
Aligning Research, Industry and Policy: Building Thailand's Translational Health Innovation Engine เป็นวงเสวนาย่อยในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ที่เจาะลึกถึงการเชื่อมโยงระบบนิเวศในฝั่งงานวิจัย - ฝั่งอุตสาหกรรม - ฝั่งนโยบายภาครัฐ เพื่อผลักดัน ‘นวัตกรรมสุขภาพ’ ให้สามารถนำมาใช้งานได้จริง
การดำเนินการเสวนานี้ นำ โดย ดร.มณีรัตน์ เอกพงศ์ไพสิฐ Director of Mahidol-Oxford Translational Innovation Partnership (MOTIP) ภายใต้สังกัดหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกฟอร์ด ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล คุณพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมเฮลท์เทคไทย และ ดร.นพ.อรรถเกียรติ กาญจนพิบูลวงศ์ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางร่วมในการบรูณาการกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงระบบนิเวศ วิจัย-อุตสาหกรรม-นโยบายภาครัฐ ในการเร่งพัฒนา ‘นวัตกรรมสุขภาพ’ ที่ตอบโจทย์ระบบสาธารณสุขไทย ตลอดจนสร้างรายได้เข้าประเทศ

รศ.นพ.วีระพงษ์กล่าวถึงการทำวิจัยเพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์ได้จริงว่า นักวิจัยต้องทำสิ่งที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน หรือตอบโจทย์ปัญหา/แก้ Pain Point ให้ผู้ใช้งานได้ แต่ที่ผ่านมา นักวิจัยมักนำความสนใจส่วนตัวมาทำโจทย์วิจัย จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมไทยติดอยู่ที่ผู้วิจัยซึ่งเป็น ‘ต้นน้ำ’ และไปต่อที่ผู้ใช้งานที่อยู่ ‘กลางน้ำ และ ‘ปลายน้ำ’ ลำบาก
วิธีแก้คือ นักวิจัย, ภาครัฐ/ผู้ใช้งาน, และภาคอุตสาหกรรม/ผู้ลงทุน ต้อง ‘คุยกันตั้งแต่ต้น’ เพื่อกำหนดโจทย์วิจัยร่วมกันก่อนทำวิจัย
ตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดลทำคือ การเปลี่ยน KPI ของนักวิจัย จากเดิมที่เน้นจำนวนการตีพิมพ์ (Publication) หรือ Impact Factor มาเป็น ‘Real World Impact’ หรือ งานวิจัยที่มีการนำไปใช้จริง เพื่อใช้เป็นนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสังคม
แต่สำหรับ อุปสรรคด้านกฎระเบียบ รศ.นพ.วีระพงษ์เสนอว่า ภาครัฐควรมีระบบ Fast-track ในการอนุมัติ (Approval) จาก อย. และปรับปรุงขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้นวัตกรรมทางการแพทย์เข้าสู่ระบบและนำไปใช้ได้เร็วขึ้น
ยกตัวอย่าง Success Story ในการพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจวินิจฉัย โรคไข้ดิน (Melioidosis) ซึ่งแต่เดิมต้องรอผลเพาะเชื้อถึง 3 วัน แต่ปัจจุบันพัฒนาชุดตรวจที่รู้ผลได้ใน 15 นาที และแม่นยำเกือบ 100% ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้มาก ที่สำคัญ นวัตกรรมนี้ผ่าน อย. เข้าสู่ สปสช. และส่งออกไปใช้ในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว แล้ว

