บนเวทีงาน Techsauce Healthspan Festival เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 มีหนึ่งหัวข้อเสวนาที่โดดเด่นออกมาเพราะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ผู้ใหญ่ แต่เป็นการพูดถึงการวาง Wellbeing Blueprint ให้กับเด็ก Gen Alpha เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับช่วงเวลาแห่งสุขภาพที่ดีและยาวนานที่สุด บทสนทนานี้ได้รับเกียรติจาก พญ.ศรินพร มานิตย์ศิริกุล ทิพย์อุดม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล, รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณและอธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์ และดำเนินรายการโดย คุณทิพรัตน์ สิทธิมนต์ อำนวย CEO และ Founder ของสถาบันการเรียนรู้ GIVE SPACE ซึ่งได้มาร่วมกันหาคำตอบว่า ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีและ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด ครอบครัวและโรงเรียนจะร่วมมือกันอย่างไรเพื่อสร้างสมดุลทั้งทางกายและทางใจให้กับเด็กได้

พญ.ศรินพร ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการเรียนรู้ของเด็กยุคปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นการรับข้อมูลทางเดียว ปัจจุบันเด็กคุ้นเคยกับการเรียนรู้แบบโต้ตอบผ่านเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องเข้าใจพัฒนาการของสมองและจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ดังนี้:
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี รศ.ประภาภัทร เน้นย้ำว่าผู้ใหญ่ต้องเป็นต้นแบบที่ดีในการใช้งาน เราต้องไม่เป็นเพียงแค่ผู้ใช้งานทั่วไป แต่ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมและใช้งานเทคโนโลยีอย่าง Master เพื่อนำมาตั้งคำถามและยกระดับวิธีคิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในมุมของการเลี้ยงดู พญ.ศรินพร อธิบายว่าเทคโนโลยีอย่าง AI ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นผู้ช่วยที่ดีสำหรับพ่อแม่ได้หากใช้อย่างถูกต้อง พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยหาคำตอบได้ เช่น การพิมพ์ถาม AI ว่าเด็กวัย 4 ขวบควรมีสัดส่วนการฝึก Hard Skill และ Soft Skill เท่าไหร่ หรือกิจกรรมที่ให้ลูกทำอยู่ในปัจจุบันนั้นหนักเกินไปหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการดูแลลูกได้

เมื่อ AI สามารถป้อนชุดความรู้และตอบคำถามเชิงวิชาการให้กับเด็กได้ในเสี้ยววินาที ทักษะที่จะสร้างความแตกต่างในอนาคตจึงไม่ใช่ความจำ แต่คือทักษะทางสังคมและอารมณ์ หรือ Soft Skill
รศ.ประภาภัทร มองว่าผู้ใหญ่มักพลาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพเด็กด้วยการไม่ค่อยให้ความไว้วางใจและไม่ปล่อยให้เด็กลงมือทำเอง ทั้งที่จริงแล้วเด็กทุกคนมีศักยภาพสูงมาก สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่ต้องไม่ประมาทหรือสกัดกั้นโอกาสโดยคิดไปเองว่าเด็กยังเล็กเกินกว่าจะเรียนรู้ได้ ทักษะในการรับมือกับความยากลำบากไม่สามารถสอนได้ผ่านตำรา แต่ต้องเกิดจากประสบการณ์ตรงและการลงมือทำผ่านโจทย์ที่ท้าทาย
ตัวอย่างเช่น การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานที่ให้เด็กอนุบาลได้ทดลองทำอาหาร ทำความรู้จักวัตถุดิบด้วยตัวเอง หรือให้เด็กมัธยมเป็นสตาฟจัดงานจริง กระบวนการเหล่านี้บังคับให้เด็กต้องใช้ทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และรู้จักรับมือกับความล้มเหลว ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ยังไม่สามารถทำแทนได้
เด็กแต่ละคนเปล่งประกายไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเราคือสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้เขาหยิบจับ ลองสัมผัสสิ่งต่างๆ ผ่านประสบการณ์จริง ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่นั่งดู
— รศ.ประภาภัทร
เด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน พญ.ศรินพร แนะนำว่าพ่อแม่ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งดนตรี กีฬา และศิลปะ เพื่อสะสมเป็นต้นทุนความรู้ พญ.ศรินพร ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงที่พบนักศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งเลือกเรียนปริญญาตรีด้านเปียโนเพื่อเก็บหน่วยกิต ก่อนจะนำไปใช้ยื่นเรียนต่อแพทย์ในภายหลัง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกและสะสมประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจเส้นทางชีวิตในอนาคตได้ด้วยตัวเอง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในยุคที่เด็กเติบโตมากับโซเชียลมีเดียที่มีการเปรียบเทียบสูง คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟหรือความเครียด พญ.ศรินพร แนะนำว่าจุดเริ่มต้นต้องมาจากที่บ้าน พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกเข้าใจว่าความล้มเหลวไม่เท่ากับความผิดพลาด เมื่อลูกทำน้ำหก ไม่จำเป็นต้องตำหนิว่าเขาทำผิด แต่ให้เขานำผ้ามาเช็ด เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหา ยอมรับความเสียใจ และรู้ว่าเขาสามารถลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
อย่าคาดหวังว่าลูกจะเป็นในแบบที่เราอยากได้ เรามีหน้าที่เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นปุ๋ย คอยดูแลสนับสนุนเขาให้เต็มที่ แต่อย่าเอาตัวเราไปผูกกับความสำเร็จของลูก สิ่งที่เรามองว่าล้มเหลว จริงๆ ลูกอาจจะกำลังมีความสุขกับสิ่งนั้นอยู่ก็ได้
— พญ.ศรินพร
รศ.ประภาภัทร เสริมในประเด็นนี้ว่า ผู้ปกครองต้องสร้างความเป็นจริงให้ลูกเห็นว่าการล้มเป็นเรื่องธรรมดา และต้องระวังการยึดติดกับกรอบความคิดแบบตายตัว เพราะเด็กแต่ละคนเติบโตและมีความถนัดไม่เหมือนกัน การใช้วิธีเลี้ยงดูแบบเดียวกันอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันเสมอไป
ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสองท่านได้ฝากข้อคิดที่สำคัญที่สุด นั่นคือการไม่ละทิ้งสุขภาพทางกาย พญ.ศรินพร ย้ำว่าการเติบโตเพียงด้านสมองและความจำนั้นไม่เพียงพอ หากร่างกายไม่แข็งแรง สุขภาพด้านอื่นๆ ก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ในขณะที่ รศ.ประภาภัทร ได้ฝากข้อห่วงใยถึงเด็กในเมืองที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนพิเศษ โดยรณรงค์ให้ผู้ปกครองพาเด็กไปวิ่งเล่นและออกกำลังกายให้มากขึ้น เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะแข็งแรงตามไปด้วย

บทสรุปของการเตรียมความพร้อมให้กับ Gen Alpha จึงตกผลึกอยู่ที่หลักการ 3H ได้แก่:
ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการสานพลังร่วมกันระหว่างบ้าน โรงเรียน และการแพทย์ เพื่อสร้างฐานกายและฐานใจที่แข็งแกร่งให้พวกเขาเติบโตและพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุค AI ต่อไป
บทความนี้สรุปเนื้อหาจากหัวข้อ Session "Gen Alpha's Wellbeing Blueprint: สานพลัง แม่-หมอ-โรงเรียน สร้างลูกให้สตรอง" ภายในงาน Techsauce Healthspan Festival เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด