เลือดหยดเดียว รู้ผลใน 30 นาที: เปิดเบื้องหลัง 'SERS-TB' นวัตกรรมรามาน AI ฝีมือคนไทย ที่จะตัดวงจร 'วัณโรคแฝง' ภัยเงียบของคน 1 ใน 4 ของโลก

ในห้องนอนห้องหนึ่งของบ้านหลังเล็ก คนในครอบครัว 4-5 คนนอนรวมกันทุกคืน โดยไม่มีใครรู้เลยว่าใครกำลังแบกเชื้อบางอย่างไว้ในร่างกาย เชื้อที่ยังไม่ไอ ไม่มีไข้ ไม่แสดงอาการใด ๆ แต่พร้อมจะปะทุขึ้นมาทันทีที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

นี่คือภาพจริงของ 'วัณโรคแฝง' (Latent Tuberculosis Infection หรือ LTBI) ภัยเงียบที่สถิติระบุว่าประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 หรือราว 2,000 ล้านคน มีเชื้อชนิดนี้ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว เฉพาะในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงสูงถึง 14-22 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการอยู่ที่ราว 1 แสนรายต่อปี และยังมีผู้เสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นคนต่อปี

ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่มองเห็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ นั่นคือผู้ป่วยที่แสดงอาการแล้ว แต่ฐานที่ใหญ่ที่สุดและมองไม่เห็นใต้ผิวน้ำกลับเป็นกลุ่มวัณโรคแฝง ซึ่งราว 5-10% จะพัฒนากลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านั้นแก่ตัวลง เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้ ไตวายเรื้อรัง โรคตับ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ตราบใดที่เรายังตั้งรับด้วยการรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา วงจรการแพร่เชื้อก็จะไม่มีวันจบ และเป้าหมาย End TB ที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้ว่าจะลดอุบัติการณ์วัณโรคให้เหลือต่ำกว่า 10 ต่อประชากรแสนคนภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ก็จะยังห่างไกลความจริง

คำถามจึงไม่ใช่ว่า 'จะรักษาอย่างไร' เพราะวัณโรคในปัจจุบันรักษาหายขาดได้เกือบ 100% แต่คือ 'จะตัดวงจรตั้งแต่ต้นทางได้เร็วและทั่วถึงแค่ไหน' และนี่คือโจทย์ที่นวัตกรรมชื่อ 'SERS-TB' พยายามจะตอบ

ช่องโหว่ของการตรวจแบบเดิม ที่เทคโนโลยีต้องเข้ามาเติม

ก่อนจะเข้าใจว่า SERS-TB พิเศษอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่าทุกวันนี้เราคัดกรองวัณโรคกันอย่างไร

ศ.พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่า การตรวจวัณโรคระยะแสดงอาการในปัจจุบันเริ่มจากการคัดกรองด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก (ปัจจุบันใช้ AI ช่วยอ่านผล) ในกลุ่มเสี่ยงสูง 7 กลุ่ม ตั้งแต่ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้ต้องขัง ไปจนถึงแรงงานข้ามชาติ เมื่อพบความผิดปกติที่ปอดจึงส่งตรวจเสมหะด้วยวิธีอณูชีววิทยา (Molecular) ซึ่งแม้เชื้อปริมาณน้อยก็ตรวจเจอ แต่กว่าจะรู้ผลก็กินเวลา 24 ชั่วโมงถึง 2-3 วัน ระหว่างนั้นผู้ป่วยที่มีอาการก็ยังอยู่บ้านและแพร่เชื้อต่อได้

ส่วนการตรวจวัณโรคแฝง ซึ่งเป็นหัวใจของการตัดวงจร ยิ่งซับซ้อนกว่า เพราะกลุ่มนี้ไม่มีอาการ เอกซเรย์ปกติ และตรวจเสมหะก็ไม่เจอเชื้อ สิ่งที่บ่งบอกได้คือการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวที่หลั่งสารอินเตอร์เฟียรอนแกมมาออกมา ตรวจได้ด้วยวิธีเจาะเลือด IGRA (Interferon-Gamma Release Assay) หรือการทดสอบทางผิวหนัง

"ปัญหาคือ เราต้องส่งสิ่งส่งตรวจ ต้องเจาะเลือด กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาเป็นวัน บางทีหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าจะได้ผลกลับมา ผู้ป่วยก็กลับไปอยู่ในชุมชน ก็ไปแพร่เชื้ออีก วงจรนี้ก็ไม่จบสักที" ศ.พญ.วิภา ระบุ