คุณณพงษ์ชัยกล่าวถึงสมาคมฯ ว่า ช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น (Idea/Prototype) โดยช่วยหาแหล่งทุน แนะนำเรื่องมาตรฐาน (เช่น ISO, อย.) ไปจนถึงช่วงเติบโต (Growth Stage) ขยายตลาด (Scale) โดยเป็นตัวกลางพาผู้ให้ทุนหรือหน่วยงานไปลงพื้นที่ดูงานจริง ช่วยจับคู่นักลงทุน พาร์ตเนอร์ที่ต้องการโซลูชัน กับสตาร์ทอัพที่ต้องการเงินลงทุนให้ได้ อย่างที่พานักลงทุนไปดูผลงานจริง เช่น นวัตกรรม AI อ่านฟิล์มกระดูกหักที่ขอนแก่น ด้วยเป้าหมายสูงสุดคือ การสนับสนุนสตาร์ทอัพตั้งแต่แรกเริ่ม สร้างรายได้ จับคู่พาร์ตเนอร์ เพื่อให้ไทยมียูนิคอร์นด้าน HealthTech
ด้านเกณฑ์การปั้นสตาร์ทอัพ คุณณพงษ์ชัยบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวผลงาน แต่ดูที่ จิตวิญญาณของผู้ก่อตั้ง (Founder) ว่ามีความมุ่งมั่น (Commitment) พร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรคไปอีก 5-10 ปีหรือไม่ จุดมุ่งหมายในชีวิตคืออะไร ต้องการสร้างผลกระทบต่อสังคมหรือต้องการให้ผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือคนได้มากขึ้น ฯลฯ
คุณพงษ์ชัยปิดท้ายด้วยสิ่งที่ประเทศไทยยังขาด ซึ่งไทยไม่ได้ขาดคนเก่งหรือขาดข้อมูล แต่ ขาดการสร้างเครือข่าย (Networking/Connection) คือ คนเก่งไม่รู้จะหาตลาดอย่างไร ผู้ใช้ไม่รู้จะหาของดีจากไหน สมาคมฯ จึงเข้ามาทำหน้าที่จับคู่ (Matching) และช่วยสร้างสังคมนวัตกรรมให้เกิดขึ้น

ในมุมของกรมควบคุมโรค ดร.นพ.อรรถเกียรติบอกว่า มีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยยุบรวมงานด้านการจัดการความรู้ (KM) วิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน แล้ววางบทบาทตัวเองใหม่เป็น ‘System Integrator’ ที่ร้อยเรียงกระบวนการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ภาครัฐยังเปิด Sandbox พื้นที่ทดสอบนวัตกรรม โดยเปิดรับนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ จากภายนอก ทั้งฝั่งเอกชน ฝั่งวิชาการ เข้ามาทดสอบการใช้งานจริง (Real-world practice) ร่วมกับเครือข่ายของกรมควบคุมโรคได้
ร่วมกับการ ปลดล็อกมายด์เซ็ตเพื่อช่วยให้ GDP โต เนื่องจากหน่วยงานนวัตกรรมของรัฐมักพัฒนานวัตกรรมมาแก้ปัญหาหน้างานในหน่วยงานของตนเอง (Local Innovation) แล้วไม่ได้ขยายไปให้ด้านอื่นหรือฝ่ายอื่นใช้ประโยชน์ต่อ ดร.นพ.อรรถเกียรติจึงเน้นย้ำว่า ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตคนทำงานหรือคนสร้างนวัตกรรมให้คิดถึงภาพที่ใหญ่ขึ้น คือ ต้องนำนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) เพื่อยกระดับ GDP ของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย
และสุดท้าย สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เงินทุน ซึ่งเป็นเหมือน ‘น้ำมันหล่อลื่น’ ที่สำคัญต่อระบบนิเวศ เพราะหากขาดกลไกการให้เงินทุนที่ยืดหยุ่น นวัตกรรมจะเกิดไม่ได้เลย หรือถ้ารองบประมาณรายปี (Fiscal year budget) นั้นก็ล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม ดังนั้น ภาครัฐ/ผู้ให้ทุนต้องมีกลไกทางการเงินที่สนับสนุนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับวงจรธุรกิจแบบใหม่
ดร.มณีรัตน์ สรุปทิ้งท้ายจากวงเสวนานี้ว่า การจะผลักดันนวัตกรรมสุขภาพของไทยให้เกิดขึ้นจริงและยั่งยืนได้นั้น จุดเปลี่ยนสำคัญคือ มายด์เซ็ตนักวิจัย และผู้มีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ ทั้งภาคอุตสาหกรรม และนโยบาย เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันตั้งแต่ การคิดโจทย์วิจัย การทำงานวิจัย การกำหนดหลักเกณฑ์ การควบคุม การนำนวัตกรรมเข้าสู่ระบบสุขภาพ และต้องมี ‘น้ำมันหล่อลื่น’ ซึ่งก็คือ ‘กลไกการให้เงินทุน’ และที่ขาดไปไม่ได้ คือ ‘กลไกการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรม’ เพื่อสนับสนุนและผลักดันให้เกิดเครือข่าย นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และนโยบาย ที่สามารถสร้างนวัตกรรมสุขภาพแล้วใช้ได้จริง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด