรม AI และประสาทวิทยามาบรรจบกัน เราสามารถเปลี่ยนวิธีรับมือกับปัญหาสุขภาพระดับโลก และเปิดประตูสู่การดูแลรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง’

ที่มา: Neurosciencenews

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกเซนเซอร์ BioActive ใน Galaxy Watch9 และ Ultra2 เซนเซอร์ที่อ่านสัญญาณเสี่ยงได้จากข้อมือ เบาหวาน สโตรก หัวใจ สมองเสื่อม

เจาะลึกเซนเซอร์สุขภาพของ Galaxy Watch9 และ Watch Ultra2 ที่อ่านสัญญาณเสี่ยง 4 กลุ่มโรค NCDs จากข้อมือ ทั้งดัชนี AGEs, ความดัน, สัดส่วนไขมัน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมสเปก ราคาไท...

Responsive image

นักวิจัยสวิตเซอร์แลนด์พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทำฟัน’ ช่วยลดขั้นตอนการทำครอบฟัน

ลืมการทำครอบฟันแบบเดิมที่ต้องไปหาหมอหลายรอบไปได้เลย เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทันตกรรมขนาดจิ๋ว’ ที่กรอฟันได้อย่างแม่นยำตามแผน ช่วยให้หมอ...

Responsive image

จาก Life Span สู่ Health Span เมื่อเป้าหมายใหม่คือการแก่อย่างแข็งแรง กิน นอน ขยับตัว และมีกัลยาณมิตรจึงสำคัญ

เจาะลึกเวที SICMPH 2026 ถอดรหัส Wellness for All การบรรจบกันของเทคโนโลยีการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ และเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อยืดช่วงเวลาสุขภาพดี รับมือสังคมผู้สูงอายุ และทางรอดระบบสาธ...