ที่สำคัญ น้ำยาตรวจ IGRA และชุดตรวจผิวหนังล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาอยู่ในหลักร้อยถึงหลักพันบาท และหลายโรงพยาบาลก็ไม่มีห้องปฏิบัติการหรือนักเทคนิคการแพทย์ที่ผ่านการอบรมเพียงพอจะตรวจเองได้ แม้ในปีนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะประกาศให้สิทธิบัตรทองเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยวัณโรคแฝงได้แล้วก็ตาม แต่การเข้าถึงสิทธิ กับ การเข้าถึงเครื่องมือจริง ยังเป็นคนละเรื่องกัน

ช่องว่างตรงนี้เองคือพื้นที่ที่นวัตกรรมไทยกระโดดเข้ามาเติม

SERS-TB ทำงานอย่างไร?

ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า SERS-TB คือการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว

หัวใจที่เนคเทคพัฒนาขึ้นคือชิปชื่อ 'OnSpec' ซึ่งเป็นชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงิน ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง คุณสมบัติพิเศษของมันคือสามารถขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่เจือจางในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติทำไม่ได้

ขั้นตอนหน้างานถูกออกแบบให้เรียบง่ายจนน่าทึ่ง คือหยดตัวอย่างเลือดปริมาณเล็กน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม จากนั้น AI จะทำหน้าที่ประมวลผลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมที่ซับซ้อนเหล่านั้น และสรุปออกมาเป็นรายงานที่อ่านเข้าใจง่าย

"ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง" ดร.นพดล อธิบาย

พูดให้เห็นภาพคือ จากเดิมที่คนไข้ต้องรอผลเป็นวัน ๆ ระบบนี้ทำให้รู้ผลได้ภายในราว 30 นาที ตรวจด้วยเลือดเพียงหยดเดียวคล้ายการเจาะเบาหวานปลายนิ้ว แล้วบอกได้ว่าใครเป็นวัณโรคจริง ใครเป็นวัณโรคแฝง และใครยังปกติ ซึ่งช่วยให้แพทย์ตัดสินใจให้ยารักษาหรือยาป้องกันได้เร็วขึ้นมาก

เบื้องหลังวิทยาศาสตร์ จากท้องฟ้าสีฟ้า สู่ลายนิ้วมือของโมเลกุล

แล้วเทคนิครามานที่ว่าทำงานอย่างไร? ดร.นพดล เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า ในชีวิตประจำวันที่เราเห็นท้องฟ้าหรือน้ำทะเลเป็นสีฟ้า ก็เกิดจากการกระเจิงแสงแบบหนึ่งที่เรียกว่า Rayleigh ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนความยาวคลื่น แต่การกระเจิงแสงแบบ 'รามาน' จะแตกต่างออกไป เพราะมีการเปลี่ยนพลังงานของแสงตามการสั่นของโมเลกุล ทำให้เทคนิคนี้สามารถอ่าน 'ลายนิ้วมือ' เฉพาะตัวของสารแต่ละชนิดได้ เพราะสารแต่ละชนิดมีรูปแบบการกระเจิงแสงไม่เหมือนกัน

ข้อจำกัดเดียวคือสัญญาณรามานมีความเข้มน้อยมากจนเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ทั่วไปมองไม่เห็น เนคเทคจึงพัฒนาชิป SERS ที่ภายในเป็นโครงสร้างนาโน เมื่อโมเลกุลของสารเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างโครงสร้างนาโนเหล่านั้น สัญญาณรามานจะถูกขยายขึ้นหลายล้านเท่า ทำให้แม้สารที่มีปริมาณน้อยระดับ Part per billion ก็มองเห็นเอกลักษณ์ได้ชัดเจน

ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เนคเทคพัฒนาชิปขยายสัญญาณรามานมานานกว่าสิบปี โดยช่วงแรกเน้นงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจหาสารเสพติดและสารระเบิด ก่อนจะขยายสู่ภาคเกษตรและอาหาร ตรวจสารปนเปื้อนอย่างยาฆ่าแมลงในระดับ ppm ถึง ppb แล้วจึงต่อยอดสู่การแพทย์ โดยเริ่มจากความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในการจำแนกไข้เลือดออก

ผลลัพธ์ฝั่งไข้เลือดออกเป็นตัวพิสูจน์ศักยภาพได้ดี เพราะ AI สามารถแยกกลุ่มผู้ป่วยไข้เลือดออกออกจากกลุ่มไข้อื่น (OFI) ได้แม่นยำถึงราว 97% และยังพอจำแนกไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (DHF) ออกจากชนิดไม่รุนแรง (DF) ได้ราว 70% ซึ่งถือว่ามีคุณค่ามาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคใดทำนายความรุนแรงของไข้เลือดออกได้เลย

แต่ ดร.นพดล ยอมรับตรง ๆ ว่าวัณโรคเป็นโจทย์ที่ยากกว่าไข้เลือดออก เพราะตัวอย่างผู้ป่วยหลากหลายกว่ามาก ขณะที่ตัวอย่างของศิริราชเป็นเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีซึ่งมีความแปรปรวนต่ำ แต่ผู้ป่วยวัณโรคมีทุกช่วงอายุและมีปัจจัยรบกวนเยอะกว่า งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อราวสองปีก่อน (ในวารสาร Biosensors and Bioelectronics) ใช้ตัวอย่างย้อนหลัง 1,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม IGRA บวก 500 ราย และกลุ่มปกติ 500 ราย พบว่าความแม่นยำขึ้นอยู่กับชุดตัวอย่าง (Batch) โดยภาพรวมอยู่ที่ราว 81-82% แต่ในชุดที่คุณภาพดีสามารถทำได้สูงถึง 92-93%

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ของเดิมต้องส่งเลือดกลับมาตรวจที่ห้องแล็บของ สวทช. ซึ่งไม่ต่างจาก IGRA ที่ต้องส่งกลับแล็บ แต่เมื่อแพทย์สะท้อนว่าความต้องการจริงคือการตรวจที่ลงไปถึงชุมชน ทีมวิจัยจึงพัฒนาระบบ Portable ขึ้นมาพร้อมแพลตฟอร์มคลาวด์ ที่เครื่องพกพาส่งข้อมูลขึ้นไปเทียบกับฐานข้อมูลที่เทรนไว้แล้ว และสรุปผลกลับมา โดยในห้องแล็บระบบพกพาทำความแม่นยำได้ราว 80% และกำลังอยู่ระหว่างพิสูจน์ว่าจะรักษาระดับนี้ได้หรือไม่เมื่อใช้งานในสนามจริง ทั้งหมดนี้ถูกห่อรวมไว้ในซอฟต์แวร์ชื่อ 'TB-SERS Analyzer' ที่เปิดใช้งานบนแพลตฟอร์ม service.rceid.kku.ac.th

ทำไม 'ตรวจเร็ว' ถึงเปลี่ยนเกมการยุติวัณโรค

ในมิติทางการแพทย์ ศ.พญ.วิภา ขยายความว่า เหตุที่ความเร็วสำคัญมาก เพราะวัณโรคแฝงกับวัณโรคจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้ป่วยวัณโรคจริงมีเชื้อ มีเอกซเรย์ผิดปกติ และแพร่เชื้อได้ ขณะที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงยังไม่ป่วย ไม่แพร่เชื้อ แต่มีโอกาส 5-10% ที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคในอนาคต

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค ราว 30% ตรวจพบว่าเป็นวัณโรคแฝง ถือเป็นแหล่งกดดันขนาดใหญ่ที่รอวันปะทุ หากตรวจพบเร็วและให้ยาป้องกันตั้งแต่ต้น ก็จะตัดวงจรได้ ซึ่งปัจจุบันยาป้องกันก็พัฒนาจนสะดวกขึ้นมาก จากเดิมต้องกินทุกวันนาน 6 เดือน เหลือเพียงสัปดาห์ละครั้ง รวม 12 ครั้งก็จบ ส่วนผู้ป่วยวัณโรคจริงที่ไวต่อยาก็รักษาหายขาดได้ราว 98% ด้วยการกินยาให้ครบ 6 เดือน

"ด้วยการตรวจเพียงปลายนิ้ว ด้วยเลือดเพียงหยดเดียว แล้วสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยรายไหนเป็นวัณโรคจริง หรือเป็นแค่วัณโรคแฝง หรือยังปกติอยู่ เราก็ให้การรักษาวัณโรคเลย ให้ยาป้องกันวัณโรคเลย ก็ตัดวงจรตั้งแต่ต้น โอกาสที่เราจะลดผู้ป่วย รักษาเร็ว แล้วก็ลดอัตราการเสียชีวิตก็มีสูงขึ้น" ศ.พญ.วิภา กล่าว

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือต้นทุน เพราะแม้ตัวยารักษาและยาป้องกันวัณโรคจะราคาถูกมาก แต่ค่าตรวจวินิจฉัยกลับแพงกว่าค่ายาเสียอีก โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยา (MDR-TB) ที่พบราว 1-2% ในไทย ซึ่งทั้งประสิทธิภาพการรักษาต่ำกว่า ผลข้างเคียงมากกว่า และค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่า การมีนวัตกรรมตรวจคัดกรองที่ราคาถูกและทำได้เองในพื้นที่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือกุญแจของความยั่งยืนเชิงระบบ

สนามจริงที่ร้อยเอ็ด: เทคโนโลยีต้องไม่เพิ่มภาระคนหน้างาน

ความท้าทายของการเปลี่ยน Deep Tech ให้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ได้จบที่ห้องแล็บ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทีมวิจัยเลือกลงพื้นที่ทดสอบภาคสนามที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2569

นพ.ชินวัฒน์ ศรีใส รองผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สะท้อนว่า วัณโรคเป็นวิกฤตที่หน่วยงานเดียวแก้ไม่ได้ ต้องประสานกันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล จังหวัด เขตสุขภาพ ไปจนถึงชุมชนรากหญ้า การนำ SERS-TB มาทดสอบในสนามจริงจึงเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้ทีมวิจัยเห็นสภาพแวดล้อมจริง ทั้งขั้นตอนคลินิก ห้องปฏิบัติการ และภาระงานของบุคลากร เพื่อปรับแต่งนวัตกรรมให้ตอบโจทย์หน้างาน

ด้าน พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ลงรายละเอียดว่า งานควบคุมวัณโรคหน้างานซับซ้อนกว่าแค่ตรวจเจอแล้วให้ยา ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน การลดอัตราการขาดยา และการบริหารข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัลอย่างระบบ TB Data Center

"หัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ" พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ ระบุ พร้อมเสริมว่าปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปทำงานเชิงรุกในชุมชนหลังจบกระบวนการวิจัย

ในภาพรวมของเขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งครอบคลุมร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ (ร้อยแก่นสารสินธุ์) ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น มองว่า หากผลการศึกษาออกมาดี นวัตกรรมนี้น่าจะนำไปสู่ระดับนโยบายของประเทศได้ เพราะตอบโจทย์การ 'รู้เร็ว ให้ยาเร็ว ลดการแพร่กระจาย' โดยเฉพาะการป้องกันวัณโรคแฝงตั้งแต่ต้นทาง สอดคล้องกับทิศทาง DDC Quick Win ของกรมควบคุมโรคที่เน้นการค้นหาเชิงรุกด้วย AI-CXR การวินิจฉัยด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา และการรักษาครบไม่ขาดยา

ปัจจุบันโครงการเดินหน้าสู่ระยะที่ 2-3 คือการลงเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย และเก็บไปแล้วราว 1,000 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขต โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อตีพิมพ์เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่ง ศ.พญ.วิภา ย้ำว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการผลักดันสู่นโยบายระดับชาติ เพราะ "สิ่งเดียวที่จะทำเป็นนโยบายได้ ก็คือการผลักดันเชิงนโยบายด้วยการใช้หลักฐานทางวิชาการ"

ภาพใหญ่: 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' กับเป้าหมาย Wellness Hub ของโลก

เหนือเรื่องเทคนิคและคลินิก โครงการนี้ยังถูกวางให้เป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. มองว่า SERS-TB คือภาพสะท้อนบทบาทของ สวทช. ในฐานะ 'ขุมพลังวิจัย' และ 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' ที่ตอบสนองนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมุ่งนำวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างเท่าเทียม

"จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือการที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงโมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น" ดร.วรวรงค์ กล่าว

เขายังชี้ว่า เนื่องจากประเทศเขตร้อนทั่วโลกคือพื้นที่ที่แบกภาระวัณโรคมากที่สุด หากไทยพัฒนาเครื่องมือนี้สำเร็จ ผลกระทบจะไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่อาจช่วยหยุดวัณโรคได้ในระดับโลก และเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น Wellness Hub ขณะที่เส้นทางสู่การใช้งานจริง ทีมวิจัยมีแต้มต่อจากการที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีโปรแกรมด้านเครื่องมือแพทย์โดยตรง ทำให้เข้าใจมาตรฐานที่ต้องผ่านตั้งแต่ต้น และออกแบบกระบวนการวิจัยให้สอดคล้องกับการขึ้นทะเบียนกับ อย. ส่วนการเทรน AI ก็ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 'ลันตา' (LANTA) ของ สวทช. ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล

ในแง่การเข้าถึง ศ.ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ให้กรอบคิดภายใต้แนวคิด "AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน" ว่า

"AI-based TB Diagnosis for All คือทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น... เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน"

ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงองค์กรการกุศลระดับโลกอย่าง Good Ventures, Open Philanthropy และ Coefficient Giving ควบคู่กับ สวทช. เนคเทค มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7

SERS-TB อยู่ตรงไหน และก้าวต่อไปคืออะไร

โดยสรุป SERS-TB คือนวัตกรรมคัดกรองวัณโรคที่หลอมรวมชิปขยายสัญญาณรามาน 'OnSpec' เครื่องวัดรามานแบบพกพา และระบบประมวลผล AI เข้าไว้ด้วยกัน จุดเด่นคือใช้เลือดเพียงหยดเดียว รู้ผลได้ภายในราว 30 นาที จากเดิมที่การตรวจวัณโรคแฝงต้องส่งห้องปฏิบัติการและรอผล 1-2 วัน พร้อมออกแบบให้ใช้งานได้ถึงระดับชุมชนในรูปแบบ Point-of-Care

ในปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ยังอยู่ในเฟสแรกของการศึกษา และยังไม่ได้นำมาใช้ในงานคลินิกประจำวันของโรงพยาบาล โดยทีมวิจัยกำลังเดินหน้าเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย ซึ่งเก็บไปแล้วราว 1,000 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ทดสอบความแม่นยำในสภาพการใช้งานจริง และจัดทำเป็นหลักฐานเชิงวิชาการสำหรับผลักดันสู่นโยบายต่อไป โดยผลการตรวจสามารถเรียกดูได้ผ่านซอฟต์แวร์ 'TB-SERS Analyzer' บนแพลตฟอร์ม service.rceid.kku.ac.th

สำหรับก้าวต่อไป ทีมวิจัยวางแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ของ อย. โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์ของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 'ลันตา' (LANTA) ของ สวทช. ในการเทรน AI ให้แม่นยำยิ่งขึ้นเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. (เนคเทค) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการคัดกรองและตัดวงจรวัณโรคให้เร็วและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อนำประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย End TB ภายในปี พ.ศ. 2578

ที่มา: กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร "นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค" โดย สวทช. (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 และ สวทช.

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Disrupt Health Impact Fund ลงทุนใน Osteoboost จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก

ครั้งแรกในไทย กองทุน Disrupt Health Impact Fund คว้า Osteoboost อุปกรณ์ Wearable ตัวเดียวที่ FDA รับรอง นวัตกรรมสั่นสะเทือนชะลอกระดูกบาง 85% เตรียมบุกตลาดเอเชียเร็วๆ นี้...

Responsive image

เปลี่ยน Data เป็นอาหารเสริมที่ร่างกายต้องการ รู้จัก CRAFTRITION ผู้ออกแบบอาหารเสริมเฉพาะบุคคลสัญชาติไทย

เมื่อวิตามินไม่ใช่ One-size-fits-all! รู้จัก CRAFTRITION แพลตฟอร์ม HealthTech ที่ใช้ DNA และผลเลือดมาออกแบบอาหารเสริมเฉพาะคุณ ลดความเสี่ยงการกินวิตามินเกินขนาด พร้อมสร้างมาตรฐานใหม...

Responsive image

Isomorphic Labs พัฒนา AI ออกแบบยา เคลมว่าช่วยหายาได้ ‘เร็วแบบไม่เคยมีมาก่อน’

Isomorphic Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านการออกแบบยาและพัฒนายาด้วย AI ที่ก่อตั้งโดย Demis Hassabis ซีอีโอ DeepMind ประกาศระดมทุน Series B มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งขยายเทคโ...